มก. อันดับ 1 ของไทย อันดับ 17 ของโลก ด้านขจัดความหิวโหย SDG 2 :

Array ( [_id] => 812 [_mid] => 276 [_mkey] => m_news [_lang] => th [_cate_id] => [_subject] => มก. อันดับ 1 ของไทย อันดับ 17 ของโลก ด้านขจัดความหิวโหย SDG 2 : [_desc] => ZERO HUNGER [_thumb_url] => web-upload/202104/m_news/276/thumbnail_a2c847d5000f18e552e638c178a1d5b6.png [_html] =>

         มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อันดับ 1 ของไทย อันดับ 17 ของโลก ด้านขจัดความหิวโหย SDG 2 : ZERO HUNGER จากการจัดอันดับ THE Impact Ranking Ranking 2021

 

Kasetsart University - มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

          เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2564 “Times Higher Education” หรือ “THE” ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยของโลก จากประเทศอังกฤษ ได้ประกาศผลอันดับมหาวิทยาลัย “THE Impact Rankings 2021” โดยประเมินการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยตามเกณฑ์การพัฒนาความยั่งยืนขององค์กรเพื่อสังคม 17 กลุ่ม ของสหประชาชาติ ( United Nations: Sustainable Development Goals ) หรือ UN: SDGs

Kasetsart University - มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

Kasetsart University - มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

Kasetsart University - มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

Kasetsart University - มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

Kasetsart University - มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

         ซึ่งในแต่ละ SDG จะใช้ตัวบ่งชี้ให้การเปรียบเทียบเป็นไปอย่างครอบคลุม และมีความสมดุลใน 4 ด้านกว้างๆ ได้แก่ ด้านการศึกษา (Teaching) ด้านการวิจัย (Research) ด้านการบริการวิชาการ (outreach) และ ด้านการบริหารจัดการเชิงบูรณาการ (Stewardship)  มีสถาบันอุดมศึกษามากกว่า 1,200 แห่ง ส่งรายงานเข้าร่วมการจัดอันดับ Impact Rankings ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่สามในปีนี้

         การจัดอันดับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นอันดับ 1 ของไทย อันดับ 5 ของเอเชีย และ อันดับ 17 ของโลก ในด้าน SDG 2 : ขจัดความหิวโหย ZERO HUNGER  ได้ 77.7 / 100 คะแนน

         อันดับ 4 ของไทย 2 ด้าน  ได้แก่  ด้าน SDG 13 : การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ CLIMATE ACTION อันดับ 201- 300 ของโลก  และ  ด้าน SDG 14 :  การใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร LIFE BELOW WATER อันดับที่  97 ของโลก

          อันดับ 5 ของไทย อันดับ 101- 200 ของโลก ในด้าน SDG 17 : ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน PARTNERSHIPS FOR THE GOALS Times Higher Education (THE) คือ องค์กรจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก จากประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นองค์กรแรกที่มีการวัดความสำเร็จของมหาวิทยาลัยทั่วโลกในการดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ซึ่งเปิดให้สถาบันอุมศึกษาที่เปิดสอนในระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่าส่งข้อมูลเข้าร่วม

         ในปีนี้มีสถาบันอุดมศึกษาทั้งหมด 1,240 จาก 98 ประเทศ/ภูมิภาคส่งข้อมูลเพื่อการจัดอันดับ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2020 ที่มีสถาบันอุมศึกษาเข้าร่วมทั้งหมด 859 แห่ง จาก 89 ประเทศ จำนวนผู้เข้าร่วมที่มากขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นว่าภายในสถาบันอุดมศึกษามีการให้ความสำคัญกับ SDGs มากขึ้น

         โดยในปี 2021 นี้มีจำนวนสถาบันอุดมศึกษาจากรัสเซียส่งข้อมูลเข้าร่วมการจัดอันดับมากที่สุด (86 แห่ง) แซงหน้าญี่ปุ่น (85 แห่ง) ซึ่งเป็นประเทศที่ส่งข้อมูลมากที่สุดในปีที่แล้ว ตามมาด้วยอินเดีย (57 แห่ง) ตุรกี (54 แห่ง) สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา (ประเทศละ 52 แห่ง)

         สำหรับประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยทั้งหมด 26 แห่ง ส่งข้อมูลเพื่อการจัดอันดับในปี 2021 เพิ่มจาก 19 แห่งเมื่อปี 2020 และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าร่วมเป็นปีแรก

[_dtmins] => 1619248449 [_dtmupd] => 1619265599 [_order] => 2 [_status] => Enable [_count] => 9323 [_email] => [_embed] => [_dtmstr] => 1619197200 [_dtmsto] => 0 [_tag] => ,, [_relate_id] => ,, [_typenews] => [_link] => [_link_target] => _blank [_icon] => [_icon_time] => [_is_highlight] => N [_slugify] => มก-อันดับ-1-ของไทย-อันดับ-17-ของโลก-ด้านขจัดความหิวโหย-SDG-2 [_is_comment] => N [category] => [photos] => [videos] => [files] => Array ( [0] => Array ( [_id] => 2471 [_mid] => 276 [_did] => 812 [_mkey] => m_news [_lang] => th [_thumb_url] => [_name] => THE Impact Ranking 2021 Thailand Benchmark.pdf [_name_th] => [_name_en] => [_desc_th] => [_desc_en] => [_file_name] => 8285afee18bfbab92fce455845df009d.pdf [_file_type] => pdf [_file_size] => 7253442 [_file_url] => web-upload/202104/m_news/276/812/file_download/8285afee18bfbab92fce455845df009d.pdf [_count] => 0 [_dtmins] => 1619265588 [_dtmupd] => [_order] => 0 [_datakey] => Documents [_status] => Enable [_cate_id] => [_desc] => ) ) [relates] => Array ( [0] => Array ( [_id] => 746 [_mid] => 276 [_mkey] => m_news [_lang] => th [_cate_id] => [_subject] => ม.เกษตร ฯ พบแมลงชีปะขาว “เข็ม” Procerobaetis totuspinosus ชนิดใหม่ของโลก [_desc] => ที่ลำธารแม่สา และแม่น้ำแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ และเป็นชนิดแรกที่พบในแผ่นดินใหญ่ที่ไม่ใช่เกาะ [_thumb_url] => web-upload/202103/m_news/276/thumbnail_6b29c1462ccf0b136286bbd72a4c7012.png [_html] => <p><span style=”font-size:28px;”>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>รองศาสตราจารย์ ดร. บุญเสฐียร &nbsp;บุญสูง</strong> ภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า คณะนักวิจัยด้านสัตววิทยา ได้แก่ นางสาวชนาพร สุทธินันท์ นิสิตทุนเรียนดีวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ระดับปริญญาเอก ศึกษาวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับความหลากหลายของตัวอ่อนแมลงชีปะขาววงศ์ Baetidae ซึ่งตนเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก Dr. Jean-Luc Gattolliat เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วม และ Dr. Thomas Kaltenbach &nbsp;สังกัด Museum of Zoology (MZL) เมืองโลซาน สมาพันธรัฐสวิส เป็นผู้ร่วมวิจัย ได้ร่วมกันค้นพบตัวอ่อนแมลงชีปะขาวชนิดใหม่ของโลก แมลงชีปะขาวเข็ม Procerobaetis totuspinosus ที่ลำธารแม่สา อำเภอแม่ริมและแม่น้ำแม่แจ่ม อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (BDC-PG4-161004) และโครงการทุนเรียนดีวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย</span></p> <p style=”text-align: center;”><span style=”font-size:28px;”><img alt=”” src=”/web-upload/fck/editor-pic/images/Boonsatien.jpg” style=”width: 40%; height: 40%;” />&nbsp;<img alt=”” src=”/web-upload/fck/editor-pic/images/Chanaporn.jpg” style=”width: 40%; height: 40%;” /></span></p> <p><span style=”font-size:28px;”>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong> Procerobaetis totuspinosus</strong> มีชื่อสามัญว่า <strong>แมลงชีปะขาวเข็ม </strong>เนื่องจากลำตัวยาวเรียวและมีขนาดเล็ก ชื่อวิทยาศาสตร์ Procerobaetis totuspinosus &nbsp;Suttinun, Kaltenbach &amp; Boonsoong, 2021 โดยตั้งชื่อตามลักษณะการพบหนามรูปร่างสามเหลี่ยมด้านบนของปล้องท้องที่ 6 ถึง 9 จัดอยู่ในสกุล Procerobaetis Kaltenbach &amp; Gattolliat, 2020 (วงศ์ Baetidae) ซึ่งสกุลนี้ถูกค้นพบครั้งแรกในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อปีที่ผ่านมา ทั่วโลกพบเพียง 3 ชนิดเท่านั้น คือ พบที่เกาะสุมาตรา (อินโดนีเซีย) 2 ชนิด และหมู่เกาะฟิลิปปินส์ 1 ชนิด</span></p> <p style=”text-align: center;”><span style=”font-size:28px;”><img alt=”” src=”/web-upload/fck/editor-pic/images/Jean-Luc.jpg” style=”width: 40%; height: 40%;” />&nbsp;<img alt=”” src=”/web-upload/fck/editor-pic/images/Thomas.jpg” style=”width: 40%; height: 40%;” /></span></p> <p><span style=”font-size:28px;”>&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; แมลงชีปะขาวเข็มที่พบในประเทศไทยครั้งนี้เป็นชนิดที่ 4 ของสกุล Procerobaetis และเป็นชนิดแรกที่พบในแผ่นดินใหญ่ที่ไม่ใช่เกาะ (mainland) เช่น ไทย เวียดนาม พม่า ลาว จีน เป็นต้น มีลักษณะเด่นที่แตกต่างจากชนิดอื่น คือ การพบหนามรูปร่างสามเหลี่ยมด้านบนของปล้องท้องที่ 6 ถึง 9 มีลักษณะคล้ายกับชนิด P. freitagi ได้แก่ รูปร่างเหงือก ลักษณะหนามที่พบบนขา นอกจากนี้เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลชีวโมเลกุลด้วยยีน COI เทียบกับชนิดอื่นพบว่ามีค่าระยะห่างทางพันธุกรรมระหว่างชนิด (interspecific genetic distance) สูงถึงร้อยละ 20-23 ซึ่งช่วยยืนยันว่าเป็นชนิดใหม่ &nbsp;</span></p> <p style=”text-align: center;”><span style=”font-size:28px;”><img alt=”” src=”/web-upload/fck/editor-pic/images/Figure7resize.jpg” style=”width: 40%; height: 40%;” />&nbsp;<img alt=”” src=”/web-upload/fck/editor-pic/images/Figure2resize.jpg” style=”width: 40%; height: 40%;” /></span></p> <p><span style=”font-size:28px;”>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รองศาสตราจารย์ ดร. บุญเสฐียร &nbsp;บุญสูง กล่าวเพิ่มเติมด้านความหลากหลายและการอนุรักษ์แมลงชีปะขาว ว่า การค้นพบตัวอ่อนแมลงชีปะขาวชนิดใหม่ของโลกครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทย ตัวอ่อนพบอาศัยอยู่ในลำธารต้นน้ำที่มีคุณภาพดีจนถึงดีมาก แมลงชีปะขาวเข็มชนิดใหม่มีขนาดค่อนข้างเล็ก พบในลำธารต้นน้ำ และแม่น้ำในพื้นที่สูง เป็นอาหารสำคัญของสัตว์น้ำอื่น ๆ &nbsp;มีบทบาทในสายใยอาหารและระบบนิเวศ&nbsp;</span></p> <p style=”text-align: center;”><span style=”font-size:28px;”><img alt=”” src=”/web-upload/fck/editor-pic/images/Figure9resize.jpg” style=”width: 50%; height: 50%;” /></span></p> <p><span style=”font-size:28px;”>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; แมลงชีปะขาวในเขตร้อนบางชนิดมีวงชีวิตเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น ส่วนใหญ่หนึ่งปีมีหลายรุ่น และเจริญเติบโตไม่พร้อมกัน ซึ่งรายละเอียดวงชีวิตของแมลงชีปะขาวจำเป็นต้องมีการศึกษาในอนาคต แมลงชีปะขาวบางกลุ่มอาจสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนได้ เช่น เมื่อปี พ.ศ. 2560 แมลงชีปะขาวขุดโพรง (Anagenesia minor) บินขึ้นมาเล่นแสงไฟพร้อมกันจำนวนมากริมแม่น้ำโขง ในพื้นที่จังหวัดนครพนมและมุกดาหาร ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ใช้ถนน และผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชัง เป็ด ไก่ พากันเก็บซากแมลงชีปะขาวไปเป็นส่วนผสมของอาหารเลี้ยงสัตว์ นอกจากนี้ยังมีรายงานตัวอ่อนแมลงชีปะขาวขุดรู (Languidipes taprobanes) กัดสายไฟบริเวณบ่อน้ำพุอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย แต่ยังไม่เกิดความเสียหายมากนัก ในต่างประเทศยังมีรายงานการกัดเรือและพลาสติกคลุมก้นบ่อของเกษตรกรอีกด้วย จะเห็นว่าแมลงชีปะขาวแต่ละกลุ่มมีบทบาทเอื้อในระบบนิเวศที่แตกต่างกัน การอนุรักษ์แหล่งน้ำและพื้นที่ป่าจะช่วยคงความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศมีความเกื้อหนุนกัน&nbsp;</span></p> <p>&nbsp;</p> <p><span style=”font-size:28px;”><u><strong>เอกสารอ้างอิง</strong></u><br /> &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; Suttinun C, Kaltenbach T, Gattolliat J-L, Boonsoong B (2021) A new species and first record of the genus Procerobaetis Kaltenbach &amp; Gattolliat, 2020 (Ephemeroptera, Baetidae) from Thailand. ZooKeys 1023: 13-28.&nbsp;&nbsp;<strong>https://doi.org/10.3897/zookeys.1023.61081</strong></span><br /> &nbsp;</p> [_dtmins] => 1616380015 [_dtmupd] => 1616658143 [_order] => 14 [_status] => Enable [_count] => 84 [_email] => [_embed] => [_dtmstr] => 1616346000 [_dtmsto] => 0 [_tag] => ,, [_relate_id] => ,, [_typenews] => [_link] => [_link_target] => _blank [_icon] => [_icon_time] => [_is_highlight] => N [_slugify] => %E0%B8%A1-%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3-%E0%B8%AF-%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7-%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%87%E0%B8%A1-Procerobaetis-totuspinosus-%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81 [_is_comment] => N [category] => [_share] => 0 [_view] => 15 [_like] => 0 ) [1] => Array ( [_id] => 824 [_mid] => 276 [_mkey] => m_news [_lang] => th [_cate_id] => 121 [_subject] => นักพฤกษศาสตร์ มก. ค้นพบ พืชชนิดใหม่ของโลก “หนามแน่ขาวอัมไพ” [_desc] => จากอุทยานแห่งชาติภูลังกา จังหวัดนครพนม [_thumb_url] => web-upload/202104/m_news/276/thumbnail_6fbd0b8860049e3f7a27a34dc30ed321.png [_html] => <div dir=”auto”> <div class=”ecm0bbzt hv4rvrfc ihqw7lf3 dati1w0a” data-ad-comet-preview=”message” data-ad-preview=”message” id=”jsc_c_53”> <div class=”j83agx80 cbu4d94t ew0dbk1b irj2b8pg”> <div class=”qzhwtbm6 knvmm38d”> <div class=”kvgmc6g5 cxmmr5t8 oygrvhab hcukyx3x c1et5uql ii04i59q”> <div dir=”auto” style=”text-align: center;”><span style=”font-size:36px;”><strong><span class=”d2edcug0 hpfvmrgz qv66sw1b c1et5uql lr9zc1uh a8c37x1j keod5gw0 nxhoafnm aigsh9s9 d3f4x2em fe6kdd0r mau55g9w c8b282yb iv3no6db jq4qci2q a3bd9o3v knj5qynh oo9gr5id hzawbc8m” dir=”auto”>นักพฤกษศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ </span></strong></span></div> <div dir=”auto” style=”text-align: center;”><span style=”font-size:36px;”><strong><span class=”d2edcug0 hpfvmrgz qv66sw1b c1et5uql lr9zc1uh a8c37x1j keod5gw0 nxhoafnm aigsh9s9 d3f4x2em fe6kdd0r mau55g9w c8b282yb iv3no6db jq4qci2q a3bd9o3v knj5qynh oo9gr5id hzawbc8m” dir=”auto”>ค้นพบ พืชชนิดใหม่ของโลก &ldquo;หนามแน่ขาวอัมไพ&rdquo; </span></strong></span></div> <div dir=”auto” style=”text-align: center;”><span style=”font-size:36px;”><strong><span class=”d2edcug0 hpfvmrgz qv66sw1b c1et5uql lr9zc1uh a8c37x1j keod5gw0 nxhoafnm aigsh9s9 d3f4x2em fe6kdd0r mau55g9w c8b282yb iv3no6db jq4qci2q a3bd9o3v knj5qynh oo9gr5id hzawbc8m” dir=”auto”>จากอุทยานแห่งชาติภูลังกา จังหวัดนครพนม</span></strong></span></div> <div dir=”auto” style=”text-align: start;”>&nbsp;</div> </div> <div class=”o9v6fnle cxmmr5t8 oygrvhab hcukyx3x c1et5uql ii04i59q”> <div dir=”auto” style=”text-align: center;”><img alt=”” src=”https://www.ku.ac.th/web-upload/fck/editor-pic/images/thunbergia.jpg” style=”width: 75%;” /></div> <div dir=”auto” style=”text-align: start;”><span style=”font-size:28px;”><span class=”d2edcug0 hpfvmrgz qv66sw1b c1et5uql lr9zc1uh a8c37x1j keod5gw0 nxhoafnm aigsh9s9 d3f4x2em fe6kdd0r mau55g9w c8b282yb iv3no6db jq4qci2q a3bd9o3v knj5qynh oo9gr5id hzawbc8m” dir=”auto”>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong> รศ. ดร. เฉลิมพล สุวรรณภักดี </strong>ผู้เชี่ยวชาญพืชสกุลหนามแน่ (Thunbergia) อาจารย์ประจำภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ดร. สมราน สุดดี นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช ดร.ขวัญใจ รอสูงเนิน นักวิชาการป่าไม้ปฏิบัติการ ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูลังกา และ Dr. David Middleton ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์แห่งสวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ ร่วมกันตีพิมพ์พืชชนิดใหม่ของโลก<span style=”color:#c0392b;”><strong> &ldquo;หนามแน่ขาวอัมไพ&rdquo;</strong></span> ในวารสารนานาชาติ Thai Forest Bulletin (Botany) เล่มที่ 49(1) หน้าที่ 57-62 ปี พ.ศ. 2564 </span></span></div> </div> <div class=”o9v6fnle cxmmr5t8 oygrvhab hcukyx3x c1et5uql ii04i59q”> <div dir=”auto” style=”text-align: start;”><span style=”font-size:28px;”><span class=”d2edcug0 hpfvmrgz qv66sw1b c1et5uql lr9zc1uh a8c37x1j keod5gw0 nxhoafnm aigsh9s9 d3f4x2em fe6kdd0r mau55g9w c8b282yb iv3no6db jq4qci2q a3bd9o3v knj5qynh oo9gr5id hzawbc8m” dir=”auto”>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รศ. ดร. เฉลิมพล สุวรรณภักดี เปิดเผยว่า &ldquo;หนามแน่ขาวอัมไพ&rdquo; พืชชนิดใหม่นี้ ค้นพบโดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติภูลังกา จังหวัดนครพนม ซึ่งทำการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (smart patrol) ในพื้นที่อุทยานฯ ได้พบไม้พุ่มกึ่งเลื้อยดอกสวยงามไม่ทราบชนิด บริเวณป่าดิบแล้งริมลำธาร ความสูงจากระดับทะเลปานกลางประมาณ 200 เมตร และได้ประสานส่งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช ติดตามเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจสอบ เจ้าหน้าที่กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ โดยดร.สมราน สุดดี จึงได้ประสานมาที่ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบ พบว่า ไม้พุ่มกึ่งเลื้อยดอกสวยงาม ดังกล่าว เป็นพืชชนิดใหม่ของโลก</span></span></div> </div> <div class=”o9v6fnle cxmmr5t8 oygrvhab hcukyx3x c1et5uql ii04i59q”> <div dir=”auto” style=”text-align: start;”><span style=”font-size:28px;”><span class=”d2edcug0 hpfvmrgz qv66sw1b c1et5uql lr9zc1uh a8c37x1j keod5gw0 nxhoafnm aigsh9s9 d3f4x2em fe6kdd0r mau55g9w c8b282yb iv3no6db jq4qci2q a3bd9o3v knj5qynh oo9gr5id hzawbc8m” dir=”auto”>&ldquo;หนามแน่ขาวอัมไพ&rdquo; เป็นพืชชนิดใหม่ของโลกในสกุลหนามแน่ (Thunbergia) วงศ์ต้อยติ่ง (Acanthaceae) มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า ThunbergiaamphaiiSuwanph., K. Khamm., D. J. Middleton &amp; Suddee คำระบุชนิด &ldquo;amphaii&rdquo; ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่นายอัมไพ ผาสีดา </span></span></div> <div dir=”auto” style=”text-align: start;”><span style=”font-size:28px;”><span class=”d2edcug0 hpfvmrgz qv66sw1b c1et5uql lr9zc1uh a8c37x1j keod5gw0 nxhoafnm aigsh9s9 d3f4x2em fe6kdd0r mau55g9w c8b282yb iv3no6db jq4qci2q a3bd9o3v knj5qynh oo9gr5id hzawbc8m” dir=”auto”>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติภูลังกา ผู้ค้นพบพืชชนิดนี้ระหว่างทำการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ โดยมีชื่อไทยว่า &ldquo;หนามแน่ขาวอัมไพ&rdquo; ตามลักษณะสีดอกที่ออกขาวและตามชื่อผู้ค้นพบ ทั้งนี้ ตัวอย่างต้นแบบเก็บรักษาไว้ที่หอพรรณไม้</span></span><span style=”font-size:28px;”><span class=”d2edcug0 hpfvmrgz qv66sw1b c1et5uql lr9zc1uh a8c37x1j keod5gw0 nxhoafnm aigsh9s9 d3f4x2em fe6kdd0r mau55g9w c8b282yb iv3no6db jq4qci2q a3bd9o3v knj5qynh oo9gr5id hzawbc8m” dir=”auto”> </span></span></div> <div dir=”auto” style=”text-align: start;”><span style=”font-size:28px;”><span class=”d2edcug0 hpfvmrgz qv66sw1b c1et5uql lr9zc1uh a8c37x1j keod5gw0 nxhoafnm aigsh9s9 d3f4x2em fe6kdd0r mau55g9w c8b282yb iv3no6db jq4qci2q a3bd9o3v knj5qynh oo9gr5id hzawbc8m” dir=”auto”>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ของ &ldquo;หนามแน่ขาวอัมไพ&rdquo; เป็นไม้พุ่มกึ่งเลื้อย ลำต้นมีขนตามข้อ มีร่องตามยาว 2 ร่อง ใบเรียงตรงข้าม รูปรี รูปขอบขนานแกมรูปรี รูปขอบขนาน หรือรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน กว้าง 3.5-5 ซม. ยาว 12-14 ซม. ปลายแหลม เรียวแหลม หรือยาวคล้ายหาง โคนรูปลิ่มหรือสอบเรียว ขอบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย เกลี้ยงทั้ง 2 ด้าน เส้นแขนงใบข้างละ 8-10 เส้น ปลายเชื่อมติดกันก่อนถึงขอบใบ ก้านใบแบนทางด้านบน มีขนสาก ช่อดอกคล้ายช่อซี่ร่ม ออกที่ปลายยอด ช่อละ 3-8 ดอก ใบประดับ 2 ใบ รูปใบหอกแกมรูปแถบ ยาวประมาณ 2 มม. ใบประดับย่อย 2 ใบ สีขาวถึงขาวครีม รูปไข่แกมรูปรีถึงรูปไข่ กว้างประมาณ 1 ซม. ยาวประมาณ 1.5 ซม. โคนเชื่อมติดกันมากกว่าครึ่งของความยาว ปลายแยก มี เส้นตามยาว 7 เส้น กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉกขนาดเกือบเท่ากัน 5 แฉก กลีบดอกสมมาตรด้านข้าง โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด สีขาวถึงขาวครีม ด้านในบริเวณปากหลอดมีแต้มสีเหลืองหรือน้ำตาล ปลายแยกเป็นแฉก 5 แฉก แยกเป็นกลีบบน 2 แฉก กลีบล่าง 3 แฉก เกสรเพศผู้ 4 เกสร แยกเป็น 2 คู่ยาวไม่เท่ากัน ก้านชูอับเรณูมีขนต่อมหนาแน่น อับเรณูโคนมีขน ผลแบบผลแห้งแตก โคนป่อง ปลายแหลม มีขนสั้น</span></span></div> </div> </div> </div> </div> </div> [_dtmins] => 1619780717 [_dtmupd] => [_order] => 1 [_status] => Enable [_count] => 41 [_email] => [_embed] => [_dtmstr] => 1619715600 [_dtmsto] => [_tag] => [_relate_id] => [_typenews] => 0 [_link] => [_link_target] => _blank [_icon] => [_icon_time] => [_is_highlight] => N [_slugify] => %E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B8%A1%E0%B8%81-%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%9A-%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81-%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9E [_is_comment] => N [category] => Array ( [_id] => 121 [_mid] => 276 [_mkey] => m_news [_lang] => th [_subject] => ปีพ.ศ. 2564 [_desc] => [_dtmins] => 1609747102 [_dtmupd] => [_order] => 7 [_status] => Enable ) [_share] => 0 [_view] => 10 [_like] => 0 ) [2] => Array ( [_id] => 804 [_mid] => 276 [_mkey] => m_news [_lang] => th [_cate_id] => 121 [_subject] => พบ “กุ้งเต้น” (amphipod) ชนิดใหม่ของโลก ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ [_desc] => และยังไม่มีรายงานในบริเวณอื่นในโลก [_thumb_url] => web-upload/202104/m_news/276/thumbnail_076585e471fe9eb18ab6c36a80b09e44.png [_html] => <p style=”text-align: center;”><span style=”font-size:28px;”><strong>พบ &ldquo; กุ้งเต้น&rdquo; (amphipod) ชนิดใหม่ของโลก ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และยังไม่มีรายงานในบริเวณอื่นในโลก</strong></span></p> <p style=”text-align: center;”>&nbsp;</p> <p style=”text-align: center;”><span style=”font-size:28px;”><img alt=”” src=”https://www.ku.ac.th/web-upload/fck/editor-pic/images/268032.jpg” style=”width: 65%;” /></span></p> <p style=”text-align: center;”>&nbsp;</p> <p style=”text-align: center;”><span style=”font-size:28px;”><img alt=”” src=”https://www.ku.ac.th/web-upload/fck/editor-pic/images/268033.jpg” style=”width: 65%; border-width: 0px; border-style: solid;” /></span></p> <p><span style=”font-size:28px;”>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทีมนักวิจัยภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ค้นพบ <strong>&ldquo;กุ้งเต้น&rdquo; ชนิดใหม่ของโลก</strong> บริเวณหน้าอาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริและสระน้ำโรงอาหารกลาง (บาร์ใหม่) ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และยังไม่มีรายงานในบริเวณอื่นในโลก</span></p> <p><span style=”font-size:28px;”>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong> กุ้งเต้นคงเสมา (Floresorchestia kongsemae) </strong>ชนิดใหม่ของโลก เป็นสัตว์ในซับไฟลัม ครัสเตเชียน คือกลุ่มเดียวกับกุ้ง ปู แต่มีขนาดเล็กกว่า ลำตัวแบนข้าง มีขาเดิน 7 คู่ ต่างจากกุ้งที่เรารู้จักกันที่มีขาเดิน 5 คู่ โดยปกติจะพบอาศัยในทะเลและน้ำจืด กุ้งเต้นที่พบอยู่ในวงศ์ Talitridae เป็นกลุ่มที่วิวัฒนาการปรับตัวให้มาอาศัยอยู่บนบกได้ แต่ยังมีลักษณะความเป็นสัตว์น้ำอยู่ คือหายใจด้วยเหงือก จึงมักพบอาศัยอยู่ในบริเวณที่ชื้นแฉะที่มีการรบกวนของหน้าดินน้อย โดยปกติ กุ้งเต้น จะกินซากใบไม้ที่อยู่ริมฝั่งและสัตว์น้ำขนาดเล็กเป็นอาหาร การกัดกินอาหารของกุ้งเต้นดังกล่าว จะช่วยเร่งกระบวนการย่อยสลายโดยแบคทีเรียและช่วยหมุนเวียนสารอาหาร นอกจากนี้ กุ้งเต้นยังเป็นอาหารของนกที่พบหากินบริเวณริมน้ำ อีกด้วย</span></p> <p><span style=”font-size:28px;”>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ลักษณะสำคัญของกุ้งเต้นคงเสมา (Floresorchestia kongsemae) ซึ่งเป็นกุ้งเต้นชนิดใหม่ของโลกนั้น บริเวณปากส่วนฟัน mandible lacinia mobilis ด้านซ้ายมีฟัน 5 ซี่ ก้ามคู่ที่ 2 มีส่วนฝ่ามือยาว 33% และมีหนามที่ปลายหางส่วน telson ข้างละ 4 หนาม ถูกค้นพบโดยทีมนักวิจัย จากมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ซึ่งทั้งหมดเป็นสมาชิกของภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แก่ นายอโณทัย สุขล้อม อ.ดร.พัชร ดนัยสวัสดิ์ และ อ.ดร. กรอร วงษ์กำแหง โดยตั้งชื่อกุ้งเต้นชนิดใหม่ของโลก ว่า <strong>กุ้งเต้นคงเสมา</strong> เพื่อเป็นเกียรติให้แก่ อ.ดร.เมษยะมาศ คงเสมา อาจารย์ประจำภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้มีส่วนช่วยในการเก็บตัวอย่างและวางแนวทางการศึกษาชีววิทยาของกุ้งเต้นชนิดใหม่ตัวนี้มาตั้งแต่ปี 2017 และอาจารย์ได้เสียชีวิตไปเมื่อเดือนมกราคม 2564 ทีมวิจัยจึงได้ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติและเพื่อเป็นการระลึกถึง อ.ดร.เมษยะมาศ คงเสมา ที่ให้ความช่วยเหลือในงานวิจัย และคุณูปการที่ทำให้กับภาควิชาและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เสมอมา</span></p> [_dtmins] => 1619166913 [_dtmupd] => [_order] => 3 [_status] => Enable [_count] => 81 [_email] => [_embed] => [_dtmstr] => 1619110800 [_dtmsto] => [_tag] => [_relate_id] => [_typenews] => 0 [_link] => [_link_target] => _blank [_icon] => [_icon_time] => [_is_highlight] => N [_slugify] => %E0%B8%9E%E0%B8%9A-%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99-amphipod-%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81-%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C [_is_comment] => N [category] => Array ( [_id] => 121 [_mid] => 276 [_mkey] => m_news [_lang] => th [_subject] => ปีพ.ศ. 2564 [_desc] => [_dtmins] => 1609747102 [_dtmupd] => [_order] => 7 [_status] => Enable ) [_share] => 1 [_view] => 24 [_like] => 0 ) [3] => Array ( [_id] => 795 [_mid] => 276 [_mkey] => m_news [_lang] => th [_cate_id] => 121 [_subject] => นิสิตวิศวฯ ได้รับรางวัล Robot Jockey Award [_desc] => จากการแข่งขัน Obodroid Workshop 2021 [_thumb_url] => web-upload/202104/m_news/276/thumbnail_7f28f4c7c9e2f4d3042ac676a4e58bbf.png [_html] => <p><span style=”font-size:22px;”>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ โครงการเปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรีนานาชาติ (International Undergraduate Program: IUP) สาขา Energy Innovation and Intelligent Robotics ทีม SKUBA-Jr ได้รับรางวัล Robot Jockey Award ในหัวข้อ Navigation จากการแข่งขัน Obodroid Workshop 2021 จัดโดยบริษัท โอโบดรอยด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ระหว่างวันที่ 13 &ndash; 28 มีนาคม 2564 ณ True Digital Park</span></p> <p style=”text-align: center;”><img alt=”” src=”https://www.ku.ac.th/web-upload/fck/editor-pic/images/166226249_162501575724194_2621605513913887367_n.jpg” style=”width: 70%; height: 70%;” /></p> <p><span style=”font-size:22px;”>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รางวัล Robot Jockey Award เป็นรางวัลสำหรับทีมที่เขียนโปรแกรมหุ่นยนต์ในการเคลื่อนที่ได้มีประสิทธิภาพ สูงสุด และหุ่นยนต์มีความทนทานสำหรับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ดี (Dynamic Environment)</span></p> <p style=”text-align: center;”><span style=”font-size:22px;”><img alt=”” src=”https://www.ku.ac.th/web-upload/fck/editor-pic/images/165804582_307800430697211_2400109325527270485_n.jpg” style=”width: 70%; height: 70%;” /></span></p> <p><span style=”font-size:22px;”>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สมาชิกทีมประกอบด้วย นายกวิน กลั่นจิต นางสาวชนาการณ์ ผาสุกจินดา นางสาวรัญชิดา บุญอมร นางสาว อคิราภ์ เตชะภัทรพร และนางสาวอัญชิษฐา เต็มปิยพล โดยมี ผศ.ดร.กาญจนพันธุ์ สุขวิชชัย ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาทีม</span></p> <p style=”text-align: center;”><span style=”font-size:22px;”><img alt=”” src=”https://www.ku.ac.th/web-upload/fck/editor-pic/images/IMG_5313(1)_MOV_snapshot_00_18_050.jpg” style=”width: 70%; height: 70%;” /></span></p> [_dtmins] => 1619066642 [_dtmupd] => 1619167127 [_order] => 4 [_status] => Enable [_count] => 63 [_email] => [_embed] => [_dtmstr] => 1619024400 [_dtmsto] => 0 [_tag] => ,, [_relate_id] => ,, [_typenews] => [_link] => [_link_target] => _blank [_icon] => [_icon_time] => [_is_highlight] => N [_slugify] => %E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%AF-%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A5-Robot-Jockey-Award [_is_comment] => N [category] => Array ( [_id] => 121 [_mid] => 276 [_mkey] => m_news [_lang] => th [_subject] => ปีพ.ศ. 2564 [_desc] => [_dtmins] => 1609747102 [_dtmupd] => [_order] => 7 [_status] => Enable ) [_share] => 0 [_view] => 15 [_like] => 0 ) ) [_share] => 0 [_view] => 5965 [_like] => 0 )

         มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อันดับ 1 ของไทย อันดับ 17 ของโลก ด้านขจัดความหิวโหย SDG 2 : ZERO HUNGER จากการจัดอันดับ THE Impact Ranking Ranking 2021

 

Kasetsart University - มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

          เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2564 “Times Higher Education” หรือ “THE” ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยของโลก จากประเทศอังกฤษ ได้ประกาศผลอันดับมหาวิทยาลัย “THE Impact Rankings 2021” โดยประเมินการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยตามเกณฑ์การพัฒนาความยั่งยืนขององค์กรเพื่อสังคม 17 กลุ่ม ของสหประชาชาติ ( United Nations: Sustainable Development Goals ) หรือ UN: SDGs

Kasetsart University - มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

Kasetsart University - มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

Kasetsart University - มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

Kasetsart University - มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

Kasetsart University - มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

         ซึ่งในแต่ละ SDG จะใช้ตัวบ่งชี้ให้การเปรียบเทียบเป็นไปอย่างครอบคลุม และมีความสมดุลใน 4 ด้านกว้างๆ ได้แก่ ด้านการศึกษา (Teaching) ด้านการวิจัย (Research) ด้านการบริการวิชาการ (outreach) และ ด้านการบริหารจัดการเชิงบูรณาการ (Stewardship)  มีสถาบันอุดมศึกษามากกว่า 1,200 แห่ง ส่งรายงานเข้าร่วมการจัดอันดับ Impact Rankings ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่สามในปีนี้

         การจัดอันดับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นอันดับ 1 ของไทย อันดับ 5 ของเอเชีย และ อันดับ 17 ของโลก ในด้าน SDG 2 : ขจัดความหิวโหย ZERO HUNGER  ได้ 77.7 / 100 คะแนน

         อันดับ 4 ของไทย 2 ด้าน  ได้แก่  ด้าน SDG 13 : การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ CLIMATE ACTION อันดับ 201- 300 ของโลก  และ  ด้าน SDG 14 :  การใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร LIFE BELOW WATER อันดับที่  97 ของโลก

          อันดับ 5 ของไทย อันดับ 101- 200 ของโลก ในด้าน SDG 17 : ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน PARTNERSHIPS FOR THE GOALS Times Higher Education (THE) คือ องค์กรจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก จากประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นองค์กรแรกที่มีการวัดความสำเร็จของมหาวิทยาลัยทั่วโลกในการดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ซึ่งเปิดให้สถาบันอุมศึกษาที่เปิดสอนในระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่าส่งข้อมูลเข้าร่วม

         ในปีนี้มีสถาบันอุดมศึกษาทั้งหมด 1,240 จาก 98 ประเทศ/ภูมิภาคส่งข้อมูลเพื่อการจัดอันดับ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2020 ที่มีสถาบันอุมศึกษาเข้าร่วมทั้งหมด 859 แห่ง จาก 89 ประเทศ จำนวนผู้เข้าร่วมที่มากขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นว่าภายในสถาบันอุดมศึกษามีการให้ความสำคัญกับ SDGs มากขึ้น

         โดยในปี 2021 นี้มีจำนวนสถาบันอุดมศึกษาจากรัสเซียส่งข้อมูลเข้าร่วมการจัดอันดับมากที่สุด (86 แห่ง) แซงหน้าญี่ปุ่น (85 แห่ง) ซึ่งเป็นประเทศที่ส่งข้อมูลมากที่สุดในปีที่แล้ว ตามมาด้วยอินเดีย (57 แห่ง) ตุรกี (54 แห่ง) สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา (ประเทศละ 52 แห่ง)

         สำหรับประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยทั้งหมด 26 แห่ง ส่งข้อมูลเพื่อการจัดอันดับในปี 2021 เพิ่มจาก 19 แห่งเมื่อปี 2020 และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าร่วมเป็นปีแรก

ประกาศเมื่อ: 24 เมษายน 2564

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ม.เกษตร ฯ พบแมลงชีปะขาว “เข็ม” Procerobaetis totuspinosus ชนิดใหม่ของโลก

ที่ลำธารแม่สา และแม่น้ำแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ และเป็นชนิดแรกที่พบในแผ่นดินใหญ่ที่ไม่ใช่เกาะ

22 มีนาคม 2564
84
0
นักพฤกษศาสตร์ มก. ค้นพบ พืชชนิดใหม่ของโลก “หนามแน่ขาวอัมไพ”

จากอุทยานแห่งชาติภูลังกา จังหวัดนครพนม

ปีพ.ศ. 2564
30 เมษายน 2564
41
0
พบ “กุ้งเต้น” (amphipod) ชนิดใหม่ของโลก ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

และยังไม่มีรายงานในบริเวณอื่นในโลก

ปีพ.ศ. 2564
23 เมษายน 2564
81
1
นิสิตวิศวฯ ได้รับรางวัล Robot Jockey Award

จากการแข่งขัน Obodroid Workshop 2021

ปีพ.ศ. 2564
22 เมษายน 2564
63
0