หม่อนไหม : เพื่อสุขภาพและผิวพรรณ

      คนจำนวนมากรู้จักหนอนไหมเป็นอย่างดี และยังทราบว่าเกษตรกรผู้ทอผ้าไหมใช้ใบหม่อนเลี้ยงไหม และคงมีหลายคนอีกเช่นกันที่ได้ลิ้มรสความเอร็ดอร่อยกับอาหารจานโปรดที่ทำจากใบหม่อนและดักแด้ไหมมาแล้ว ยังมีอุตสาหกรรมครัวเรือนที่ผลิตชาใบหม่อน หรือนำหม่อนและรังไหมมาประดิษฐ์เป็นของที่ระลึกสวยงามไม่แพ้ผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์

      ไหมได้รับฉายาว่าเป็น "ราชินีแห่งเส้นใย" เส้นใยไหมที่นำมาใช้ทอผ้ามีคุณสมบัติยืดหยุ่น เป็นเงาวาว ดูดซับน้ำได้ดี ระบายความชื้นได้ดี และดูดซับความร้อนได้ดีกว่าผ้าฝ้าย นอกจากผ้าไหมแล้ว ดักแด้นำมาประกอบอาหาร รังไหมนำมาประดิษฐ์เป็นของที่ระลึก

      หม่อนและไหมยังมีคุณสมบัติพิเศษที่หลายคนต้องทึ่งคือ การศึกษาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ที่พบว่าสารสกัดจากหม่อนและไหมมีประโยชน์อื่น ๆ ในด้านสุขภาพและผิวพรรณ

หม่อน

      สารสกัดจากหม่อน เช่น สารฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) สารคาทิชิน (Catechin) สารแทนนิน (Tannin) มีสรรพคุณทางยา สารฟลาโวนอยด์จากใบหม่อนมีฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว และชักนำให้เซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวเปลี่ยนกลับมาเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวปกติ สารสกัดฟลาโวนอยด์และสารแทนนิน มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์โปรติเอสของเชื้อเอดส์ (HIV) ป้องกันการแพร่กระจาย สารสกัดคาทิชินจากชาเขียว มีผลลดความอ้วนโดยออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไลเปส และสร้างความร้อนให้ร่างกาย

      โครงการวิจัยหม่อนไหม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้สกัดสารจากหม่อนแล้วศึกษาคุณสมบัติในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ พบว่า มีฤทธิ์ต้านการเจริญของเชื้อแบคทีเรีย ต้านอนุมูลอิสระที่ทำลายเซลล์ ต้านไวรัสและมีฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์ของแบคทีเรีย นอกจากนี้พบว่าน้ำมันหอมระเหยจากใบหม่อนสามารถต้านการเจริญของเชื้อแบคทีเรียได้

เลคตินในหม่อน

      เลคตินเป็นสารที่จับกับสารคาร์โบไฮเดรตที่พบบนผิวเซลล์จุลินทรีย์ เช่น ไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา หรือบนผิวเซลล์ในระบบทางเดินอาหาร ในแมลง รวมทั้งสัตว์กินพืชเป็นอาหาร เลคตินจึงอาจทำหน้าที่เป็นโมเลกุลที่จดจำของเซลล์ ซึ่งอาจมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านการรุกรานของจุลินทรีย์ แมลง และสัตว์กินพืช

      คณะผู้วิจัยได้สกัดและศึกษาคุณสมบัติของเลคตินจากใบหม่อน พบว่ามีฤทธิ์ต้านการเจริญของเชื้อแบคทีเรีย Pseudomonas syringae pv. mori ซึ่งก่อโรคใบไหม้ในหม่อน และยังพบว่ามีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียในคนได้หลายชนิด นอกจากนี้ยังได้โคลนยีนเลคตินจากหม่อน ซึ่งจะนำไปใช้ในการสังเคราะห์เลคตินเพื่อให้ได้ปริมาณสูง ๆ แทนการสกัด ซึ่งจะได้นำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

      จากการตรวจสอบคุณสมบัติในผลิตภัณฑ์หม่อนที่จำหน่ายในงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2548 ได้แก่ น้ำผลหม่อน คุกกี้ใบหม่อน เค็กใบหม่อน และชาเขียวใบหม่อน เป็นต้น พบว่าอาหารทุกชนิดมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่ทำลายเซลล์

ไหม

      รังไหมประกอบด้วยโปรตีนไฟโบรอิน 70-80 เปอร์เซ็นต์ และโปรตีนเซอริซิน 20-30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไฟโบรอิน 2 สาย ถูกหุ้มด้วยกาวเซอริซิน ซึ่งจะถูกกำจัดทิ้งในกระบวนการลอกกาวไหม ผงไหมจึงมี 2 ชนิดคือ ผงไหมเซอริซิน และผงไหมไฟโบรอิน

      ผงไหมช่วยให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้น มีสารทำให้หน้าขาว (Whitening agent) มีคุณสมบัติลดน้ำตาลและโคเลสเตอรอลในเลือด จึงใช้เป็นส่วนผสมในอาหารเพื่อสุขภาพและเครื่องสำอาง

      ปัจจุบันมีการนำไฟโบรอินมาใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง ทั้งในรูปของเหลวและผง โดยเครื่องสำอางที่เป็นน้ำก็จะใช้สารสกัดในรูปของเหลวผสม เครื่องสำอางที่อยู่ในรูปผงก็ใช้สารสกัดที่เป็นผง ซึ่งไฟโบรอินเป็นสารธรรมชาติ จึงไม่มีการระคายเคืองผิว และยังรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวได้ดีด้วย

      โครงการวิจัยหม่อนไหมได้ทำการลอกกาวเซอริซินด้วยเอนไซม์ปาเปนจากยางมะละกอ และเอนไซม์โบรมิเลนจากสัปรด ได้เซอริซินที่ได้มีขนาดที่แน่นอน ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ทั้งทางการแพทย์และเป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอาง

      ได้สกัดเลซิทินจากน้ำมันดักแด้และผีเสื้อของไหมพบว่ามีปริมาณสูงกว่าเลซิทินที่ผลิตอย่างเป็นการค้าจากถั่วเหลือง เลซิทินที่ได้มีความบริสุทธิ์กว่าเลซิทินมาตรฐาน นอกจากนี้ยังดัดแปลงเลซิทินเพื่อใช้เป็นตัวละลายไขมันที่ดีขึ้น

      ได้ศึกษาเอนไซม์จากน้ำย่อยของหนอนไหม พบว่าสามารถย่อยสลายพลาสติก PLA และไฟโบรอินได้ ได้แยกเอนไซม์ให้บริสุทธิ์และอยู่ในระหว่างโคลนยีนเพื่อจะนำเอนไซม์ไปประยุกต์ใช้ต่อไป

 

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 11 กุมภาพันธ์ 2548