เครือข่ายเพื่อการศึกษา

ในสมัยตักศิลา อาจารย์นั่งสอนอยู่ที่โคนต้นไม้ ศิษย์นั่งล้อมวงเล่าเรียน มีการใช้ถ่านเขียนตามกำแพง หรือฝาผนัง ต่อมาพัฒนามาใช้ กระดานชนวน พัฒนาการเรียนการสอน ทำให้เกิดมีกระดานดำและชั้นเรียน กลายเป็นโรงเรียน มีการจัดระบบการสอนอย่างเป็นระบบ มีหลักสูตร มีห้องเรียน การเรียนการสอนยังไม่แตกต่างกับสมัยตักศิลาที่ครูอยู่หน้าชั้นเรียนและนักเรียนนั่งเรียน หรือที่เรียกว่า "ระบบการเรียนการสอนที่ครูเป็นศูนย์กลาง (Teacher Centric)"
ครั้นเทคโนโลยีไอทีเจริญก้าวหน้าขึ้น ไมโครคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาท มีการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หรือที่เรียกว่า "ซีเอไอ" (CAI-Computer Aided Instruction) มีการผลิต CD เพื่อเก็บรวบรวมความรู้ต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนได้ศึกษาเล่าเรียน มีการสร้างเอกสาร "ไฮเปอร์เท็กซ์" (Hypertext) ที่เชื่อมโยงความรู้ต่าง ๆ และเป็นแหล่งค้นหาความรู้ได้อย่างรวดเร็ว ระบบการเรียน การสอนที่มีคอมพิวเตอร์ช่วยสอนทำให้นักเรียนมีอิสระในการเรียน เป็นการศึกษาหรือเรียนรู้แบบเฉพาะตัว การเรียนในลักษณะนี้จึงมี ลักษณะให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง (Student Centric) ครูเป็นผู้ช่วยเหลืออยู่ห่าง ๆ
หากพิจารณาระบบการเรียนการสอนทั้งแบบที่ครูเป็นจุดศูนย์กลาง และนักเรียนเป็นจุดศูนย์กลาง พบว่าทั้งสองแบบยังมีข้อดีข้อเสียอยู่ ระบบการเรียนการสอน จึงใช้วิธีการทั้งสอนเสริมระหว่างกัน เพื่อให้ได้ผลดี
Thai Schoolnet
โฮมเพจ Digital Library For Thai SchoolNet
เทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทต่อการเรียนการสอนมากขึ้นเป็นลำดับ ระบบสื่อสารโทรคมนาคมทำให้เกิดระบบการเรียน การสอนทางไกล (Tele-education) ทำให้ผู้เรียนและผู้สอนอยู่ต่างที่กัน สามารถโต้ตอบกันได้ด้วยระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ทำให้ครูและนักเรียนไม่ต้องเดินทางมาหากัน เทคโนโลยีเครือข่ายคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ต ทำให้การเชื่อมต่อระหว่าง ครูกับนักเรียนดีขึ้น นักเรียนสามารถส่งการบ้านผ่านทางอินเทอร์เน็ต ครูสามารถตรวจการบ้านและให้คะแนนได้ทันที อีกทั้งยัง สามารถชี้แนะด้วยจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-Mail) มีการสร้างอิเล็กทรอนิกส์บอร์ด (Electronic Bulletin Board) เพื่อใช้ใน การติดประกาศข่าวสารต่าง ๆ
เครือข่ายคอมพิวเตอร์จึงเป็นตัวเชื่อมระบบการเรียนการสอน ทั้งแบบครูเป็นจุดศูนย์กลางและนักเรียนเป็นจุดศูนย์กลางเข้าด้วยกัน หลาย ๆ มหาวิทยาลัย จึงสร้างเครือข่ายหลักของมหาวิทยาลัยและเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต และเรียกเครือข่ายนี้ว่า "แคมปัสเน็ตเวิร์ค"
ภายในแคมปัสเน็ตเวิร์ค ครูสามารถนำเอาเอกสาร คำสอน ตำราใส่ในสถานีบริการหรือเซิร์ฟเวอร์บนเครือข่าย เอกสารคำสอนเก็บอยู่ ในรูปแบบเอกสารไฮเปอร์เท็กซ์ที่เรียกว่า "โฮมเพจของระบบเวิลด์ไวด์เว็บ" (WWW) และรู้จักกันดีบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เอกสารเหล่านี้จึงเก็บในรูปแบบที่เรียกดูผ่านบราวเซอร์ (Browser) เพื่อให้ครูนำมาใช้สอนในห้องเรียนได้ และเมื่อสอนเสร็จ นักเรียนสามารถเรียกดู เพื่อศึกษาภายหลัง ลักษณะของเอกสารคำสอนเหล่านี้เรียกว่า "โฮมเพจประจำวิชา"
ด้วยวิธีนี้ทำให้นักเรียนสามารถเรียกมาดูจากที่ใดก็ได้ และเรียกดูเวลาใดก็ได้ หากมีข้อสงสัยก็สามารถส่งคำถามผ่านเครือข่ายด้วย อีเมล์หรือติดต่อกับเพื่อนฝูงเพื่ออภิปรายปัญหา หากต้องการเอกสารอื่นประกอบ ก็สามารถเชื่อมต่อไปยังมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ เพื่อขอดูโฮมเพจประจำวิชาของมหาวิทยาลัยอื่นได้ทั่วโลก การเรียนการสอนจึงมีลักษณะไร้พรมแดน ทำให้สืบค้นหาข้อมูลข่าวสาร ในสถานที่ห่างไกลได้

ตัวอย่าง โฮมเพจประจำวิชาของคณะวิศวกรรมศาสตร์
เทคโนโลยี WWW หรือ เวิลด์ไวด์เว็บ และเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทำให้ระบบการเรียนการสอนเปลี่ยนไปจาก เครือข่ายข้อมูลข่าวสาร เป็นตัวเชื่อมระหว่างครูกับนักเรียน หากทุกห้องเรียนมีเครื่องฉายภาพจากคอมพิวเตอร์ และคอมพิวเตอร์ต่ออยู่กับเครือข่าย ครูสามารถ ดำเนินการสอนโดยใช้ข้อมูลที่เตรียมไว้บนเครือข่ายได้โดยง่าย เมื่อนักเรียนกลับบ้านก็สามารถใช้โมเด็มติดต่อเข้าสู่เครือข่าย นำ เอกสารคำสอนต่าง ๆ มาทบทวนการเรียนการสอนยุคใหม่จึงใช้เทคโนโลยีไอทีช่วยได้มาก
การใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นตัวกลางเชื่อมทำให้ระบบการเรียนการสอนเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและไม่จำเป็นต้องเห็นหน้ากันตลอด แต่ก็ส่งข่าวสารถึงกันได้ ระบบการเรียนการสอนยุคใหม่นี้จึงก่อให้เกิดวิทยาเขตในโลกแห่งจินตนาการหรือที่เรียกว่า "ไซเบอร์แคมปัส" (Cyber Campus)
การปรับตัวในเรื่องวิธีการเรียนการสอนจึงต้องเร่งกระทำ
เทคโนโลยีไอที มีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน การประยุกต์ใช้ไอทีจึงเป็นเรื่องของผู้บริหารสถาบัน การศึกษาต้องมีวิสัยทัศน์และมองการณืไกล การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางสารสนเทศเพื่อก้าวเข้าสู่ยุคของ "ไซเบอร์แคมปัส" ในยุคต่อมา
เมื่อสถาบันการศึกษาและโรงเรียนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญในเรื่องการใช้เครือข่าย ทำให้การเชื่อมโยงระหว่างกัน และดำเนินกิจกรรมร่วมกัน เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันภายใต้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ดังนั้นจึงมีการสร้างเครือข่ายเพื่อการศึกษาหลายเครือข่ายในประเทศไทย เช่น สคูลเน็ต ยูนิเน็ต เป็นต้น

SchoolNet

SchoolNet เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อโรงเรียนมัธยมในประเทศไทยเข้าด้วยกัน และเชื่อมต่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ตเพื่อเป็น การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และระบบทรัพยากรการเรียนรู้ต่าง ๆ มาช่วยยกระดับการศึกษาของนักเรียนไทย เครือข่ายโรงเรียนไทย ยังช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลก และเพื่อใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่าง โรงเรียน ระหว่างครูกับครู ระหว่างครูกับนักเรียน ตลอดถึงระหว่างนักเรียนด้วยกันเอง อันจะเป็นการตอบสนองนโยบายของประเทศ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
SchoolNet Thailand
http://www.school.net.th/
รองประธานาธิบดีอเมริกัน อัลกอร์ มีนโยบายให้ความสำคัญ เพื่อสร้างเครือข่ายทางการศึกษาภายในสหรัฐอเมริกา เป้าหมายที่สำคัญ คือ การเชื่อมเครือข่ายโรงเรียนมัธยมและโรงเรียนระดับประถมทั่วประเทศเข้าเป็นเครือข่ายการศึกษา มีโรงเรียนจำนวนมากเชื่อม เข้าสู่เครือข่ายโรงเรียนแล้ว และเรียกเครือข่ายนี้ว่า K12 ตัวอย่างเช่น กลุ่มโรงเรียนที่มลรัฐคาโรไลนาได้มีการสร้าง โครงการเครือข่ายคอมพิวเตอร์สำหรับโรงเรียน โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัทไอบีเอ็ม โดยเน้นเป็นโครงการชื่อ "Wired for Learning"
เครือข่ายโรงเรียนทำให้โครงสร้างการศึกษาหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป เกิดปรากฏการณ์เรียนรู้สำหรับนักเรียนในโลกกว้าง นักเรียน สามารถท่องไปเพื่อค้นหา เรียกค้นเรื่องราวต่าง ๆ เปรียบเสมือนมีห้องสมุดความรู้ที่ใช้ได้ทุกเวลาและทุกสถานที่

เครือข่ายโรงเรียน เช่น สคูลเน็ตทำให้เกิดรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างทางบ้านกับโรงเรียนได้ลึกซึ้ง กลุ่มโรงเรียนดังกล่าวใช้เครือข่ายเป็นเครื่อง ติดต่อสื่อสารระหว่างทางบ้านกับโรงเรียน ผู้ปกครองที่บ้านสามารถเข้ามาดูกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียน ครูสามารถติดต่อกับผู้ปกครอง ได้รวดเร็ว และยังติดต่อสื่อสารระหว่างโรงเรียนด้วยกันเอง เพื่อช่วยเหลือกันทางด้านวิชาการ มีการแลกเปลี่ยนบทเรียน มีการสอนทาง ไกลผ่านเครือข่าย การสร้างห้องสมุดไฮเปอร์เท็กซ์แบบเว็บที่ให้นักเรียนเรียกค้นได้
โรงเรียนที่เชื่อมเข้าสู่เครือข่ายได้นำบทเรียนวิชาต่าง ๆ ไว้บนเว็บ มีการสร้างบทเรียนเสริมที่นักเรียนสามารถเรียนรู้ตามความต้องการ (Education on Demand) ระบบ Wired for Learning จึงเป็นระบบที่สร้างประโยชน์ได้มากในเรื่องการเรียนการสอนและความ สัมพันธ์ระหว่างบ้านกับโรงเรียน


โรงเรียนที่ร่วมโครงการในระยะแรก มีประมาณ 100 โรงเรียนทั่วประเทศ โดยมีศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ แห่งชาติเป็นแกนกลาง จากการดำเนินโครงการมีโรงเรียนรัฐบาลและเอกชนสนใจเข้าร่วมโครงการมากขึ้น ปัจจุบันมีโรงเรียนเข้าร่วม โครงการจำนวน 673 โรงเรียน

โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ Schoolnet
ตัวอย่างโฮมเพจของโรงเรียนต่าง ๆ ใน SchoolNet

หลายโรงเรียนทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคได้สร้างโฮมเพ็จและนำมาฝากเก็บไว้ที่ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ แห่งชาติมีการนำเรื่องราวกิจการต่าง ๆ ตลอดจนเอกสารสิ่งพิมพ์เกมการศึกษา แบบทดสอบเนื้อหาบทเรียน รวมทั้งทรัพยากรอื่น ๆ ของโรงเรียน นับเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่มีโรงเรียนจำนวนมากเห็นความสำคัญ และพร้อมที่จะต้องเข้าสู่เครือข่ายแบบถาวรต่อไปใน อนาคต
เครือข่ายโรงเรียนจึงเป็นมิติใหม่ในวงการศึกษาที่จะให้นักเรียนได้เรียนรู้วิทยาการต่าง ๆ โดยมีเครื่องมือทัยสมัยใหม่ช่วยนักเรียน จะได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตนต้องการ ครูผู้สอนกำหนดการบ้านไว้บนเครือข่าย นักเรียนได้ศึกษาและทำการบ้านตามที่มอบหมาย การดำเนินการทั้งหมดผ่านเทคโนโลยีที่เรียกว่า เว็บ (Web) มีการติดตามและประเมินผลนักเรียนได้อย่างใกล้ชิด
สำหรับในประเทศ โครงการ Schoolnet จึงเป็นโครงการที่น่าสนับสนุนและดำเนินการอย่างจริงจัง โดยเน้นให้เป็นรูปธรรมเพื่อกระจาย โอกาสทางการศึกษา
เครือข่ายโรงเรียน จึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการปฏิรูปการศึกษายุคใหม่ ข้อมูลข่าวสารทางวิชาการมีประโยชน์และ คุณค่ายิ่งกว่าสิ่งอื่นใด การพัฒนาทรัพยากรบุคคลโดยเฉพาะนักเรียน จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ายิ่ง การสร้างถนนของข้อมูลข่าวสาร เชื่อมโยงไปยังสถานศึกษาทุกแห่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลนี้ควรเร่งดำเนินการอย่างยิ่ง และที่สำคัญ ต้องพัฒนาเนื้อหาภายใน Schoolnet และพัฒนาบุคลากรในโรงเรียนที่เกี่ยวข้องด้วย
สาระน่ารู้ประจำสัปดาห์, ฉบับที่ 48: 11-17 ธันวาคม 2543