? ทำไมในหลายวิชาพื้นฐานและสำคัญของนิสิต จึงมีนิสิตสอบตกกันมาก และอีกจำนวนมากได้เกรดค่อนข้างต่ำ
? ทำไมหลายวิชามีนิสิตลงทะเบียนแล้วต้องถอนการลงทะเบียน หรือ drop จำนวนมาก สร้างความสูญเสียทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และทำให้ระบบการลงทะเบียนไม่เป็นไปตามแผน สร้างความยุ่งยากตามมาอีกมากในเรื่องการจัดตารางเรียนและการแย่งกันเรียน แย่งกันลงทะเบียน
? ทำไมนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่จัดได้ว่าเป็นระดับที่ดี เมื่อดูจากคะแนนเอนทรานซ์ แต่เมื่อสำเร็จการศึกษาจึงมีคะแนน GPA ค่อนข้างต่ำ เป็นผลทำให้ยากต่อการแข่งขันในการหางานทำ และการศึกษาต่อ เราสามารถเอาคะแนน GPA เฉลี่ยของนิสิตมาเปรียบเทียบดูระหว่างมหาวิทยาลัยได้
? ทำไมนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางคนมีประวัติการเรียนในระดับมัธยมดีมาก แต่เมื่อเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยจึงไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร
? หลายทุนการศึกษาของต่าประเทศที่มาสมัครสอบในประเทศไทย เช่น ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นที่ประกาศรับ 60 ทุน โดยเน้นทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรม ผู้สมัครต้องได้เกรดเกินกว่า 3.5 จำนวนผู้สมัครมีเป็นพันคน แต่เกือบไม่มีนิสิตที่จบจากเกษตรเลย นิสิตเกษตรสู้เขาไม่ได้หรือ
ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาหลักที่มหาวิทยาลัยจะต้องหันมาดูและทบทวน และควานหาต้นเหตุแห่งปัญหา พร้อมแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
สิ่งที่อยากนำเสนอในที่นี้คือ การสร้างโมเดลการศึกษาใหม่ โดยเน้นในรูปแบบการประยุกต์ไอทีกับห้องเรียนที่มีชีวิตชีวา

มูลเหตุแห่งโมเดลการเรียนการสอนแบบเดิม

การเรียนการสอนในปัจจุบันเน้นรูปแบบการเรียนการสอนแบบซิงโครนัสอย่างเดียว อาจารย์มีตารางสอน และเข้าสอนตามเวลา เน้นอาจารย์อยู่หน้าห้องสอนด้วยการพูด และเขียนกระดาน หรือปิ้งแผ่นใสเป็นหลัก นิสิตเป็นผู้รับฟัง นั่งฟังเฉย ๆ หมดเวลาก็ออกนอกห้อง การวัดผลเน้นการสอบ โดยเฉพาะมีการกำหนดสอบมิดเทอมและปลายภาค คะแนนของการสอบมีผลสูงสุด นิสิตจึงต้องเรียนเพื่อสอบ รูปแบบการสอบวัดผลส่วนใหญ่ก็ยังเป็นแบบต้องจำ เนื้อหาในการเรียนการสอนมีมาก ส่วนใหญ่อาจารย์จะเน้นว่าต้องให้เนื้อหามาก ๆ นิสิตค้นคว้าหรือหาเองน้อยมาก เรียนหรือสอนตามตำรา ว่ากันไปเป็นบท ส่วนใหญ่ก็ใช้ตำราเป็นหลัก นิสิตขาดการแสวงหาเพราะเป้าหมายอยู่ที่ตำราเล่มเดียว อาจารย์หลายท่านมีเกณฑ์มาตรฐานของตนเองเป็นหลัก โดยเฉพาะวัดผลจากการสอบอย่างเดียว


ไอทีกับห้องเรียนที่มีชีวิตชีวา (เรียนอย่างมีชีวิตชีวา)

ต้องยอมรับว่านิสิตยุคปัจจุบันเป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่ เป็นเด็กที่เกิดมาพร้อมกับการพัฒนาเทคโนโลยีไอที อาจารย์ผู้สอนส่วนใหญ่เกิดในยุคเก่า (ยุคที่ไม่มีไอทีใช้ในตอนเด็ก) ดังนั้นจึงมีช่องว่างในหลาย ๆ เรื่องที่จะต้องหาทางลดช่องว่างเหล่านี้ลงให้ได้

ปัจจุบันถ้าสำรวจข้อมูลนิสิตจะพบว่า นิสิตทุกคนใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตได้ ใช้เล่นเกมได้ ใช้ส่งอีเมล์ หรือมีอีเมล์แอดเดรสของตนเอง ใช้เล่น chat ใช้ไอซีคิวเป็น ใช้รูปแบบการสนทนาหลากหลายแบบ มีทั้งแบบออนไลน์ และแบบทิ้งข้อความไว้ เช่น เว็บบอร์ด ดังนั้นเวทีการใช้งานคอมพิวเตอร์และเครือข่ายในปัจจุบันจึงเป็นเวทีของนิสิตเพื่อใช้เล่นมากกว่าใช้เรียนรู้
จึงไม่น่าแปลกใจว่า
ทำไมนิสิตรุ่นใหม่เขียนหนังสือไม่ค่อยเป็น แต่พิมพ์หนังสือหรือทำรายงานได้ดี ใช้คอมพิวเตอร์ในการจัดการเอกสารได้ดี และทำสำคัญคือ ตัดและปะเก่ง
ทำไมร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่าจึงมีทั่วเมือง และส่วนใหญ่ของลูกค้าที่ใช้คือ เด็กและเยาวชนในวัยนิสิตที่เราเห็น
ทำไมสถิติผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เนคเทคสำรวจมาตลอด ผู้ใช้ส่วนใหญ่ถึงกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซนต์ เป็นผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี หรือหากพิจารณาลงรายละเอียดจะพบว่าเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา
ทำไมเราไม่เอาจุดเด่นเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ และเปลี่ยนกรอบความคิดใหม่เพื่อสร้างห้องเรียนให้มีชีวิตชีวาเหมือนที่นิสิตนักศึกษาใช้งานเครือข่ายในปัจจุบัน
ห้องเรียนที่มีชีวิตชีวา จึงต้องเป็นห้องเรียนที่มีทั้งสภาพแบบ real และ Virtual ผสมกัน ต้องมีทั้งแบบซิงโครนัสและอะซิงโครนัสผสมกัน
ห้องเรียนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทุกห้องต้องต่อเข้ากับเครือข่าย มีคอมพิวเตอร์เชื่อมเครือข่ายและมี LCD เพื่อใช้ฉายภาพ ตลอดจนมีระบบไอทีช่วยให้ห้องเรียนมีชีวิตชีวา
การจัดห้องเรียนแบบ real จึงประกอบด้วยเครื่องมือไอทีที่ใช้คอมพิวเตอร์ต่อเครือข่าย ในอนาคตอันใกล้ ห้องเรียนจะใช้เครือข่ายแลนไร้สาย และให้นิสิตใช้อุปกรณ์ไอทีเชื่อมต่อได้ เช่น ใช้ปาล์ม พ็อกเก็ตพีซี หรือโน้ตบุค การเรียนจะต้องเปลี่ยนรูปแบบ อาจารย์ผู้สอนสามารถสร้างบทเรียนแบบมัลติมีเดีย บทเรียนที่มีภาพ มีวิดีโอ หรือมีรูปแบบที่ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น ผู้เรียนสามารถโต้ตอบและแสดงความคิดเห็นได้มากขึ้น ห้องเรียนจึงเหมือนประตูสู่โลกกว้างที่อาจารย์พร้อมพานิสิตท่องไปในโลกกว้าง
การเรียนการสอนจึงต้องเน้นในรูปแบบ Virtual ด้วย กล่าวคือมี Virtual Classroom นิสิตสามารถเข้ามาในห้องเรียนเมื่อเวลาใดก็ได้ (Asynchronouse) มีการ chat ระหว่างเพื่อนมีการใช้เว็บบอร์ด ใช้เว็บโต้ตอบ เพื่อการเรียนแบบพึ่งพาร่วมกัน (Collaboration classroom) ใช้สื่อต่าง ๆ ร่วมกับทั้ง eMail ดิจิตอลไลบรารี ใช้ข้อมูลต่าง ๆ
การเรียนแบบ Virtual และ Asyncronouse ทำให้บรรยากาศในห้องเรียนตรงความต้องการของนิสิตที่ชอบ chat ชอบพูด ชอบคุย ชอบแสดงออก รวมทั้งการแสดงความคิดเห็นจะเป็นอิสระมากขึ้น ซึ่งผิดกับแบบเดิมที่ถูกปิดกั้นการพูดจา อาจารย์จะเป็นผู้พูดคนเดียว
การเรียนแบบห้องเรียนที่มีชีวิตชีวา (active classroom) จึงต้องเน้นวิธีการที่ให้นิสิตได้ค้นคว้า แสดงออก การทำโฮมเพ็จสำหรับรายงานในวิชา การทำการค้นหารวบรวมข้อมูล การทำการบ้าน ทำโครงงานผ่านทางโฮมเพ็จของนิสิต ซึ่งเป็นบรรยากาศที่นิสิตชอบและตรงกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการใช้เครือข่ายอยู่แล้ว

โฮมเพจนิสิต
นิสิตทำการบ้านส่งอาจารย์ผ่านทางโฮมเพจ

ที่สำคัญคือ ต้องถามระบบเดิมก่อนว่า การวัดผลที่ใช้สอบและวัดความรู้ที่จดจำจะได้อะไร เพราะหลังจากสอบเสร็จเพียงหนึ่งสัปดาห์ นิสิตก็ลืมหมด ยังพอจำได้ถึงเหตุเศร้าสลดในการสอบที่นิสิตไม่สามารถจดจำสูตรที่ใช้ในการคำนวณได้
การวัดผลแบบใหม่จึงอยู่ที่ขบวนการเรียนรู้ การค้นหา การแสวงหา ความมีชีวิตชีวา (active) ดังนั้นการวัดผลจึงเน้นที่การทำรายงาน การสร้างโครงงาน การคิด การตอบโต้ ซึ่งใช้ระบบไอทีเข้ามาช่วยได้มาก หากการวัดผลเน้นให้นิสิตเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง สามารถนำเสนอให้ผู้อื่นได้รับรู้ได้ ตลอดจนเข้าใจในแหล่งความรู้ที่จะแสวงหาไปในอนาคต ลองนึกดูว่าถ้าให้นิสิตทำรายงานผ่านโฮมเพ็จ โต้ตอบบนเว็บบอร์ด ใช้อีเมล์ และ chat สิ่งเหล่านี้จะตรงใจนิสิตได้มากเพียงไร ความกระตือรือร้นจะมีอีกมาก
การเรียนรู้ด้วยวิธีนี้น่าจะได้ผลดีกว่า นิสิตน่าจะมีชีวิตชีวาไม่ต้องเคร่งเครียดมาก และผลของการเรียนรู้จะสร้างอารมณ์ อุปนิสัย ตลอดจนความเป็นผู้กระตือรือร้น และอย่างน้อยก็คงไม่มีนิสิตต้อง drop วิชานั้นกว่าครึ่งห้อง เพื่อไปเรียนในภาคฤดูร้อน ที่มีเวลาเรียนเพียงน้อยนิด แต่หวังว่าเรียนภาคฤดูร้อนแล้วจะได้เกรดที่ดีกว่า
เรามาช่วยกันปรับปรุงระบบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใหม่ ดีไหมครับ เพื่อความสำเร็จของประเทศชาติและมหาวิทยาลัย

สาระน่ารู้ประจำสัปดาห์ (ฉบับที่ 87 ): 24-30 ก.ย. 2544