ทุ่งกุลาที่เคยร้องไห้สะอึกสะอื้น กลับเช็ดน้ำตา หัวเราะหน้าระรื่น ด้วยการปลูกยูคาลิปตัสบนคันนา จนมีรายได้กันชื่นมื่น ทั้งจากการขายข้าวเจ้าหอมมะลิ และขายไม้ยูคาลิปตัสได้ทีละหลาย ๆ หมื่นบาท

       ยูคาลิปตัสเป็นพืชที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี และเห็นได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย แต่มีคำถามว่าการปลูกยูคาลิปตัสจะทำให้ดินเสีย หรือเฉพาะดินที่ใช้ประโยชน์อื่นไม่ได้แล้ว ก็จะสามารถปลูกยูคาลิปตัสเท่านั้นใช่หรือไม่ หรือมีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมอย่างไร จึงได้เรียนสัมภาษณ์ อาจารย์บุญวงศ์ ไทยอุตส่าห์ แห่งภาควิชาวนวัฒนวิทยา คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งอาจารย์ได้เล่าให้ฟังว่า ไม้ยูคาลิปตัสเป็นไม้พื้นเมืองของประเทศออสเตรเลีย มีมากกว่า 600 ชนิด แต่ที่ปลูกอย่างแพร่หลายในเชิงพาณิชย์ในบ้านเรา มีอยู่ชนิดเดียวคือ ยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซีส ยูคาลิปตัสต้นแรกยังมีชีวิตอยู่ในบริเวณพระที่นั่งวิมานเมฆ โดยปลูกเมื่อประมาณ 100 ปี มาแล้ว แต่เป็นยูคาลิปตัสในเชิงไม้ประดับ

       ส่วนยูคาลิปตัสในเชิงพาณิชย์เริ่มทดลองปลูกเมื่อ 30-40 ปีที่แล้วนี่เอง ต่อมาได้มีเอกชนทำการปลูกยูคาลิปตัสกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมีการพูดถึงผลกระทบของยูคาลิปตัสกับสิ่งแวดล้อม จึงได้มีการศึกษาวิจัยและจัดประชุมสัมมนากันเมื่อปี 2530 โดยกรมป่าไม้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย และสมาคมเกษตรวิทยาศาสตร์การเกษตรแห่งประเทศไทย ได้ข้อสรุปว่า ยูคาลิปตตัสโดยตัวของมันเองไม่ได้มีพิษภัยต่อระบบนิเวศน์ หรือต่อพืชพรรณ หรือสัตว์ แต่ปัญหาเกิดขึ้นจากระบบการปลูกเป็นเชิงเดี่ยวที่กว้างขวางเกินไป เช่นเดียวกับการปลูกพืชเชิงเดี่ยวชนิดอื่น ๆ เช่น ข้าวโพด ไม้สัก หรือมันสำปะหลัง ที่ไม่ได้มีระบบการจัดการบำรุงดินที่ดี ก็จะมีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน

       อาจารย์บุญวงศ์ได้ทำการวิจัยเรื่องไม้ยูคาลิปตัสครั้งแรกเมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว โดยในช่วงนั้นเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันแพงมาก ทางรัฐบาลโดยการพลังงานแห่งชาติ จึงคิดว่าน่าจะมีพืชทดแทน และในที่สุดกรมป่าไม้ได้ขอความช่วยเหลือทางด้านการเงินจาก AID ของประเทศสหรัฐอเมริกา และจัดตั้งเป็นโครงการเรียกว่า "โครงการปลูกป่าพืนชุมชนสำหรับหมู่บ้าน" ซึ่งรู้จักกันในชื่อ "Village Woodlot" ซึ่งเป้าหมายของการวิจัยครั้งนั้นคือ การปลูกสวนป่าเพื่อพลังงาน และการวิจัยเน้นไปที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ใน 7 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

       ผลการวิจัยพบว่า ยูคาลิปตัสเป็นพืชมีอนาคต แต่ต้องคัดเลือกสายพันธุ์ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม และต้องมีการจัดการที่ถูกต้องเหมาะสม ใน 3-4 ปีหลังนี้ การปลูกยูคาลิปตัสบนคันนาเป็นที่ฮือฮากันมาก ซึ่งต้องยกความดีทั้งหมดให้แก่ชาวทุ่งกุลาร้องไห้ เนื่องจากเมื่อประมาณ 20 กว่าปีมาแล้ว มีการทดลองปลูกยูคาลิปตัสในทุ่งกุลาร้องไห้ ในจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งอาจารย์บุญวงศ์ เล่าให้ฟังว่า

       "มีอยู่วันหนึ่งทางเจ้าหน้าที่มารายงานว่า กล้าไม้ยูคาลิปตัสของเขาหายไปประมาณ 4,000 ต้น แต่ทางเราซึ่งเป็นนักวิจัยก็ถามว่า กล้าไม้ที่หายไปนั้น หายไปไหน คำตอบปรากฏว่า กล้าไม้ที่หายไปนั้น ชาวบ้านเอาไปปลูกตามคันนาในทุ่งกุลาร้องไห้ ทีมวิจัยก็เลยบอกว่า คุณไม่ต้องเป็นห่วง กล้าไม้ที่หาย มันไม่ได้หายไปไหน เค้าเอาไปปลูกก็ถือว่าเป็นการส่งเสริมอย่างดี ถ้าชาวบ้านไม่ขโมยกล้าไม้เราไปปลูก เค้าก็ไม่เห็นคุณค่า แต่ถ้าเอากล้าไม้เราไปปลูก ไม่ว่าจะขอหรือขโมยก็แล้วแต่ นั่นเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมอย่างดี ผมจึงเรียนอย่างนี้ว่า การปลูกยูคาลิปตัสบนคันนาครั้งแรกในประเทศไทย น่าจะประมาณ 20 กว่าปีมาแล้ว ที่ทุ่งกุลาร้องไห้ จังหวัดร้อยเอ็ดครับ"

       ในเวลาต่อมาภาคเอกชน ได้แก่ กลุ่ม Advance Agro, Phoenix, Siam Forestry และ Siam Tree Development มีความต้องการไม้ยูคาลิปตัสเพื่ออุตสาหกรรมชิ้นไม้สับมากขึ้น และพื้นที่ที่เหมาะสมในการส่งเสริมมากที่สุดคือ บนคันนา ซึ่งประเทศไทยมีการทำนากันอย่างกว้างขวาง โดยพื้นที่การทำนาปีที่ไม่ได้อาศัยน้ำฝนในประเทศไทยมีประมาณ 57 ล้านไร่ แต่ผลผลิตของข้าวนาปีไม่ถึง 400 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าประเทศพม่า ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย และนั่นคือสาเหตุที่ชาวนาบ้านเรายากจนเพราะผลผลิตข้าวต่ำ การแก้ปัญหาในส่วนนี้คือ การใช้ประโยชน์จากที่นาให้เต็มที่ โดยเฉพาะคันนาที่ทิ้งร้างว่างเปล่าไว้ น่าจะศึกษาวิจัยกันอย่างจริงจังให้เป็นระบบ

       การปลูกยูคาลิปตัสบนคันนาเพื่อแก้ปัญหาความยากจน และใช้ประโยชน์บนคันนาอย่างเต็มที่นั้น อาจารย์บุญวงศ์และคณะได้ตั้งประเด็นการศึกษาไปที่พันธุ์ของยูคาลิปตัส เพราะพูดถุงที่นาก็ต้องนึกถึงพื้นที่ที่มีน้ำขัง และพื้นที่ส่วนหนึ่งก็ต้องปลูกข้าว ดังนั้นการปลูกยูคาลิปตัสจะต้องมีความทนทานต่อพื้นที่ที่มีน้ำใต้ดินสูง และมีโอกาสน้ำท่วมขัง ประการต่อมาคือ การปลูกยูคาลิปตัสบนคันนาจะต้องเป็นพันธุ์ที่มีเรือนยอดเล็ก เพื่อที่จะได้ไม่ไปบังแสงแดดต่อต้นข้าวในนา เมื่อได้ข้อสรุปอย่างนี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงได้ทำการวิจัยร่วมกับ กสว. และกลุ่มบริษัท Advance Agro ว่า ถ้าจะปลูกยูคาลิปตัสบนคันนา จะใช้สายพันธุ์อะไร มีระยะปลูกเท่าไหร่ และเมื่อปลูกไปแล้ว จะทำให้ผลผลิตข้าวลดลงไปหรือไม่ สิ่งที่ทีมวิจัยให้ความสำคัญคือ ข้าวต้องมาอันดับแรก ยูคาลิปตัสเป็นอันดับรอง สำหรับชาวนา การปลูกข้าวเป็นอาชีพหลัก การปลูกยูคาลิปตัสบนคันนาเป็นอาชีพเสริม ไม่ต้องการที่จะให้ชาวนาปลูกยูคาลิปตัสแทนข้าว ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้ชาวนาปลูกแต่ข้าว แล้วทิ้งพื้นที่ว่างบนคันนาไว้

       ยูคาลิปตัสถือเป็นไม้เอนกประสงค์ คำว่า "ไม้เอนกประสงค์" ในทางป่าไม้หมายความว่า ไม้ต้นหนึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น ใบหรือลูก อาจจะกินได้ ลำต้นใช้ประโยชน์ในการใช้สอย ก่อสร้าง หรือทำเครื่องเรือน กิ่งก้านใช้ทำเชื้อเพลิง ในแง่นี้ของยูคาลิปตัสแม้จะเป็นไม้ต่างถิ่น แต่เราก็ถือว่าเป็นไม้เอนกประสงค์ โดยเฉพาะยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซีส (Eucalyptus camaldulensis) มีงานวิจัยในประเทศออสเตรเลียพบว่า ใบของยูคาลิปตัสชนิดนี้ให้น้ำมันที่มีกลิ่นหอมค่อนข้างสูง ในประเทศลาวเรียกไม้ยูคาลิปตัสว่าไม้วิกส์ ตามกลิ่นของยูคาลิปตัสที่สามารถแก้หวัด ส่วนในบ้านเราที่ปลูกกันมากโดยมีเป้าหมายคือ เนื้อไม้เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมชิ้นไม้สับหรือที่เรียกว่า Wood Chip คือการนำเอาไม้ท่อนมาสับโดยใช้เครื่องจักร เพื่อเอาไปทำเยื่อกระดาษ และไม้อัด

       ในประเทศไทยมีความต้องการไม้ยูคาลิปตัสเพื่ออุตสาหกรรมชิ้นไม้สับปีละประมาณ 7 ล้านต้น ซึ่งได้มาจากการปลูก โดยหลักการแล้วไม้ที่ได้จากการปลูกของเกษตรกรย่อมดีกว่านายทุน หรือเจ้าของกิจการคนใดคนหนึ่งปลูกเพียงฝ่ายเดียว เพราะจะมีความหลากหลาย และเป็นการเสริมสร้างรายได้ นอกจากอุตสาหกรรมชิ้นไม้สับแล้ว ถ้ายูคาลิปตัสที่ต้นมีขนาดใหญ่สามารถนำไปแปรรูปเป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ได้ แต่คุณภาพของไม้แปรรูปไม่ดีเท่าไม้สัก ไม้แดง หรือไม้ประดู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใช้ทำไม้พื้นหรือเฟอร์นิเจอร์ แต่อย่างไรก็ตามในชุมชนชนบทไม่สามารถหาไม้สัก ไม้แดง หรือไม้ประดู่ได้ ไม้ยูคาลิปตัสสามารถเข้ามาทดแทนได้เป็นอย่างดี รวมทั้งการใช้ไม้ยูคาลิปตัสเป็นเสาเข็มในพื้นที่รอบ ๆ กรุงเทพฯ ด้วย

       ในบริษัทเอกชนหลายบริษัท เช่น Siam Tree Development ที่กลุ่มบ้านฉาง และบริษัทในกลุ่มของ Advance Agro ใช้เปลือกไม้ยูคาลิปตัสเป็นพลังงานในการผลิตกระแสไฟฟ้า ยูคาลิปตัสจึงเป็นไม้เอนกประสงค์ เปลือกใช้เป็นพลังงานและทำปุ๋ย ใบให้น้ำมัน ดอกยูคาลิปตัสสามารถนำมาเลี้ยงผึ้งได้อีกด้วย

       ปกติในการปลูกยูคาลิปตัสจะมีอายุการตัดฟัน 3-5 ปี ถ้าปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสม มีการจัดการที่ดี สายพันธุ์เหมาะสมกับพื้นที่ ในการปลูกเป็นแปลงจะได้เนื้อไม้ประมาณ 15 ตันต่อไร่ ขายได้ราคาต้นละ 1,000 บาท แต่สำหรับการปลูกยูคาลิปตัสบนคันนา ได้มีการตั้งเป้าไว้ที่ 5 ตันต่อไร่ ต่อ 5 ปี เราสามารถทำให้ยูคาลิปตัสบนคันนามีผลผลิตสูงกว่านี้ได้ แต่อาจจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตของข้าวในนา

       เนื่องจากยูคาลิปตัสมีประมาณ 600 ชนิด จึงสามารถเลือกพันธุ์ให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ได้ แต่ต้องมีการจัดการพื้นที่การปลูกด้วย โดยอาจารย์บุญวงศ์ ได้ให้ความเห็นว่า ในภาคใต้ มีปริมาณน้ำฝนมาก ควรจะเป็นพื้นของยางพารา ในภาคกลางพื้นที่เป็นนาข้าว ข้าวนาปีให้ผลผลิตสูง ก็ไม่ควรนำยูคาลิปตัสเข้าไปแทรก ในภาคตะวันออกเป็นพื้นที่ของไม้ผล ซึ่งน่าจะเป็นโซนไม้ผลของประเทศไทยมากกว่า นั่นก็หมายความว่าทุกตารางกิโลเมตรสามารถปลูกยูคาลิปตัสได้ แต่สำหรับอาจารย์บุญวงศ์คิดว่า ยูคาลิปตัสน่าจะปลูกในพื้นที่ที่ปลูกพืชชนิดอื่นได้ผล ไม่คุ้มค่ากับการลงทุนเพิ่มปัจจัยการผลิต พื้นที่ภาคอีสานน่าจะเหมาะสมที่สุด เพราะประชาชน 1 ใน 3 ของประเทศมีความยากจน ความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำ การใช้ประโยชน์จากที่ดินไม่เต็มที่ ซึ่งตรงนี้สามารถนำยูคาลิปตัสไปเสริมได้อย่างดีที่สุด โดยจะปลูกเป็นแปลง ๆ หรือปลูกบนคันนา หรือปลูกแทรกตามแปลงพืชไร่ตามระบบวนเกษตร ก็แล้วแต่ความเหมาะสม

       การตัดต้นยูคาลิปตัส จะตัดให้สูงกว่าพื้นดิน 5-10 เซนติเมตร หลังการตัดฟันยูคาลิปตัสแล้ว จะเกิดการแตกขึ้นมาใหม่เรียกว่าแตกหน่อ โดยหน่อที่แตกอาจจะมี 5-10 หน่อต่อต่อ จะต้องจัดการตัดล้างให้เหลือตอละไม่เกิน 3 หน่อ และจะแตกใหม่อย่างนี้จนตัดได้ 3 รอบ ในเวลา 12-15 ปี

       การปลูกไม้ยูคาลิปตัสไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องไม่คิดว่าเป็นเรื่องง่าย เพราะการคิดจะทำสิ่งใดก็แล้วแต่ ต้องมีการจัดการที่เหมาะสม การปลูกที่ดี ระบบน้ำที่ดี ให้ปุ๋ยและกำจัดแมลง รวมทั้งดูแลรักษาและเอาใจใส่อย่างดี ผลผลิตที่ได้ก็จะงอกงามตามที่ต้องการ ยูคาลิปตัสจึงเป็นพืชที่สดใสทั้งในปัจจุบันและอนาคต ใครที่มีพื้นที่ว่างเปล่า แล้วไม่รู้จะทำอะไร ยูคาลิปตัสก็น่าจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ และน่าจะเป็นทางออกที่สดใสให้แก่ชาวนาไทยต่อไป

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 30 พฤศจิกายน 2548