ลักษณะการเจริญเติบโตของมะเขือเทศ แบ่งเป็น 3 ประเภทคือ แบบเลื้อย มะเขือเทศประเภทนี้ ถ้าสภาพแวดล้อมเหมาะสมจะสามารถ
เจริญเติบโตสูงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุด มีกิ่งแขนงขนาดใกล้เคียงกับลำต้น 2-3 แขนง และมีแขนงย่อยได้อีกไม่จำกัด ช่อดอกแรกเกิด
ระหว่างข้อที่ 8 และ 9 ช่อดอก ต่อมาจะเกิดขึ้นทุก ๆ 3 ข้อ ลำต้นอาจสูงหรือยาวกว่า 10 เมตร แบบพุ่ม มีลำต้นตั้งตรง กิ่งแขนง หลายแขนง
เกิดตามข้อบนลำต้นด้านล่าง และอาจมีแขนงย่อยได้อีก ช่อดอกเกิดระหว่างข้อทุกข้อในเวลาใกล้เคียงกัน เมื่อตายอดเกิดช่อดอกแล้วจะหยุด
การเจริญเติบโต มะเขือเทศบางพันธุ์เมื่อตายอดเกิดช่อดอกแล้วจะมีกิ่งแขนงเกิดที่ข้อใต้ช่อดอก เติบโตต่อไปเรื่อย ๆ เรียกว่า เจริญเติบโต
แบบกึ่งเลื้อย
สภาพภูมิอากาศและฤดูปลูกที่เหมาะสม
มะเขือเทศสามารถเจริญเติบโตทางด้านลำต้น ใบ และออกดอกได้ดีตลอดทั้งปี แต่การติดผลของ มะเขือเทศต้องการสภาพอากาศค่อนข้าง
เย็น อุณหภูมิกลางวันที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 25-30 องศาเซลเซียส อุณหภูมิกลางคืนประมาณ 16-20 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิกลางคืน
สูงกว่า 22 องศาเซลเซียส จะทำให้มะเขือเทศไม่ติดผลหรือติดผลได้น้อยลง ฝนและความชื้นสูงเป็นสาเหตุสำคัญทำให้โรคทางใบและทางราก
ระบาดรุนแรง ดังนั้นฤดูปลูกที่เหมาะสมที่สุดจึงอยู่ในช่วงฤดูหนาวโดยมีช่วงหยอดเมล็ดเพาะกล้าอยู่ระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม
ซึ่งนอกจากสภาพอากาศจะเหมาะสมต่อการติดผล ทำให้ได้ผลผลิตสูงแล้วยังมีศัตรูพืชรบกวนน้อย ต้นทุนการผลิตจึงต่ำกว่าการปลูกในฤดูอื่นด้วย
สภาพดินและความอุดมสมบูรณ์ของดิน
มะเขือเทศเจริญเติบโตได้ดีทั้งในดินร่วนเหนียวและดินร่วนทราย ความเป็นกรดด่าง (pH) ที่เหมาะสมประมาณ 5.5-7.0 และเป็นดิน
ที่ระบายน้ำดี มะเขือเทศไม่ชอบน้ำขังแฉะ ถ้ามีฝนตกติดต่อกัน จะต้องเร่งระบายน้ำออกให้เร็วที่สุด นอกจากนี้ควรเป็นแหล่งที่ไม่เคยปลูก
มะเขือเทศมาก่อนในระยะ 1-2 ปีที่ผ่านมา เพราะจะมีโรคแมลงสะสมทำให้การป้องกันกำจัดทำได้ยาก
ปัญหาการไม่ติดผลและการแก้ไข
ในฤดูหนาวสามารถปลูกมะเขือเทศได้ง่ายที่สุด แต่การบริโภคมะเขือเทศไม่ได้ถูกจำกัดเพียงฤดูเดียว ดังนั้นจึงมีความพยายามปลูก
มะเขือเทศนอกฤดู ในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝน ซึ่งปัญหาที่สำคัญคือ อุณหภูมิสูงเกินไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนมีนาคม เมษายน และ
พฤษภาคม ทำให้ดอกมะเขือเทศร่วง ไปไม่ติดผล แต่เนื่องจากราคาผลผลิตในช่วงปลายฤดูร้อนค่อนข้างสูง จึงมีเกษตรกรยอมเสี่ยงปลูก
การแก้ปัญหาการไม่ติดผลของมะเขือเทศที่ปลูกในฤดูร้อนสามารถทำได้หลายวิธี
1. ปลูกมะเขือเทศบนภูเขาสูงปกติบนภูเขาสูงจะมีอุณหภูมิต่ำกว่าในพื้นราบ จึงมีการปลูกมะเขือเทศนอกฤดูกันมาก เช่น ที่จังหวัด
เชียงราย เพชรบูรณ์ เป็นต้น แต่บนภูเขาสูงมักมีปัญหาแหล่งน้ำจำกัด อาจใช้ปลูกมะเขือเทศได้ไม่ตลอดฤดูปลูก จึงต้องเลือกแหล่งที่มี
น้ำสมบูรณ์จริง ๆ
2. ใช้พันธุ์ทนร้อนร่วมกับการจัดการที่ดี พันธุ์มะเขือเทศทั่วไปจะไม่สามารถติดผลได้ถ้าอุณหภูมิกลางคืนสูงกว่า 22 องศาเซลเซียส
แต่พันธุ์ทนร้อนสามารถติดผลได้แม้ว่าอุณหภูมิกลางคืนสูงกว่า 23 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ดีถ้าอุณหภูมิกลางวันสูงเกินกว่า 35 องศาเซลเซียส
ก็ทำให้มะเขือเทศพันธุ์ทนร้อนติดผลได้ยาก การปลูกมะเขือเทศในฤดูร้อน นอกจากจะใช้พันธุ์ทนร้อนแล้วจะต้องเอาใจใส่ดูแลรักษาอย่าง
ประณีต โดยเฉพาะการให้น้ำ ทั้งนี้เพราะเมื่ออากาศร้อนและแห้ง ต้นมะเขือเทศต้องการน้ำมากกว่าในฤดูปลูกปกติถึง 2 เท่า และการระเหย
น้ำจากดินเป็นไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงต้องมีการให้น้ำบ่อยครั้งขึ้น ถ้าเป็นการให้น้ำแบบฉีดพ่นฝอยควรให้ทุกวันตอนเช้า เพื่อให้ดินและ
อากาศรอบ ๆ แปลงปลูกมีความชื้นพอเพียง และเป็นการลดอุณหภูมิในแปลงปลูกลงด้วย
3. การฉีดพ่นสารฮอร์โมนช่วยเร่งการติดผลและอาหารเสริม การใช้ฮอร์โมน 4CPA (chloro phenoxy aceic acid) ความเข้มข้น 25-50
ppm. ช่วยให้เปอร์เซ็นต์การติดผลของมะเขือเทศเพิ่มขึ้น แต่ก่อนฉีดพ่นฮอร์โมนนี้จะต้องคำนึงถึงสภาพของต้นมะเขือเทศว่า มีความแข็งแรง
พร้อมที่จะติดผลได้หรือไม่ (โดยสังเกตจากขนาดของก้านช่อดอก ถ้าก้านช่อดอกมีขนาดใหญ่แนวโน้าที่จะติดผลได้มีมากกว่าก้านช่อดอกที่มี
ขนาดเล็ก) และช่วงที่ฉีดพ่นควรเป็นช่วงที่มีปริมาณดอกค่อนข้างมาก สารฮอร์โมนชนิดนี้เมื่อฉีดพ่นถูกใบมักทำให้ใบผิดปกติม้วนงอ ใบยอด
หดเล็กลง (การใช้สารฮอร์โมนช่วยให้ผลติดในมะเขือเทศพันธุ์ผลโต มักใช้พู่กันจุ่มฮอร์โมนป้านตามช่อดอกไม้ให้ถูกใบ) ผลที่เติบโตขึ้นเป็นผลที่
ไม่มีเมล็ด และบ่อยครั้งจะพบผลที่มีรูปร่างผิดปกติ จึงไม่ควรฉีดพ่นเกินกว่า 2 ครั้ง และควรฉีดพ่นในช่วงที่อากาศไม่ร้อน เช่น ตอนเช้ามืด
หรือตอนเย็น อย่างไรก็ดี แม้ว่าสารฮอร์โมนจะช่วยให้เกิดการติดผลได้ แต่ถ้าสภาพต้นมะเขือเทศไม่สมบูรณ์ก็ไม่สามารถทำให้ผลที่ติดแล้ว
เจริญเติบโตต่อไปเป็นผลที่มีรูปร่างปกติได้ จึงอาจจำเป็นต้องฉีดพ่นด้วยอาหารเสริมทางใบ และบำรุงด้วยปุ๋ยทางดินพร้อมกับให้น้ำอย่างทั่วถึง
ซึ่งเป็นการช่วยให้ต้นมะเขือเทศสมบูรณ์ขึ้น มีอาหารส่งไปยังผลอย่างพอเพียง ผลจะเจริญเติบโตเป็นผลที่มีรูปร่างปกติต่อไป
พันธุ์ปลูก
พันธุ์มะเขือเทศที่ใช้ปลูกส่งโรงงานอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่มักจะเป็นพันธุ์ที่สั่งเข้าจากต่างประเทศ โดยโรงงานที่รับซื้อผลผลิตเป็น
ผู้จัดหามา ส่วนพันธุ์มะเขือเทศผลเล็ก สีชมพู สำหรับรับประทานผลสด เกษตรกรอาจเลือกซื้อได้จาก ร้านค้าเมล็ดพันธุ์ หรือเก็บเมล็ดพันธุ์
เอง หรือสั่งซื้อเมล็ดพันธุ์จากศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ซึ่งผลิต
เมล็ดพันธุ์มะเขือเทศทนร้อนที่มีลักษณะผลสีชมพูคล้ายพันธุ์สีดา จำนวน 4 สายพันธุ์คือ สีดาทิพย์ #1, สีดาทิพย์ #2, สีดาทิพย์#3 และมะเขือเทศ
ลูกผสมสีดาทิพย์ #92 ซึ่งมีลักษณะประจำพันธุ์ดังตาราง 1 หน้า 6
ตารางที่ 1 ลักษณะประจำพันธุ์ของมะเขือเทศพันธุ์ต่าง ๆ
| ลักษณะประจำพันธุ์ |
สีดาทิพย์ #1 |
สีดาทิพย์ #2 |
สีดาทิพย์ #3 |
สีดาทิพย์ #92 |
| ชนิดเมล็ดพันธุ์ |
พันธุ์แท้ |
พันธุ์แท้ |
พันธุ์แท้ |
พันธุ์ลูกผสม |
| การเจริญเติบโต |
กึ่งเลื้อย |
กึ่งเลื้อย |
กึ่งเลื้อย |
กึ่งเลื้อย |
| ความทนร้อน |
ดี |
พอใช้ |
ดีมาก |
ดี |
| ขนาดผล (กรัม) |
28 |
28 |
22 |
25 |
| สีผล |
ชมพูอมส้ม |
ชมพู |
ชมพู |
ชมพู |
| การแตกของผล |
ไม่แตก |
แตก |
ไม่แตก |
ไม่แตก |
นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อนร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักแห่งเอเซีย (AVRDC) ไต้หวัน นำพันธุ์มะเขือเทศ
ผลเล็กจิ๋วหรือมะเขือเทศเชอรี่ เข้ามาปลูกทดสอบหลายสายพันธุ์ พันธุ์ที่น่าสนใจมากคือ CH 154 และ CH 155 ซึ่งทั้ง 2 พันธุ์มีการเจริญ
เติบโตแบบกึ่งเลื้อย ความสูงของต้นประมาณ 100-150 ซม. มีกิ่งแขนง 6-10 แขนง อายุดอกบานประมาณ 40-45 วันหลังจากหยอดเมล็ด
ช่อดอกเกิดบนลำต้นเกือบทุกข้อ แต่ละช่อดอกมีดอกย่อย 8-15 ดอก ในฤดูหนาวสามารถติดผลได้มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ทำให้มีผลมากกว่า
300 ผลต่อต้น ผลผลิตประมาณ 4-5 ัตันต่อไร่ รูปร่างผล ยาวรี รสหวาน เนื้อแน่น มีเมล็ดน้อย ส่วนใหญ่ไม่มีเมล็ด ผลเริ่มสุกแดงประมาณ 50
วันหลังจากย้ายปลูกหรือประมาณ 70-75 วันหลังจากหยอดเมล็ด การเก็บเกี่ยวผลควรรอให้ผลสุกแดงจนสีผลเป็นสีแดงเข้ม จะมีรสชาติหวาน
กว่าผลที่เพิ่งเริ่มสุก และเมื่อผลสุกแล้วสามารถปล่อยทิ้งไว้บนต้นได้นานถึง 20 วัน โดยผลไม่เน่าเละ ซึ่งเป็นข้อดีที่สามารถชลอการเก็บ
เกี่ยวผลผลิตออกไปได้ระยะหนึ่ง มะเขือเทศเชอรี่พันธุ์ CH 154 และ CH 155 นี้ เป็นพันธุ์ผสมปล่อย สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ปลูกต่อไปได้
เมล็ดพันธุ์มีขนาดเล็กกว่ามะเขือเทศทั่วไป โดยน้ำหนักเมล็ด 1 กรัมมีจำนวนเมล็ดประมาณ 450-500 เมล็ด (ดังภาพที่ 4-7 ปกหลังด้าน
บน
การปลูก
การปลูกทำได้ 2 วิธี
1. เพาะกล้าแล้วย้ายปลูก โดยเตรียมแปลงกล้าอย่างประณีต ยกแปลงสูงประมาณ 1 คืบ นำปุ๋ย คอกหรือปุ๋ยหมักมาคลุกเคล้าประมาณ
1-2 บุ้งกี๋ต่อ 1 ตารางเมตร ใช้เมล็ดประมาณ 30-40 กรัมหยอด ลงบนแปลงยาว 10 เมตร กว้าง 1 เมตร จะได้ต้นกล้าพอสำหรับปลูกใน
พื้นที่ 1 ไร่ การหยอดเมล็ด ควรหยอดเป็นแถวห่างกันประมาณ 10 ซม. ลึกไม่เกิน 1 ซม. เมื่อหยอดเมล็ดแล้วกลบด้วยดินผสมปุ๋ยหมัก
และคลุมแปลงด้วยฟางข้าวหรือหญ้าแห้งบาง ๆ ในช่วง 3 วันแรก รดน้ำสม่ำเสมออย่าให้ผิวหน้าดินแห้ง และถ้าแดดจัดหรือฝนตกหนักต้องคลุม
แปลงด้วยผ้าไนล่อนหรือผ้าพลาสติก เพื่อป้องกันเม็ดฝนกระแทกลำต้นหรือใบเป็นรอยช้ำ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ง่าย โรคที่
สำคัญในแปลงกล้าคือ โรคโคนเน่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฝนตกติดต่อกันความชื้นในอากาศและที่ผิวดินสูง ป้องกันโดยนำเศษฟางหรือหญ้าที่
ใช้คลุมแปลงออกให้หมด เพื่อให้แปลงกล้าโปร่งและการระบายอากาศดี แล้วฉีดพ่นด้วยยากันรา ในช่วงที่กล้ามะเขือเทศอายุประมาณ 17-22
วัน ควรลดปริมาณน้ำที่ให้ลง และให้กล้าได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่ต้นกล้าจะแข็งแรง เหนียว ไม่อวบฉ่ำน้ำ ซึ่งมีผลให้กล้ารอดตายมากหลังจาก
ย้ายกล้า โดยทั่วไปการย้ายกล้าลงแปลงปลูกมัจะใช้กล้าอายุประมาณ 21-25 วัน หลังจากหยอดเมล็ดหรือเมื่อกล้ามีใบจริง 3-4 ใบ
2. หยอดเมล็ดลงแปลงปลูกโดยตรง ใช้ในกรณีที่สามารถให้น้ำได้ง่ายแต่จะเสียเวลาและแรงงาน ในการดูแลรักษามากกว่า อีกทั้งต้องใช้
เมล็ดพันธุ์มากขึ้นเป็น 80-100 กรัมต่อไร่
สำหรับระยะปลูกที่เหมาะสม ควรใช้ระยะระหว่างแถว 1 แถว ระยะระหว่างต้น 25-50 ซม. ปลูก 1 ต้นต่อหลุม ถ้าใช้ระยะปลูกแคบจะได้
ผลผลิตต่อพื้นที่มากขึ้น แต่การควบคุมโรคและการปฏิบัติงานอื่น จะยุ่งยากขึ้นด้วย ในฤดูแล้งควรปลูกถี่ ส่วนในฤดูฝนควรใช้ระยะปลูกห่าง
เนื่องจากมะเขือเทศเจริญเติบโตดี มีทรงพุ่มสูงใหญ่กว่าฤดูอื่น
== พบกับตอนจบการปลูกมะเขือเทศ ในฉบับหน้าค่ะ ==
จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 30 เมษายน 2547