รองศาสตราจารย์ ดร.อรดี สหวัชรินทร์

คำนำ

ว่านสี่ทิศเป็นไม้ดอกประเภทหัวชนิด true bulb อยู่ในสกุล Hippeastrum หรือ Amaryllis จัดอยู่ในวงศ์ Amarylidaceae ว่านสี่ทิศมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนและกึ่งร้อนของทวีปอเมริกา มีประมาณ 80 ชนิดด้วยกัน แต่จากการปรับปรุงพันธุ์ในต่างประเทศสามารถสร้างพันธุ์ใหม่ ๆ ขึ้นมามากมาย ซึ่งมีลักษณะและขนาดของต้น และสีของดอก แตกต่างกันไป มีทั้งพันธุ์ที่มีกลีบดอกชั้นเดียว และดอกซ้อนจึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

ว่านสี่ทิศนำเข้าจากต่างประเทศมาปลูกในประเทศไทยมานานแล้วจนเรียกว่าพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งกลุ่มแรกมีใบสีเขียว เช่น พันธุ์ดอกสีส้ม สีแดง สีชมพู และครีมขีดแดง พันธุ์เหล่านี้ออกดอกปีละครั้งในฤดูแล้ง ขณะมีช่อดอกมักจะไม่มีใบ ใบเรียวยาว กลุ่มที่สองเป็นพวกที่มีแถบสีขาวกลางใบ ได้แก่ รางเงิน รางทอง และรางนาค พันธุ์เหล่านี้ออกดอกได้ปีละหลายครั้ง ขณะที่ออกดอกมีใบด้วย ใบกว้างหนา กลีบดอกมีร่างแห อีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มลูกผสมจากต่างประเทศ ซึ่งได้รับความนิยมมากเนื่องจากมีดอกขนาดใหญ่ รูปทรงของดอกแตกต่างกันออกไป สีและลวดลายบนกลีบดอกสวยงาม ซึ่งพันธุ์เหล่านี้ได้จากการปรับปรุงพันธุ์อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1799 (Huxley และคณะ, 1992) ในประเทศแถบยุโรป อเมริกา อาฟริกาและญี่ปุ่น จนกระทั่งปัจจุบันมีพันธุ์ลูกผสมมากกว่า 300 พันธุ์ ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ และอาฟริกาใต้ (Okubo, 1993) สำหรับการปรับปรุงพันธุ์ว่านสี่ทิศในประเทศไทย คณะนักวิจัยของเราได้ทำการปรับปรุงพันธุ์ สามารถผลิตลูกผสมข้ามพันธุ์ได้ โดยใช้ว่านสี่ทิศพันธุ์พื้นเมือง ว่านสี่ทิศพันธุ์ต่างประเทศและกลุ่มรางเงิน รางทอง รางนาค โดยใช้วิธีผสมเกสรจากดอกที่อยู่บนต้นหรือจากช่อดอกที่แช่อยู่ในน้ำยาบานทนในห้องปฏิบัติการ สามารถติดฝักได้ และได้ทำการช่วยชีวิตลูกผสมโดยการเพาะเมล็ดอ่อน หรือเอมบริโอที่อยู่ในฝักลงบนอาหารวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยแร่ธาตุ น้ำตาล วิตามิน และสารควบคุมการเจริญเติบโต เมื่อเมล็ดงอกในขวดแล้วทำการเพิ่มปริมาณในสภาพปลอดเชื้อ สามารถผลิตลูกผสมพันธุ์ใหม่ ๆ ได้มากมายหลายพันธุ์

การจำแนกว่านสี่ทิศ
1. ตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์

Bryan (1989), Huxley และคณะ (1992), Okubo (1993), Bryan และ Griffiths (1995) ได้จำแนกว่านสี่ทิศตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ดังนี้
1.1 Hippeastrum reticulatum มีถิ่นกำเนิดอยู่ในบราซิลตอนใต้ มีหัวขนาด 8 ซม. ใบ 5-6x30 ซม. ขณะออกดอกจะมีใบ จำนวนดอก 3-5 ดอกต่อช่อ ขนาดดอก 8 ซม. กลีบดอกสีขาว มีร่างแหสีชมพูอ่อน กลีบดอกยาว 10 ซม. ภายในผลมีเมล็ดจำนวนน้อย เมล็ดกลมสีดำและแข็ง
1.2 H. reticulatum var.striatifolium มีถิ่นกำเนิดอยู่ในบราซิล ใบมีแถบเส้นกลางใบสีขาว ใบกว้างสีเขียว เข้ม ขณะออกดอกจะมีใบ ดอกสีชมพู มีร่างแหสีชมพูเข้ม
1.3 H. equestre หรือ H. puniceum ชื่อสามัญ Barbados lily มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเม็ดซิโก ชิลี โบลิเวีย บราซิล และหมู่เกาะอินดิสตะวันตก มีหัวขนาด 8 ซม. ใบเรียว ยาวกว้าง 2-3 ซม. ขณะออกดอกจะไม่มีใบ จำนวนช่อดอกต่อหัว 2 ช่อหรือมากกว่า จำนวนดอก 2-4 ดอกต่อช่อ ขนาดดอก 10-15 ซม. กลีบดอกยาว 10 ซม. ดอกมีหลายสี เช่น ส้มสดคอดอกขาว ส้มคอดอกเขียว ชมพูคอดอกเหลืองปนเขียว และแดงสดคอดอกเขียว
1.4 H. reginae มีถิ่นกำเนิดอยู่ในบราซิล เปรู หมู่เกาะอินดีสตะวันตก และอาฟริกาตะวันตก มีหัวขนาด 8 ซม. ใบ 5x60 ซม. ขณะออกดอกไม่มีใบ จำนวนดอก 2-4 ดอกต่อช่อ ดอกห้อย ขนาดดอก 12 ซม. ดอกสีแดงสด บริเวณคอดอกสีขาวปนเขียว เป็นรูปดาวขนาดใหญ่ ขนาดกลีบดอก 2.5x13.0 ซม.
1.5 H. vittatum มีถิ่นกำเนิดอยู่ในบริเวณเทือกเขาแอนดิสของเปรู มีหัวขนาด 8 ซม. ใบ 6-8x60 ซม. ขณะออกดอกไม่มีใบ จำนวนดอก 3-6 ดอกต่อช่อ ขนาดดอก 12-15 ซม. กลีบดอกสีขาวมีแถบสีแดงเข้ม บริเวณส่วนกลางของกลีบดอก กลีบดอกขนาด 4.0x15.0 ซม.
1.6 H. x johnsonii เป็นลูกผสมว่านสี่ทิศต้นแรกได้จากการผสมระหว่าง H. reginae x H. vittatum มีหัวขนาด 7.5 ซม. ใบ 3.5x75 ซม. จำนวนดอก 4 ดอกต่อช่อ ขนาดดอก 12.5 ซม. กลีบดอกสีแดงสดมีขีดขาว กลีบดอกยาว 10.0 ซม. โคนกลีบด้านในและด้านนอกสีเขียว
1.7 H. elegans มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกาใต้ หัวขนาด 7.5-10.0 ซม. ใบกว้าง 2.5 ซม. ขณะออกดอกจะมีใบ จำนวนดอก 2-4 ต่อช่อ ดอกสีขาวปนเขียว กลีบดอกยาว 25.0 ซม. คอดอก 10.0-12.5 ซม.
1.8 H. elegans var. divifrancisci มีถิ่นกำเนิดอยู่ในโบลิเวีย มีลักษณะต่าง ๆ คล้ายกับ H. elegans มาก แต่แตกต่างกันคือมีคอหัวยาว 10 ซม. ก้านดอก 4.5 ซม. ปลายกลีบดอกแหลม

2. ตามลักษณะสีของดอก

Bryan และ Griffiths (1995), Rees (1992) ได้จำแนกว่านสี่ทิศตามลักษณะสีของดอกดังนี้
2.1 ว่านสี่ทิศที่มีดอกสีขาว สีครีม และขาวปนเขียว ได้แก่ White Dazzle (pure white), Christmas Gift (white)
2.2 ว่านสี่ทิศที่มีดอกส้ม ชนิดดอกชั้นเดียว และดอกซ้อน ได้แก่ Orange Sovere (pure orange), Bouquet (salmon), Lydia (pale salmon)
2.3 ว่านสี่ทิศที่มีดอกสีชมพู ชมพูอ่อน ชมพูเข้ม ชมพูปนม่วง และชมพูปนแดง ได้แก่ Susan (soft pink), Beautiful Lady (pale mandarin red), byjou (soft burnt apricot)
2.4 ว่านสี่ทิศที่มีดอกสีแดง แดงสด แดงเข้ม และแดงดำ ได้แก่ Cantate (milky deep red), Dutch Belle (opal rose), Ludwig's Goliath (bright scarlet), Oskar (rich deep red), Red Lion (dark red)
2.5 ว่านสี่ทิศที่มีดอกสีเหลือง เป็นว่านสี่ทิศพันธุ์พื้นเมืองในแถบลาตินอเมริกัน
2.6 ว่านสี่ทิศที่มีดอกสีม่วงปนน้ำเงิน เป็นว่านสี่ทิศพันธุ์พื้นเมืองที่พบตามหน้าผาแถบทะเลใต้
2.7 ว่านสี่ทิศที่มีดอกสีเขียว เป็นว่านสี่ทิศพื้นเมืองในแถบอเมริกากลาง ซึ่งหายากมาก
2.8 ว่านสี่ทิศที่มีดอกสีประ และลาย ได้แก่ Apple Blossom (white flushed pink), United Nations (White striped vermilion), Cinderella (orange with white stripe), Valentine (white with pink vein)

การปลูกเลี้ยงว่านสี่ทิศ

ว่านสี่ทิศมีหัวเป็นแบบ true bulb เจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีการระบายน้ำดี เช่น ดินปนทรายที่มีความเป็นกรดเป็นด่าง 6.1 ในกรณีที่ปลูกเลี้ยงในกระถางควรใช้ดินผสมที่มี ดิน : ทราย : ขี้เถ้าแกลบ : ปุ๋ยหมัก ในอัตราส่วน 2 : 1 :1 :1 ดินผสม 1 ลูกบาศก์เมตร ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ปริมาณ 1 กิโลกรัม และปูนขาวครึ่งกิโลกรัม และรดปุ๋ยเคมีละลายน้ำสูตร 15-15-15 ความเข้มข้น 50 มิลลิกรัมต่อลิตรทุกสัปดาห์
ว่านสี่ทิศที่เจริญเติบโตเต็มที่จะมีใบ 4-6 ใบ จะผลิตใบใหม่ได้เดือนละใบ และทุก ๆ 4 ใบ จะมีตาดอกและจุดกำเนิดหัวการเกิดตาดอกขึ้นอยู่กับอายุและขนาดของหัว หัวขนาด 22-24 เซนติเมตร ให้ช่อดอกได้ 1 ช่อ หัวใหญ่กว่า 24 เซนติเมตร ให้ดอกได้ 2 ช่อ ในต่างประเทศมีการรักษาตาดอกของว่านสี่ทิศไม่ให้ฝ่อ โดยการขุดหัวขนาดใหญ่ ผึ่งให้กาบนอกแห้งที่ 23 -องศาเซลเซียส เก็บหัวไว้ที่ 13 องศาเซลเซียส ในสภาพมืด 8 สัปดาห์ ที่ 17-29 องศาเซลเซียส ในสภาพมืด 2 สัปดาห์ ที่ 9 องศาเซลเซียส ในสภาพมืด 8 สัปดาห์ และที่ 21-25 องศาเซลเซียส ในสภาพมืด 2 สัปดาห์ เมื่อนำออกปลูกจะแทงช่อดอกในเวลา 6-8 สัปดาห์ สำหรับในประเทศไทยให้งดการให้น้ำ จนใบแห้งแล้วทำการขุดหัวที่มีขนาดใหญ่ มีเปลือกนอกสุดของหัวสีน้ำตาล หรือดำ นำไปเก็บไว้ที่ 4-10 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 8 สัปดาห์ และเมื่อนำออกปลูกจะแทงช่อดอกภายในเวลา 2 สัปดาห์

การขยายพันธุ์ว่านสี่ทิศ

การขยายพันธุ์ว่านสี่ทิศทำได้หลายวิธีดังนี้
1. การเพาะเมล็ด เป็นการขยายพันธุ์เพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่ โดยการถ่ายละอองเกสร ผลจะแก่ภายใน 30-35 วัน เมล็ดมีเปลือกสีดำ ไม่มีการพักตัว ควรนำเมล็ดไปเพาะทันที หรือภายใน 7 วัน ใช้วัสดุที่การระบายน้ำดีและมีความชื้นสม่ำเสมอ เมล็ดจะงอกภายใน 10-14 วัน
2. การแยกหัวหรือการแยกหน่อ เป็นการขยายพันธุ์เพื่อให้ได้ต้นเหมือนเดิมหัวจะเกิดขึ้นบริเวณกาบใบ
3. การผ่าหัว เป็นการขยายพันธุ์เพื่อให้ได้ต้นเหมือนเดิม โดยผ่าหัวตามยาวออกเป็น 4-8 ส่วน นำแต่ละส่วนแยกให้แต่ละชิ้นมี 2 กลีบหัว เรียก twin-scales ปักชำในวัสดุปลูกที่มีการระบายน้ำดี ประมาณ 3 เดือนจะเกิดหัวตามบริเวณซอกของ scales การแช่ twin scales ในสารละลาย BA หรือ kinetin ทำให้เกิดหัวได้ดีขึ้น
4. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นการขยายพันธุ์เพื่อให้ได้ต้นเหมือนเดิมเป็นปริมาณมาก ในเวลารวดเร็ว ในสภาพปลอดเชื้อ โดยใช้ส่วนต่าง ๆ ภายในดอกตูม ได้แก่ กลีบดอก ก้านชูอับละอองเกสร รังไข่ หรือจากหัวโดยใช้ส่วนของ scale ที่มี basal plate ติดอยู่ด้วย

เทคนิคการขยายพันธุ์ว่านสี่ทิศโดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

เนื่องจากการขยายพันธุ์ว่านสี่ทิศให้ได้ต้นเหมือนเดิม โดยวิธีแยกหัว แยกหน่อ และผ่าหัว ได้หัวจำนวนน้อย และถ้าหัวเดิมเป็นโรคก็จะแพร่โรคต่อไป ปัจจุบันจึงใช้เทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาขยายพันธุ์ให้ได้หัวปลอดโรคในจำนวนมากกว่าวิธีเดิม โดยมีวิธีการดังนี้

การเพาะเลี้งเนื้อเยื่อจากส่วนของดอกตูม

1. ใช้ดอกตูมที่ยังอ่อนอยู่ กลีบดอกยังไม่คลี่ บรรยากาศภายในดอกตูมจะสะอาด นำมาล้างน้ำ
2. ใช้ปากคีบจับก้านดอกอ่อน ชุบแอลกอฮอล์ 95 เปอร์เซ็นต์ แล้วผ่านเปลวตะเกียงเพื่อให้ความร้อนฆ่าเชื้อที่ติดอยู่ที่ผิวด้านนอกของดอก
3. ใช้เทคนิคปลอดเชื้อตัดเอาส่วนต่าง ๆ ได้แก่ กลีบ ดอก ก้านชูอับละอองเกสร รังไข่ นำไปเพาะเลี้ยงบนอาหารสูตร MS (Murashige และ Skoog 1962) ที่เติม Benzyl adenine (BA) 3 มิลลิกรัมต่อลิตร Napthalene acetic acid (NAA) 1 มิลลิกรัมต่อลิตร น้ำตาลซูโครส 30 กรัมต่อลิตร เก็บไว้ในห้องเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ที่ควบคุมอุณหภูมิ 25-28 องศาเซลเซียส ความเข้มแสง 1,000 ลักซ์ ช่วงแสง 8 ชั่วโมงต่อวัน จะเกิดต้นในเวลา 1-2 เดือน แล้วนำไปเพิ่มปริมาณต่อไป

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากส่วนของหัว

1. ใช้หัวว่านสี่ทิศขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6-8 เซนติเมตร ตัดใบ กาบใบ และเนื้อเยื่อส่วนฐานของหัวที่มีแผลหรือส่วนสกปรกออก แล้วลอกกาบใบชั้นนอกออก 2-3 ชั้น
2. ล้างด้วยสบู่ 2-3 ครั้ง แล้วล้างน้ำให้สะอาด
3. แช่ในเอทธิลแอลกอฮอล์ 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 2 นาที
4. ฟอกฆ่าเชื้อด้วยคลอร็อกซ์ 15 เปอร์เซ็นต์ 20 นาที และคลอร็อกซ์ 5 เปอร์เซ็นต์ 30 นาที
5. แช่ในน้ำที่นึ่งฆ่าเชื้อแล้ว 3 ครั้ง ๆ ละ 5 นาที
6. ใช้เทคนิคปลอดเชื้อ ตัดชิ้นส่วน twin-scales โดยการผ่าหัวพันธุ์ตามยาวผ่านตายอดออกเป็น 8-10 ส่วน แยกแต่ละชิ้นส่วนให้มี 2 กลีบหัว
7. เพาะเลี้ยงบนอาหารสูตร MS ที่เดิม BA 2 มิลลิกรัมต่อลิตร NAA 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร น้ำตาลซูโครส 60 กรัมต่อลิตร เก็บไว้ในห้องเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ที่ควบคุมอุณหภูมิ 25-28 องศาเซลเซียส ความเข้มแสง 1,000 ลักซ์ ช่วงแสง 8 ชั่วโมงต่อวัน จนเกิดหัวย่อยระหว่าง twin scales ใช้เวลา 2-5 เดือน
8. ทำการเพิ่มปริมาณหัว โดยเอาหัวย่อยขนาด 8-10 มิลลิเมตร ที่เกิดขึ้นมาตัดใบและรากทิ้ง แล้วผ่าหัวตามยาวโดนผ่านตายอดออกเป็น 4 ส่วน แล้วเลี้ยงบนอาหารสูตร MS ที่เติม BA 1 มิลลิกรัมต่อลิตร Zeatin 1 มิลลิกรัมต่อลิตร น้ำตาลซูโครส 60 กรัมต่อลิตร เป็นเวลา 4 เดือน จะเกิดหัวย่อยได้ 5-12 หัว
9. นำหัวที่เกิดขึ้นออกมาล้างน้ำ แช่ในยากันราแล้ว นำออกปลูกในทรายผสมขี้เถ้าแกลบ เมื่อต้นตั้วตัวดีแล้วย้ายออกปลูกในกระถาง ใช้เวลาประมาณ 2 ปีในการออกดอก

เทคนิคการปรับปรุงพันธุ์ว่านสี่ทิศ

1. การผลิตลูกผสมว่านสี่ทิศ การผลิตลูกผสมว่านสี่ทิศโดยการถ่ายละอองเกสร โดยการตัดกลีบดอกและเกสรตัวผู้ของดอกที่จะใช้เป็นแม่ในขณะดอกตูม คลุมดอกไว้ก่อน เมื่อต้องการผสมนำเกสรตัวผู้จากดอกพันธุ์พ่อที่พร้อมผสม ซึ่งมีลักษณะเป็นผง แตะบนยอดเกสรตัวเมียที่พร้อมผสม ซึ่งจะมีเมือกเหนียว การติดผลสังเกตได้จากบริเวณฐานของรังไข่จะขยายใหญ่ขึ้น ผลแก่ภายใน 30-35 วัน ให้นำเมล็ดไปเพาะทันที หรือภายใน 7 วัน เมล็ดจะงอกภายใน 2 สัปดาห์ การผลิตลูกผสมว่านสี่ทิศได้ทำเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1799 Arthur Johnson ชาวอังกฤษ ได้ผสมพันธุ์ระหว่างชนิด H. vittatum และ H. reginae จากอเมริกากลาง และอเมริกาใต้ ได้ลูกผสม H. x johnsonii ที่สามารถเจริญเติบโตและออกดอกได้ในสภาพอากาศเย็น (Huxley และคณะ, 1992) ต่อมาในระหว่างปี ค.ศ. 1909-1939 ประเทศอเมริกาได้นำว่านสี่ทิศจากประเทศอังกฤษ ทำการปรับปรุงพันธุ์จนได้พันธุ์ดอกใหญ่สีขาว (Griesbach และ Berberich, 1995) ส่วนประเทศเนเธอร์แลนด์ได้ทำการปรับปรุงว่านสี่ทิศอย่างต่อเนื่อง ได้ผสมข้ามชนิดระหว่าง H. aulicum, H. reginae, H. reticulatum, H.rutilum, และ H. vittatum ที่นำเข้าจากประเทศบราซิล และชนิด H. psittaceum, H. leopoldii และ H. pandinum จากประเทศเปรู ได้ลูกผสมว่านสี่ทิศพันธุ์ใหม่เป็นจำนวนมาก และที่ได้รับความนิยมมีประมาณ 250 พันธุ์ (Khaleel และ Siemsen, 1989; Rees, 1992) ต่อมา Meerow (1991) ได้แนะนำชนิดของว่านสี่ทิศที่สมควรใช้การปรับปรุงพันธุ์ได้แก่ H. papilio, H. fragrantissimum, H. lapasense, H.caedenasianum และ H.reticulatum var. striatifolium เนื่องจากว่านสี่ทิศชนิดเหล่านี้มีลักษณะที่ดี จะทำให้ได้ลูกผสมที่มีความหลากหลายมากขึ้น
2. กฏเกณฑ์ในการคัดเลือกลูกผสมว่านสี่ทิศ Rees (1992) ได้กล่าวถึงหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกไม้ดอกประเภทหัว ควรใช้ลักษณะที่สังเกตได้เป็นความสำคัญอันดับแรก และสามารถเรียงลำดับความสำคัญจากมากไปน้อย ดังนี้คือ ขนาดของดอก รูปทรงของดอก ความยาวของก้านดอก สีของใบ ลักษณะเด่นพิเศษและเวลาการออกดอก ส่วนลักษณะที่สังเกตไม่ได้ เป็นความสำคัญอันดับรอง ได้เรียงลำดับความสำคัญมากไปน้อย ดังนี้คือความต้านทานโรค ความต้านทานความเย็น การเพิ่มปริมาณหัว ความยากง่ายในการกระตุ้นให้ออกดอก คุณภาพในการเก็บรักษาเมื่อนำไปใช้เป็นไม้ตัดดอก และความหอมของดอก
เทคนิคการปรับปรุงพันธุ์ว่านสี่ทิศโดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
ในบางกรณี การผสมข้ามชนิดของพืชมักไม่สามารถติดผล และติดเมล็ดได้ เนื่องจากการเกิด pre-fertilization barrier เช่น หลอดละอองเกสรถูกยังยั้งการเจริญในก้านชูเกสรตัวเมีย (pollen stylar barrier) ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยการตัดก้านชูเกสรตัวเมียให้สั้นลงแล้วถ่ายละอองเกสร หรือบางทีละอองเกสรงอกผิดปกติ เป็นเกลียวทำให้ไม่ติดผล สามารถแก้ไขโดยการผสมเกสรแล้วเพาะเลี้ยงรังไข่ในสภาพปลอดเชื้อจะช่วยให้ได้ลูกผสม สาเหตุที่ทำให้ไม่ได้ลูกผสมอีกอย่างหนึ่งคือ เกิด post-fertilization barrier เช่น เอมบริโอฝ่อตายไป หรือเอนโดสเปิร์มไม่สมบูรณ์ วิธีการแก้ไขคือทำการเพาะเลี้ยงเมล็ดอ่อน หรือเอมบริโอก่อนเมล็ดตายหรือผลร่วง โดยวิธีการช่วยชีวิตลูกผสม (embryo rescue) โดยการเลี้ยงบนอาหารวิทยาศาสตร์ในสภาพปลอดเชื้อ
เนื่องจากการผสมเกสรผลิตลูกผสมในแปลงหรือในกระถางอาจเกิดความยุ่งยาก เนื่องจากความห่างไกลของแปลงปลูก จึงได้พัฒนาวิธีการผสมเกสรจากช่อดอกที่ตัดมาจากต้นที่ไหนก็ได้ หรือที่มีการจำหน่ายเป็นไม้ตัดดอกในต่างประเทศ นำมาปักในสารละลายน้ำยาบานทนในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้สามารถติดฝักและช่วยชีวิตลูกผสมโดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้สำเร็จ โดยมีวิธีการดังนี้
1. ใช้ช่อดอกว่านสี่ทิศปักในสารละลายที่ทำให้ดอกไม้บานทน ตัวอย่างเช่น Physan 20 (n-alkyl dimethyl benzyl ammonium chlorides 10% และ n-akyl ethyl benzyl ammonium chlorides 10%) ในปริมาณ 1 มิลลิตรต่อลิตร หรือ Sleeton (Ansimidol 0.025%) ในปริมาณ 1 มิลลิลิตรต่อลิตรเช่นกัน นำมารวมกับน้ำตาลซูโครส 50 กรัมต่อลิตร เก็บไว้ในห้องอุณหภูมิ 25-28 องศาเซลเซียส ให้ความเข้มแสง 1,000 ลักซ์ เมื่อดอกบานทำการผสมเกสรโดยวิธีการปกติจนติดผล
2. ใช้เทคนิคปลอดเชื้อนำเมล็ดอ่อนจากผลอายุ 1-3 สัปดาห์ มาเพาะเลี้ยงบนอาหารสูตร MS (Murashige และ Skoog 1962) ที่เติม BA 2 มิลลิกรัมต่อลิตร NAA 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร น้ำตาลซูโครส 60 กรัมต่อลิตร เมล็ดงอกใช้เวลา 3-4 สัปดาห์
3. ทำการเพิ่มปริมาณหัวของลูกผสม โดยเอาหัวย่อยมาตัดใบและรากทิ้ง แล้วผ่าหัวตามยาวโดยผ่านตายอดออกเป็น 4 ส่วน แล้วเลี้ยงบนอาหารสูตร MS ที่เติม BA 1 มิลลิกรัมต่อลิตร Zeatin 1 มิลลิกรัมต่อลิตร น้ำตาลซูโครส 60 กรัมต่อลิตร เป็นเวลา 4 เดือน จะเกิดหัวย่อยเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก
4. นำหัวที่เกิดขึ้นในขวดออกมาล้างน้ำ แช่ในยากันรา แล้วนำออกปลูกในทรายผสมขี้เถ้าแกลบ เมื่อต้นตั้งตัวดีแล้ว ย้ายออกปลูกในกระถาง ใช้เวลาประมาณ 2 ปี ในการออกดอก ทำการคัดพันธุ์แล้วเพิ่มปริมาณต้นที่ดี โดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อให้ได้ต้นปลอดโรคเป็นจำนวนมาก ใช้ในการเผยแพร่ต่อไป

อาหารสูตร MS (Murashige และ Skoog 1962)
Stock MS1 (100X) สารเคมีต่อน้ำ 1 ลิตร
แอมโมเนียมไนเตรด (Ammonium Nitrate)
165 กรัม
โปแตสเซียมไดไฮโดรเจนฟอสเฟต (Potassium Dihydrogen Phosphate)
17 กรัม
บอริคแอซิด (Boric Acid)
620 มิลลิกรัม
แมงกานิสซัลเฟต (Manganese Sulphate)
2,230 มิลลิกรัม
ซิงซัลเฟต (Zinc Sulphate)
860 มิลลิกรัม
โปแตสเซียมไอโอไดด์ (Potassium Iodide)
83 มิลลิกรัม
โซเดียมโมลิปเดด (Sodium Molybdate)
25 มิลลิกรัม
คอปเปอร์ซัลเฟต (Copper Sulphate)
2.5 มิลลิกรัม
โคบอลคลอไรด์ (Cobalt Chloride)
2.5 มิลลิกรัม
Stock MS2 (100X) สารเคมีต่อน้ำ 1 ลิตร
โปแตสเซียมไนเตรต (Potassium Nitrate)
190 กรัม
Stock MS3 (100X) สารเคมีต่อน้ำ 1 ลิตร
แคลเซียมคลอไรด์ (Calcium Chloride)
44 กรัม
Stock MS4 (100X) สารเคมีต่อน้ำ 1 ลิตร
แมกนีเซียมซัลเฟต (Magnesium Sulphate)
37 กรัม
Stock MS5 (100X) สารเคมีต่อน้ำ 1 ลิตร
โซเดียม อีดีทีเอ (Sodium Ethylenediamine Tetra-acetate)
3.73 กรัม
เฟอรัสซัลเฟต (Ferrous Sulphate)
2.78 กรัม
Stock MS6 (100X) สารเคมีต่อน้ำ 1 ลิตร
ไมโยอิโนซิตอล (Myo-Inositol)
20 กรัม
นิโคตินิคแอซิด (Nicotinic Acid)
100 มิลลิกรัม
ไพรีดอกซีนไฮโดรคลอไรด์ (Pyridoxine Hydrochloride)
100 มิลลิกรัม
ไทอามีนไฮโดรคลอไรด์ (Thiamine Hydrochloride)
20 มิลลิกรัม
ไกลซีน (Glycine)
400 มิลลิกรัม

วิธีการเตรียมอาหารสูตร MS (Murashige และ skoog 1962) 1 ลิตร

1. ใช้ Stock MS1 10 มิลลิลิตร
         Stock MS2 10 มิลลิลิตร
         Stock MS3 10 มิลลิลิตร
         Stock MS4 10 มิลลิลิตร
         Stock MS5 10 มิลลิลิตร
         Stock MS6 5 มิลลิลิตร
2. เติมน้ำตาลซูโครส 30 กรัม
3. เติมน้ำจนครบ 1 ลิตร
4. ปรับ pH ให้ได้ 5.6
5. ใส่วุ้น 6.2 กรัม ต้มจนวุ้นละลาย
6. เทลงในขวดปิดฝา
7. นำไปนึ่งฆ่าเชื้อด้วยหม้อนึ่งความดัน 15 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว อุณหภูมิ 121 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 15 นาที

สรุป

การผสมพันธุ์ว่านสี่ทิศพันธุ์ต่าง ๆ จากช่อดอกที่ปักในน้ำยาบานทนสามารถติดฝักได้ง่ายและสะดวก ฝักมีการเจริญเติบดตอย่างรวดเร็ว เพราะมีน้ำตาลเป็นอาหารให้แก่เอมบริโอ ภายในเวลา 1-3 สัปดาห์ ก็สามารถเพาะเมล็ดลูกผสมและเพิ่มปริมาณได้มากมายโดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยวิธีการนี้สามารถผลิตลูกผสมจากว่านสี่ทิศพันธุ์ไทยหรือพันธุ์ฮอลแลนด์ กับกลุ่มรางเงิน รางทอง และรางนาค ได้เป็นลูกผสมที่มีความสวยงามตรงที่กลีบดอกมีร่างแหสีต่างไปจากพื้นกลีบดอก นอกจากนั้นใบของลูกผสมบางต้นจะมีแถบสีขาวกลางใบอีกด้วย การออกดอกของลูกผสมเหล่านี้ยังสามารถออกดอกได้ปีละหลายครั้งตามนิสัยของรางเงิน รางทอง รางนาค ซึ่งพันธุ์ใหม่ ๆ เหล่านี้ได้ทำการขยายพันธุ์โดยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ให้ได้ต้นเหมือนเดิมเป็นปริมาณมาก และจะได้นำออกเผยแพร่ในโอกาสต่อไป


จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 12 กุมภาพันธ์ 2546