วงศ์จันทร์ วงศ์แก้ว


ตอนที่ 2

6. กุหลาบ Rosa spp. and hybrid
วงศ์ Rosaceae
ชื่อสามัญ Rose

กุหลาบมีมากกว่า 1,000 ชนิด เป็นไม้นำเข้าจากต่างประเทศ มีทั้งไม้พุ่มสูง 1-3 เมตร และไม้เลื้อย ต้นและกิ่งมีหนาม ใบเป็นใบประกอบ แบบขนนก เรียงสลับ มีใบย่อย 5-7 ใบ รูปไข่ กว้าง 1.8-4 ซม. ยาว 3-7 ซม. ปลายใบแหลม โคนมน ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย หูใบแนบติดกับ ก้านใบ ดอกมีหลายสีแตกต่างกันตามพันธุ์ เช่น แดง ขาว ชมพู เหลือง ฯลฯ มีกลิ่นหอมตลอดวัน ดอกจะออกที่ปลายกิ่งอาจเป็นดอกเดี่ยวหรือ ดอกช่อ ฐานรองดอกเป็นรูปถ้วยมีกลีบเลี้ยงตั้งแต่ 5 กลีบขึ้นไป ลูกผสมจะมีกลีบดอกซ้อนหลายชั้น เกสรเพศผู้และเพศเมียมีจำนนมาก ผลรูปไข่ ผลสุกเป็นสีแดง เจริญเติบโตได้ทุกภาคของประเทศไทย ชอบดินกรดและที่มีอากาศเย็น ออกดอกได้ตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยการติดตา ตอน กิ่งปักชำ เมล็ด และแยกหน่อ ที่นิยมมากคือการติดตาเพราะสามารถใช้ต้นตอเป็นกุหลาบป่าที่มีระบบรากแข็งแรงและทนโรคในขณะที่ยอให้ ดอกที่มีคุณภาพตามที่ต้องการ

กุหลาบใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ดอกกุหลาบใช้ประดิษฐ์พวงมาลัยบูชาพระ และใช้ในงานพิธีต่าง ๆ ใช้ประดิษฐ์พานพุ่ม กลีบกุหลาบสีแดง นิยมใช้ประดับบนหน้าขนมตะโก้ หรือลอยน้ำหรือน้ำเชื่อมเพื่อให้มีกลิ่นหอม กุหลาบที่ใช้เป็นยา ได้แก่ กุหลาบหนูหรือกุหลาบแดง มีปลูกในยุโรป หรือเอเซีย ต่อมามีผู้นำไปปลูกในอินเดียและไทย กุหลาบชนิดนี้จะมีลำต้นตรง สูงประมาณ 60-90 ซม. มีกิ่งใหญ่ มีหนามแหลมและคม ใบเรียงสลับ มีขั้วใบสั้น ใบย่อยเป็นรูปไข่ ริมใบจัก ปลายใบแหลม มีดอกใหญ่และตั้งตรงเป็นดอกชั้นเดียว สีแดงจัด ดอกมีกลิ่นหอมเหมือนกลิ่นกุหลาบทั่วไป สรรพคุณทางยาใช้ดอกแห้งเป็นยาบำรุงธาตุ และยาสมานอ่อน ๆ แก้อาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง

กุหลาบที่มีสรรพคุณทางยาอีกชนิดหนึ่ง คือ กุหลาบมอญ (Rosa damascena Mill) ซึ่งมีกลีบเลี้ยงสีเขียวขนาดใหญ่ ปลายงอ ตามใบมีหนาม ใบมีสีเขียวอมเทา กุหลาบมอญทางภาคใต้จะเป็นไม้เลื้อยขนาดใหญ่ กลีบสีชมพูอ่อน เมื่อบานจะมีขนาดใหญ่และบานเพียง 2-3 ชั้น แต่กุหลาบมอญ ชนิดนี้สูญพันธุ์ไปแล้ว คงพบแต่กุหลาบมอญที่มีขนาดเล็กกว่า ดอกซ้อนแน่นมากกว่า และมีสีชมพูเกือบขาว ชมพูเข้ม และแดง แต่มีลักษณะ เหมือนกัน คือกลิ่นหอมเฉพาะตัว (คล้ายกลิ่นสบู่) และใบสีเขียวอมเทา สรรพคุณทางยาของกุหลาบมอญใช้เป็นยาเย็น บำรุงหัวใจ ขับน้ำดี ทำให้ หัวใจเบิกบาน กลีบดอกเป็นยาสมาน

ส่วนกุหลาบหอมนั้นเป็นกุหลาบที่มีในอินเดียและไทย กุหลาบชนิดนี้มีลำต้นตั้งตรง มีหนามงอ ๆ ทั่วไปตามกิ่ง และก้านเป็นขนแข็งทั่วไป ทั้งลำต้น มีกลีบดอกใหญ่และซ้อนกันเป็นชั้น กลีบเลี้ยงป้อมและหนา ปลายกลีบเรียวเล็กตามริม กลีบมีขนอ่อน มีใบขนาดเล็กขึ้นแซมใบใหญ่ ดอกตั้งตรงและอ่อนโน้มลง มีสรรพคุณเป็นยาระบายอย่างอ่อน

น้ำมันกุหลาบและน้ำดอกไม้เทศ เป็นน้ำมันที่กลั่นได้จากดอกกุหลาบมอญชนิดหนึ่ง (Rosa damascena Mill) กุหลาบมอญชนิดมีในอินเดีย อาฟริกาตอนเหนือ และฝรั่งเศสตอนใต้ ในการกลั่นน้ำมันกุหลาบ ต้องเก็บดอกกุหลาบสดที่ยังตูมก่อนเวลาพระอาทิตย์ขึ้นจนถึง 10.00 น. สำหรับ วันที่มีเมฆหมอกครึ้มเก็บได้ตลอดทั้งวัน กล่าวคือพยายามหลีกเลี่ยงการเก็บดอกกุหลาบเวลามีแสงแดดจัด วิธีกลั่นแบบดั้งเดิมใช้หม้อกลั่น ที่ทำ ด้วยทองแดงเหมือนเครื่องกลั่นน้ำที่มีขนาดจุ 20 แกลลอน นำดอกกุหลาบสด 10 กิโลกรัม และน้ำ 75 ลิตร ใส่ลงในหม้อกลั่นแล้วใส่ไฟให้ร้อนจัด เช่นเดียวกับการกลั่นน้ำ เมื่อกลั่นนานประมาณ 2 ชั่วโมง จะได้น้ำกลั่นครั้งแรก 10 ลิตร เก็บไว้ส่วนหนึ่ง แล้วลดความร้อนลงเล็กน้อยกลั่นต่อไปอีก จนได้น้ำกลั่น 15 ลิตร จึงหยุดกลั่นแล้วเอาดอกกุหลาบที่กลั่นในหม้อทิ้ง ส่วนน้ำที่กลั่นได้ 15 ลิตรนั้นเทลงในหม้อกลั่น แล้วเพิ่มน้ำเย็นลงในหม้อ กลั่นอีก 75 ลิตร ใส่ดอกกุหลาบสดลงไปใหม่อีกเท่าจำนวนเดิม 10 กิโลกรัม กลั่นซ้ำ ๆ กันอย่างนี้ จนได้น้ำที่กลั่นรวมกันคราวละ 10 ลิตร จนถึง 40 ลิตร แล้วให้เอาน้ำกุหลาบที่กลั่นได้ 40 ลิตรที่ใส่ลงในหม้อกลั่น และกลั่นต่อไปอีกครั้งหนึ่ง เมื่อกลั่นได้ 5 ลิตรให้เอาน้ำ 5 ลิตรนี้ใส่ขวดกลม คอยาวเก็บไว้ ส่วนที่ยังเหลืออีก 35 ลิตร ให้นำไปใช้กลั่นดอกกุหลาบสดต่อไป ส่วนน้ำกุหลาบกลั่น 5 ลิตรที่ใส่ขวดไว้นั้น เมื่ออยู่นานหลายวัน เข้าจะมีน้ำมันลอยขึ้นข้างบนเป็นฝา ซ้อนเอาน้ำมันขึ้น น้ำมันนี้เรียกว่า น้ำมันกุหลาบ ส่วนน้ำที่เหลืออยู่ในขวด ซึ่งเอาน้ำมันออกไปหมด แล้ว ใช้เป็นน้ำกุหลาบ เรียกว่า น้ำดอกไม้เทศ ซึ่งไทยเราใช้เป็นน้ำละลายยาใช้ทั่วไป น้ำดอกไม้เทศนี้มีสรรพคุณทำให้จิตใจผ่องใส ชื่นบาน แก้อาการอ่อนเพลีย ร้อนใน กระวนกระวาย

7. จันทน์เทศ Myristica fragrans Houtt
วงศ์ Myristicaceae
ชื่ออื่น จันทน์บ้าน
ชื่อสามัญ Nutmeg tree

เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางสูง 5-18 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรีหรือไข่กลับแกมขอบขนาน กว้าง 4-5 ซม. ยาว 10-15 ซม. ผิวใบมัน ดอกเดี่ยว หรือช่อ 2-3 ดอกออกที่ซอกใบ ดอกแยกเพศต่างต้น ดอกมีขนาดเล็กรูปคนโท สีเหลืองนวล ผลเป็นผลสด กลม แกมรีมีร่องตาม แนวยาวโตประมาณผลไข่ไก่เนื้อฉ่ำน้ำ รกหุ้มเมล็ดมีสีแดง เรียกว่าดอกจันทน์ (mace) มี 1 เมล็ด เมื่ออ่อนสีขาว เมื่อแก่เป็นสีน้ำตาลเปลือกแข็ง ชื่อว่าลูกจันทน์ (nutmeg) เนื้อไม้และแก่นเรียกจันทน์เทศ

ลูกจันทน์และดอกจันทน์ใช้เป็นเครื่องเทศแต่งกลิ่นอาหาร ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องแกงมัสหมั่นและแกงกะหรี่ เนื้อไม้และแก่นกลั่นน้ำมัน หอม ปรุงเครื่องสำอาง ทำเทียนอบ ทำธูปหอม ทำเครื่องเฟอร์นิเจอร์ชั้นดี ป้องกันมด ปลวกได้ดี ทำเกสรดอกไม้จันทน์ในงานศพ

ตำรายาไทยใช้แก่นลดไข้ บำรุงตับและปอด หัวใจ น้ำดี ลูกจันทน์หรือเมล็ดบำรุงกำลัง ขับลมจุกเสียด แก้ปวดมดลูก ขับลมในลำไส้ แท้ท้องร่วง ธาตุพิการ แก้บิดมูกเลือด ดอกจันทน์ (รกหุ้มเมล็ด) ใช้บำรุงโลหิต

8. จำปา Michelia champaca Linn.
วงศ์ Magnoliaceae
ชื่ออื่น จำปาเขา (ตรัง), จำปาทอง (นครศรีธรรมราช), จำปาป่า (สุราษฎร์ธานี), จำปากอ (แหลมมาลายู)
ชื่อสามัญ OrangeChempaka, Champac, Champak, Sonchampa

จำปาเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่สูง 10-30 เมตร ลำต้นปลากลม กิ่งอ่อนเปราะและหักง่าย เรือนยอดเป็นรูปเจดีย์เมื่ออายุยังน้อย ใบเป็นใบเดี่ยวสีเขียวอ่อน ใบคล้ายใบมะม่วง หลังใบสีเกือบขาว แผ่นใบมีขนอ่อนด้านล่าง รูปไข่หรือรูปหอก ดอกเป็นดอกเดี่ยว เรียงสลับ ดอกสี ส้มให้กลิ่นหอมแรงตั้งแต่เย็นถึงเช้า ออกดอกตลอดปี กลีบซ้อนกัน 2-3 ชั้น มีกลีบดอกประมาณ 10-15 กลีบ เป็นรูปหอกกลับ กลีบชั้นในแคบกว่า กลีบชั้นนอก ผลเป็นช่อยาวประมาณ 6-9 ซม. ประกอบด้วยผลย่อย รูปร่างกลมหรือรูปไข่ เรียงตามแกนกลาง แต่ละผลแยกจากกัน ตามผิวมีจุด สีขาวนูนขึ้นเล็กน้อย ผลเมื่อแก่จะแตกด้านเดียว เมล็ดมีเนื้อหุ้มสีแดง เมื่อลอกออกจะเป็นสีดำหรือน้ำตาลเกือบดำ

จำปาขึ้นกระจายทั่วไปในป่าดิบและป่าดิบเขาทั่วประเทศ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เนื้อไม้มีสีเหลืองถึงสีน้ำตาลอ่อน เสี้ยนตรง เนื้อค่อนข้าง หยาบแต่สม่ำเสมอ เป็นมันเลื่อม เหนียว เลื่อย ไสกบ ตบแต่งง่าย ขัดชักเงาได้ดี ผึ่งแห้งได้ง่ายและไม่เสื่อมเสีย มีความทนทานตามธรรมชาติ ตั้งแต่ 1-8 ปี คนพื้นบ้านเชื่อกันว่าปลวกและแมลงไม่ทำลายเนื้อไม้ จึงนิยมใช้ทำหีบใส่ของ ทำโลงศพชั้นดี ไม้จำปายังใช้ในการก่อสร้าง เช่น ทำพื้น ฝา ประตู หน้าต่าง เครื่องบน ทำเรือมาด เรือพาย เรือข้างกระดาน แจว พาย กรรเชียง เครื่องเรือน ไม้บุผนังที่สวยงาม ทำของ เด็กเล่น แกะสลัก ทำเครื่องกลึง ทำซี่ล้อและตัวถึงเกวียน สันแปรง กลอนประตู กระเบื้องไม้

ในประโยชน์ทางยานั้น ดอกจำปาแห้งใช้ปรุงยาหอมรับประทานเป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงประสาท บำรุงโลหิต จัดอยู่ในเกสรทั้งเจ็ด ดอกและ ลูกบำรุงธาตุ แก้คลื่นเหียน แก้ไข้ ขับปัสสาวะ ใบแก้โรคประสาท แก้ป่วง รากแห้ง และเปลือกหุ้มรากผสมกับนมสำหรับบ่อฝี เนื้อไม้บำรุงประจำ เดือนสตรี น้ำมันที่ได้จากดอกใช้ทาแก้ปวกศีรษะ และตาบวม เปลือกจากต้นแก้ไข้ ดอกจำปาใช้ทำอุบะในมาลัย มะลิบูชาพระหรือหุ้มไตรบวช นาค (4)

สรรพคุณยาโบราณของกรมหลวงวงศาฯ กล่าวว่าในจำปาแก้ไขอภิญญาณ ดอกทำให้เลือดเย็น เปลือกทำให้เกิดเสมหะในลำคอ (แก้คอแห้ง) กระพี้แก้พิษสำแลง (ไข้ซ้ำ) แก่นแก้กุฏฐัง ยางแก้ริดสีดวงพรวก รากขับเลือดเน่า

ในภาษาสันสกฤตโบราณ กล่าวว่า ดอกจำปามีรสขม ใช้รักษาโรคเรื้อน และหิด ฝี ดอก และเมล็ดของจำปามีรสขมเย็น แก้ไขและแก้โรค ธาตุเสีย (Dyspepsia) คลื่นเหียนวิงเวียน (Nausea) และแก้ไข นอกจากนี้แพทย์หลายคนได้กล่าวถึงสรรพคุณของจำปาไว้ต่างกัน เช่น นายแพทย์เทเลอร์ (Taylor) กล่าวว่าดอกจำปา ผสมกับน้ำมันงาใช้เป็นยาภายนอกทาหน้า แก้ลมวิงเวียนซึ่งเกิดจากกระเพาะอาหารดีมาก ส่วนนายแพทย์รัมเฟียซ (Rumphius) กล่าวว่าดอกจำปาเป็นยาขับปัสสาวะแก้โรคทางไต แก้หนองใน นายแพทย์รีด (Rheede) กล่าวว่า รากจำปา แห้งและเปลือกของรากจำปาแห้งผสมกับกากนมพอกฝีจะเรียกหนองให้ขึ้นเร็วขึ้นทำให้ระงับการอักเสบได้ น้ำมันหอมของจำปา นอกจากจะใช้ทา แก้ปวดศีรษะ แก้ตาอักเสบแล้วยังใช้แก้โรคปวดข้อ (Gout) น้ำมันของเมล็ดจำปาทาหน้าท้อง แก้ท้องอืดเฟ้อ (Flatulence) ในสรรพคุณยาของ อังกฤษซึ่งกล่าวถึง สมุนไพรของอินเดีย (Pharmacopia of India) กล่าวไว้ว่า เปลือกจำปาเป็นยาแก้ไข นายแพทย์คาเนลานเด ลง ความเห็นว่า เป็นยาวิเศษใช้แทน Guaiacum ได้ดีใน หนังสือพิมพ์แพทย์ ชื่อ Azetteen oforissa กล่าวว่า เปลือกจำปาเป็นยาบำรุงกำลังใจ หัวใจ ขับเสมหะ และเป็นยาสมาน ผลแมลเมล็ดจำปาแก้แผลที่เท้าแตก ส่วนรากเป็นยาถ่าย ส่วนนายแพทย์ Moodeen Sherif กล่าวว่า ดอกจำปาเป็นยาบำรุงหัวใจ แก้เส้นกระตุก บำรุงธาตุ และขับลมในลำไส้ จึงทำเป็นยาดอง ยาต้ม และชงรับประทานแบบชา (จากตำราสรรพคุณยาไทยของโรงเรียนแพทย์ แผนโบราณ วัดพระเชตุพนฯ)

9. จำปี Michelia alba Dc.
วงศ์ Magnoliaceae
ชื่อพ้อง Michelia longifolia Bl.
ชื่ออื่น จำปีบ้าน
ชื่อสามัญ White Chempaka

จำปีเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง เรือนยอดเป็นรูปเจดีย์สูง 10-15 เมตร อาจสูงถึง 20 เมตร ถ้าปลูกในที่ชุ่มชื้นจะสูงใหญ่ทรงพุ่มแผ่กว้าง กิ่งแขนงหรือก้านอ่อนเปราะ หักง่ายใบเป็นใบเดียว เรียงสลับเวียน ใบรูปรีปลายเรียวแหลมเกลี้ยง ดอกเป็นดอกเดียว สีขาวออกตามซอกกิ่ง ดอกซ้อนกัน 2-3 ชั้น มี 8-12 กลีบ ออกดอกตลอดปี ดอกมีกลิ่นหอม ตอนเย็นไปจนถึงเช้าแล้วจึงโรย ออกดอกสม่ำเสมอตลอดปี ดอกให้ กลิ่นหอมไกลกว่าดอกจำปา กลิ่นหอมจัดเวลาเย็นจวนใกล้ค่ำ ลักษณะดอกคล้ายจำปา แต่กลีบเล็กกว่าและแข็งกว่าขึ้นได้ดีทั่วประเทศไทย เป็นไม้กลางแจ้ง เจริญเติบโตง่ายกว่าจำปา ไม่เลือกดิน ขยายพันธุ์โดยการตอน ยังไม่ปรากฎว่าจำปีติดผลในประเทศไทย

ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ดอกใช้ทำอุบะ ห้อยชายพวงมาลัย และใช้บูชาพระ ดอกมีรสขมเย็น กลิ่นหอม ปรุงเป็นยาแก้ไข แก้ลม บำรุงหัวใจ (4)

10. จำปีสีนวล Michelia champaca x M. Alba
วงศ์ Magnoliaceae

เป็นลูกผสมระหว่างจำปีและจำปา ทรงพุ่มและเรือนยอดมีลักษณะคล้ายจำปี ใบมีลักษณะคล้ายจำปี แต่สีนวลกว่า ใบจำปีจะมีสีเขียวเข้มกว่า ลักษณะการเจริญเติบโตค่อนข้างไปทางจำปีแต่สีดอกจะมีสีเหลืองและกลีบดอกอ่อนและขนาดกว้างคล้ายจำปา ปลูกเป็นไม้ประดับ และใช้ ดอกบูชาพระ ร้อยอุบะ ยังมีไม่แพร่หลายนัก เนื่องจากเป็นลูกผสมที่เกิดใหม่จึงไม่มีการใช้เป็นยาพื้นบ้าน








จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 10 ธันวาคม 2545