เครื่องสูบน้ำแบบนี้มีใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะมีคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการเกษตร คือ สูบน้ำได้ปริมาณมาก น้ำที่สูบไม่จำเป็นที่จะต้องสะอาด เนื่องจากสิ่งสกปรกที่ปะปนอยู่ในน้ำ ไม่ค่อยมีผลเสียต่อเครื่องสูบน้ำชนิดนี้มากนัก การใช้งานก็มีอยู่อย่างกว้างขวาง ทั้งในไร่นา สวนผัก สวนผลไม้ หรือแม้แต่ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เครื่องสูบน้ำแบบนี้ เหมาะสำหรับสูบน้ำในแม่น้ำลำธาร บ่อน้ำ คูคลอง หรืออ่างเก็บน้ำที่มีระดับต่ำกว่าระดับพื้นดินไม่เกิน 10 เมตร

ถึงแม้ว่าเครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่ง (รูปที่ 1) จะมีส่วนประกอบที่ไม่ซับซ้อน แต่ก็มีส่วนสำคัญที่ต้องรู้จักดังต่อไปนี้

รูปที่ 1
ส่วนใหญ่จะมีลักณะคล้ายก้นหอย (รูปที่ 2) คือเป็นเส้นโค้งที่ค่อย ๆ วนออกจากส่วนที่แคบที่สุด ซึ่งเป็นปาก ทางน้ำเข้าและเป็นที่ต่อของท่อดูดออกไปยังส่วนที่กว้างที่สุด ซึ่งเป็นปากทางน้ำออกและเป็นที่ต่อของท่อส่ง สำหรับปาก ทางน้ำออกนั้น มักจะมีขนาดเล็กกว่าปากทางน้ำเข้าเสมอ นอกจากนั้นตรงส่วนบนสุดของตัวเรือนสูบจะต้องมีช่อง ระบายอากาศเพื่อเป็นทางออกของอากาศที่อาจจะปนมากับน้ำที่ดูดขึ้น และตรงส่วนที่ต่ำที่สุดก็ต้องมีช่องระบายน้ำ สำหรับถ่ายเทน้ำออก เมื่อจะเก็บเครื่องสูบน้ำไว้นาน ๆ โดยไม่ใช้
รูปที่ 2 เรือนสูบ
รูปที่ 3 รูปผ่าซีกเรือนสูบให้เห็นใบพัดภายใน

เป็นชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาขณะที่สูบน้ำใบพัดมีหลายลักษณะและหลายประเภท แต่ที่ใช้กันส่วนใหญ่ สำหรับสูบน้ำที่สะอาดและมีโคลนปน ได้คือ ใบพัดแบบ เปิดและใบพัดแบบกึ่งเปิด (รูปที่ 4) ซึ่งใบพัดทั้งสองแบบนี้ มีลักษณะคล้ายกงจักร แต่ต่างกันที่แผ่นเหล็กกลมที่มีติดอยู่เฉพาะที่ใบพัดแบบกึ่งเปิดเท่านั้น ใบพัดแบบที่ มีจำนวนใบยิ่งน้อย เช่น 3 ใบดังรูป ยิ่งไม่ทำให้เศษสิ่งสกปรกที่อาจจะหลุดลอดตะแกรงกรองขึ้นมาอัดตัวกันอยู่ระหว่างใบ แต่ก็ควรระวัง อย่าให้มีกรวดทรายปนขึ้นมากับน้ำที่ สูง เพราะจะทำให้ใบพัดสึกหรอได้

รูปที่ 4 ใบพัด

ตัวแกนเพลงคือแท่งโลหะที่มีปลายข้างหนึ่งสอดผ่านตัวใบพัด และปลายอีกข้างหนึ่งโผล่พ้นเรือนสูบออกไป สำหรับยึดกับมู่เล่หรือเพลาของเครื่องต้นกำลังที่จะมาฉุดเครื่อง สูบน้ำ โดยปกติโลหะที่ใช้ทำเพลามักจะมีความแข็งแรง ทนทานต่อการสึกกร่อนเป็นอย่างดี

เนื่องจากเพลาหมุนตลอดเวลาขณะที่สูบน้ำ ดังนั้นลูกปืนหรือปลอกประกับเพลาจึงมีหน้าที่รองรับเพลา เพื่อกันไม่ให้ เกิดการสึกหรอที่ตัวเพลา เพราะไม่เช่นนั้นจะเกิดการเสีย ศูนย์ ใบพัดจะแกว่งและกระแทกเรือนสูบก่อให้เกิดความเสียหายได้ นอกจากนั้นราคาลูกปืนหรือปลอกประกับเพลาที่จะเปลี่ยนก็มีราคาถูกกว่าตัวเพลามาก

เนื่องจากปลายเพลาข้างหนึ่งโผล่ออกไปนอกเรือนสูบ ดังนั้นน้ำที่อยู่ภายในเรือนสูบจึงมีโอกาสรั่วไหลได้ เพื่อเป็นการ แก้ไขปัญหานี้ จึงมีการใส่ปะเก็นกันไม่ให้น้ำภายใน เรือนสูบรั่วไหลออกไปตามเพลาจากข้างที่ติดใบพัด ไปยังข้างที่โผล่ออกไป ข้างนอกเพื่อรับแรงฉุดจากเครื่องต้นกำลัง ส่วนวัสดุที่ใช้ทำปะเก็นนั้นมีหลายชนิด เช่น แอสเบสตอส สารตะกั่ว เป็นต้น

สำหรับส่วนประกอบอื่น ๆ ที่สำคัญจะต่อระบบการสูบน้ำก็มีท่อดูด ท่อส่งหัวกระโหลกและลิ้วหัสกระโหลก

ที่ใช้อาจจะเป็นท่ออ่อน หรือท่อแข็งก็ได้ ถ้าใช้ท่ออ่อน การวางท่อให้โค้งลงไปยังผิวน้ำในบ่อหรือในลำธารทำได้ง่าย ๆ แต่ข้อเสียคืออายุการใช้งานสั้น เมื่อถูกปล่อยให้ตากแดดและฝนเป็นเวลานาน ๆ ท่ออ่อนดังกล่าวนี้หมายถึงท่อผ้าใบ อาบยาง หรือยางเทียมภายในมีโครงเป็นลวดเหล็กที่ขดไว้คล้ายสปริง ส่วนท่อแข็งนั้น อาจจะทำจากเหล็กอาบสังกะสี อลูมิเนียม ที่เรียกกันว่าท่อเอสล่อนหรือท่อโพลีเอททีลีน ท่อแข็งนี้มีอายุใช้งานได้นานกว่าท่ออ่อน แต่การวางท่อทำได้ยากกว่า หรือ พลาสติก เพราะจำเป็นต้องมีเสา หรือคานรองรับเสมอ ส่วนใหญ่มักจะวางจุ่มลงไปในน้ำในแนวดิ่ง หรือวางทำมุม 45 องศา เนื่องจากข้องอที่ใช้มีเพียง 2 ชนิดเท่านั้น คือ ข้องอมุมฉาก และข้องอ 45 องศา

สำหรับท่อส่งนั้นก็อาจจะใช้ท่ออ่อนหรือท่อแข็งได้เช่นเดียวกับท่อดูด

เป็นชิ้นส่วนที่ติดอยู่ตรงปลายท่อดูดที่จุ่มอยู่ในน้ำ มีลักษณะเป็นตะแกรง ทำหน้าที่กรองหรือป้องกันไม่ให้ สิ่งแปลกปลอม เช่น เศษไม้ เศษพืช หลุดเข้าไปภายในท่อดูดขึ้นไปพันใบพัด ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของเครื่องสูบน้ำ นอกจากนั้นแล้วภายในหัวกระโหลกยังมีลิ้นกันน้ำไหลกลับ หรือลิ้นหัวกระโหลก ติดอยู่ ลิ้นนี้ยินยอมให้น้ำไหลผ่านจาก ภายนอก เข้าไปภายในท่อดูดได้ทางเดียวเท่านั้น ถ้าน้ำจะไหลกลับออกจากท่อดูดลิ้นนี้จะปิดไม่ให้ผ่านออกมา ดังนั้นลิ้นหัวกระโหลกจึงมี ความสำคัญในการป้องกันไม่ให้น้ำรั่วไหลออกจากท่อดูด ขณะที่กำลังล่อน้ำก่อนการสูบน้ำ หรือเมื่อหยุดสูบน้ำ

รูปที่ 5 เป็นรูปที่แสดงหลักการทำงานของใบพัดที่ก่อให้เกิดการสูบน้ำขึ้นในเครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่ง รูป ก แสดงให้เห็นท่อดูดและท่องอซึ่งถูกฉุดให้หมุน โดยเครื่องต้นกำลัง คือมอเตอร์ ถ้าท่อทั้งสองไม่มีน้ำอยู่เต็ม ไม่ว่าท่องอจะหมุน เร็วเท่าไร น้ำก็จะไม่พุ่งออกมาและน้ำในอ่างก็จะไม่ถูกดูดขึ้นไป นั่นคือเหตุผลที่ต้องล่อน้ำ ให้เต็มก่อนที่จะใช้เครื่องสูบน้ำแบบนี้ แต่ถ้าท่อทั้งสองมีน้ำอยู่เต็ม เมื่อท่องอ หมุน น้ำภายในท่อจะถูกเหวี่ยงออกมา น้ำที่อยู่ในอ่างจะถูกอากาศภายนอกดันเข้าไปภายใน ท่อดูดขึ้นไปแทนที่น้ำเก่าที่ถูกเหวี่ยงออกไป หลักการสูบน้ำแบบนี้จะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ตราบเท่าที่ท่องอยังหมุนอยู่ และอากาศยังไม่รั่วเข้าไปภายในท่อ

รูปที่ 5 หลักการทำงานของเครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่ง

ถ้ามีการเพิ่มท่องอมากขึ้นอีกดัง รูป ข ปริมาณน้ำที่สูบได้ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าใบพัด ของเครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่งใน รูป ค นั้นเปรียบเสมือนตัวท่องอ ส่วนช่องว่างระหว่างใบพัดก็คือรูที่น้ำออกของท่องอนั่นเอง

เมื่อพิจารณาดูการสูบน้ำของเครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่งจะเห็นว่าขณะที่ใบพัดหมุนน้ำที่อยู่ภายในเรือนสูบ ซึ่งได้จาก การล่อน้ำและเข้ามาแทนที่อากาศ จะถูกพัดเหวี่ยง ออกไป ทำให้เกิดสูญญากาศขึ้นภายในเรือนสูบ ความกดดันของ บรรยากาศภายนอกจะดันให้น้ำไหลขึ้นไปยังเครื่องสูบน้ำ ผ่านท่อดูดและไหลเลยเข้าไปยังบริเวณศูนย์กลาง ของใบพัด หลังจากนั้นน้ำก็จะถูกใบพัดบังคับให้หมุนตามไปด้วยกัน การหมุนของน้ำนี้ทำให้เกิดแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ ซึ่งจะเหวี่ยงน้ำ ออกจากปลายใบพัดด้วยความเร็วและ แรงดันสูง ให้ไปกระทบกับผนังของเรือนสูบซึ่งมีลักษณะโค้ง สำหรับรับน้ำ และส่งน้ำออกไป ทำให้น้ำที่ไหลออกจากเครื่องสูบน้ำ มีแรงดันสูงกว่าตอนขาเข้า และพร้อมที่ จะไหลไปยังตำแหน่งอื่น ๆ เมื่อน้ำถูกส่งออกไปแล้ว น้ำจำนวนใหม่ก็จะไหลเข้าไป แทนที่ภายในเครื่องดูดน้ำ รอให้ถูกเหวี่ยง ออกนอกเครื่องด้วย วิธีการเดียวกับ ที่กล่าวมาแล้ว ข้างต้น

สาเหตุที่ทำให้เครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่งเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายก็เนื่องจากมีข้อดีอยู่หลายประการดังต่อไปนี้
1.1 ลักษณะโครงสร้าง และส่วนประกอบไม่ซับซ้อน
1.2 ไม่มีวาล์วหรือลูกสูบ
1.3 ชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวมีเพียง 2-3 ชิ้น
1.4 สมรรถนะในการทำงานเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีการกระแทกหรือสั่นสะเทือน
1.5 กระทัดรัด และน้ำหนักเบา
1.6 อายุใช้งานนาน
1.7 บำรุงรักษาน้อย
1.8 ราคาถูก

สำหรับข้อเสียมีเพียงบางประการคือ
2.1 ก่อนจะสูบน้ำต้องมีการล่อน้ำ ถ้าหากว่าเครื่องสูบน้ำนั้นไม่มีลิ้นหัวกระโหลก หรืออุปกรณ์ล่อน้ำอัตโนมัติ
2.2 สูบน้ำได้ไม่เกิน 10 เมตร โดยวัดจากเครื่องลงไปยังผิวน้ำ

ข้อควรระวังประการหนึ่งของการใช้เครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่งคือความเร็วของใบพัดถ้าความเร็วเปลี่ยนคุณสมบัติต่าง ๆ ของการสูบน้ำก็จะเปลี่ยนตาม เพราะตามทฤษฎีแล้ว

1. ปริมาณน้ำที่สูบได้จะแปรผันตามความเร็ว
2. ระดับน้ำที่สูบขึ้นไปได้จะแปรผันตามความเร็วยกกำลังสอง
3. กำลังที่ใช้ฉุดจะแปรผันกับความเร็วยกกำลังสาม

ดังนั้นเมื่อใช้งาน เครื่องสูบน้ำจึงควรจะหมุน ให้ได้ความเร็วรอบตามที่บริษัทผู้ผลิตได้ระบุไว้ในหนังสือคู่มือ ของเครื่องสูบน้ำนั้น ๆ เสมอ