ท้องผูกดูจะเป็นปัญหาใหญ่ของคนเมืองไปเสียแล้ว ความเร่งรีบร้อนรนตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาในแต่ละวัน ทำให้คนเราละเลยในสุขภาพของตนเอง อยู่นอกบ้านจะกินอะไรก็ได้ขอให้อิ่มและหนักท้องไว้ ก่อนกลับบ้านซื้อแกงถุงข้างทาง ก่อนเข้าบ้านก็แวะซื้อขนมกรุบกรอบฝากลูกที่บ้าน เหน็ดเหนื่อยเกินกว่าจะมานั่งพิจารณาว่า อาหารนั้นมีประโยชน์หรือไม่

โรคและอาการอันเกิดแต่ภาวะท้องผูก

      1. กินอาหารที่ไม่มีเส้นใย นี่เป็นคำตอบที่ตรงที่สุดสำหรับท้องผูก เส้นใยในอาหาร โดยปกติทำหน้าที่เป็นมวลของอุจจาระ ถ้าอาหารที่กินไม่มีมวลให้ขับถ่ายเลย แน่นอน เราย่อมถ่ายไม่ออก เส้นใยยังทำหน้าที่เสมือนไม้กวาด ที่จะช่วยเก็บกวาดเอาซากอาหารอื่น ๆ ออกมาด้วย ในปัจจุบันคนสมัยนี้กินแต่ข้าวขาว ขนมปังขาว ก๋วยเตี๋ยว ขนมเค้ก คุกกี้ อาหารเหล่านี้ไม่มีเส้นใยอยู่เสมอ ปกติคนเราต้องการเส้นใยวันละ 20-25 กรัม

      2. ความเครียด มนุษย์เรามีระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งอยู่นอกอำนาจจิตใจ ประสาทอัตโนมัติจะคอยควบคุมการทำงานของอวัยวะภายใน ประสาทระบบนี้มี 2 ระบบที่คอยถ่วงดุลกันอยู่คือ ระบบเร่งรัด (sympathetic) และระบบผ่อนคลาย (parasympathetic) เวลาคนเผชิญอันตราย ร่างกายจะหยุดการทำงานของอวัยวะระบบย่อยอาหาร เพื่อแบ่งเอาเลือดไปเลี้ยงหัวใจ กล้ามเนื้อ เตรียมตัวเองเพื่อความพร้อมในการต่อสู้เอาชีวิตรอด เมื่อพ้นอันตรายแล้ว ค่อยกินอาหารก็ยังได้ นี่คือกลไกธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้เราจึงสังเกตได้ว่า เมื่อใดที่เราเร่งรัดเคร่งเครียด เราจะมีภาวะเบื่ออาหาร การขับถ่ายก็จะถูกกระทบไปด้วยคือ ร่างกายจะระงับการขับถ่ายชั่วคราว รอให้พ้นวิกฤตคลายเครียดแล้ว จึงจะกินง่ายถ่ายคล่อง

      ความเครียดยุคใหม่ไม่เหมือนยุคโบราณ ยุคของเราเป็นความเครียดเรื้อรัง เป็นความเร่งรัดออกไปทำมาหากิน แก่งแย่งแข่งขัน เล่นการพนัน เล่นหุ้น เครียดกับภาวะเศรษฐกิจ เหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดภาวะพักการกิน การย่อย และการขับถ่ายจนกลายเป็นท้องผูก

      3. การกลั้นอุจจาระเป็นอาจิณ ความที่คนเราต้องผจญกับการจราจรติดขัด รีบออกจากบ้านแต่เช้ามืด เด็ก ๆ ต้องกินข้าวเช้าในรถ จึงไม่มีเวลาที่จะถ่ายอุจจาระ ทั้งผู้ใหญ่ทั้งเด็ก แถมบางคนก็นึกรังเกียจที่จะถ่ายอุจจาระนอกบ้าน ต้องอั้นมาถ่ายที่บ้าน ผลคือ อุจจาระต้องกักค้างในลำไส้ใหญ่ตลอดวัน ในระหว่างนั้นลำไส้ก็ไม่หยุดทำงาน มันจะดูดน้ำกลับเข้าตัว อุจจาระก็จะแข็งขึ้น กลายเป็นก้อนแข็ง เวลาขับถ่ายก็ลำบาก เป็นอย่างนี้หลายครั้งเข้าก็จะกลายเป็นความเข็ดห้องส้วม การกลั้นอุจจาระจะก่อผลระยะยาวคือ เส้นประสาทรอบ ๆ ทวารหนักที่ถูกก้อนอุจจาระไปกระตุ้นตลอดทั้งวัน จะส่งความรู้สึกให้อยากถ่ายตลอด แต่เข้าตัวไม่ยอมถ่ายด้วยประการทั้งปวง นาน ๆ เข้า ประสาทของตัวเองก็เกิดความรู้สึกชินชา ไม่รับรู้ความรู้สึกปวดถ่ายอีก แม้มีอุจจาระมากองสุมรออยู่ปากทวาร มันก็ไม่ส่งสัญญาณให้เกิดการขับถ่ายอีกเลย ก็เกิดเป็นท้องผูกเรื้อรังในที่สุด

      4. ไม่ค่อยออกกำลังกาย คุณทราบไหมว่า การเคลื่อนไหว เดินเหินออกกำลังกาย ป้องกันอาการท้องผูกได้ เพราะเป็นการกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญอาหาร เมื่อเผาผลาญอาหาร ร่างกายก็ต้องหาพลังงานมาเติม ก็ต้องกิน ระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่ายก็ทำงานตามไปด้วยเป็นระบบ แต่ถ้าเราอยู่เฉย ๆ ทั้งวัน ระบบเผาผลาญอาหารน้อยลง ร่างกายก็ต้องการพลังงานน้อย ระบบการกิน การย่อย การขับถ่ายก็พลอยเฉื่อยไปด้วย

      5. กินยาระบายเป็นประจำ นี่ก็เป็นอีกทางออกหนึ่งของบรรดาผู้ที่ท้องผูกสรรหามาทำกับตนเอง การกินยาระบายเป็นทางออกชั่วคราวเท่านั้น ยาระบายมี 2 ประเภทคือ

          5.1 ชนิดที่ก่อความระคายเคืองกับลำไส้ใหญ่ให้ขับมูกเมือกออกมาหล่อลื่นผนังทวารให้ก้อนอุจจาระเคลื่อนไปได้สะดวก

          5.2 ชนิดที่ก่อการบีบรัดตัวของลำไส้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นยาระบายแบบใด ไม่เว้นแม้แต่สมุนไพร ล้วนเป็นการเร่งรัดให้ลำไส้ใหญ่ทำงานหนัก แถมเป็นการฝืนธรรมชาติ ผลคือ ลำไส้เกิดความชินชา เมื่อใดที่ไม่กินยาระบาย ลำไส้ใหญ่มีหรือจะทำงานแต่โดยดี

      6. อื่น ๆ เช่น กินชา กาแฟ ยาเคลือบกระเพาะ กินแคลเซียมมากไป กินอาหารเหลว หรือดื่มนม หรืออาจมีโรคร้ายแรงซ่อนอยู่ เช่น โรคไม่มีปมประสาทตรงทวารหนัก โรคพยาธิไส้เดือนอุดตันลำไส้ เป็นต้น

 

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 31 ตุลาคม 2548