สาหร่ายทะเลเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่ามหาศาล นอกจากจะมีประโยชน์ต่อสัตว์น้ำ โดยเป็นแหล่งอาศัย และหลบซ่อนศัตรู เป็นแหล่งอาหารเป็นยาและประการสำคัญคือ สิ่งสกัดจากสาหร่ายทะเลในรูปของ phycocolloid มี บทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมต่าง ๆ

สาหร่ายวุ้น Gracilaria เป็นสาหร่ายทะเลสีแดงที่มีคุณค่าและมีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์มาก นอกจาก นำมาบริโภคเป็นอาหารโดยตรงแล้ว สิ่งสกัดจากสาหร่ายวุ้น ได้แก่ วุ้น (agar) เป็น phycocolloid ชนิดหนึ่ง ซึ่งนอกจาก จะใช้ทำขนมแล้ว ยังสามารถนำมาใช้เลี้ยงเชื้อจุลินทรีย์ในห้องปฏิบัติการ ใช้ในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและในทางการแพทย์ ใช้ในอุตสาหกรรมหลายประเภท อาทิ อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง สี ยารักษาโรค สิ่งทอ การถ่ายภาพ รวมทั้งใช้ในห้องปฏิบัติการและทดลองทางวิทยาศาสตร์ และใช้ในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช นอกจากนั้นวุ้นจากสาหร่าย ทะเลยังอาจนำมาทำให้บริสุทธิ์เพื่อให้ได้ agarose สำหรับใช้ในการวิเคราะห์และวิจัยทางเทคโนโลยีชีวภาพอีกด้วย และ ความต้องการใช้วุ้นมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมและการเพิ่มของจำนวนประชากร

ดังนั้นหากสามารถตั้งโรงงานสกัดวุ้นขึ้นในประเทศไทย จะช่วยลดภาวะการขาดดุลการค้าลงได้บ้าง อย่างไรก็ตาม การตั้งโรงงานสกัดวุ้นจำเป็นต้องมีวัตถุดิบเพียงพอสำหรับป้อนโรงงาน ลำพังแต่สาหร่ายที่เก็บจากธรรมชาติภายในประเทศ ยังมีปริมาณไม่เพียงพอ การทำฟาร์มเพาะเลี้ยงสาหร่ายมาก่อน จึงต้องทำการศึกษาหาข้อมูลพื้นฐานและทดลองเลี้ยงเพื่อ ขยายผลให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายทะเลทำการเพาะเลี้ยงเป็นรายได้หลักหรือรายได้เสริมต่อไป นอกจากนั้นการเลี้ยง ในคลองน้ำทิ้งจากบ่อเลี้ยงกุ้งยังช่วยปรับคุณภาพน้ำให้ดีขึ้นได้อีกด้วย

ประเทศไทยมีสาหร่ายวุ้นขึ้นอยู่ในธรรมชาติมากกว่า 10 ชนิด บางชนิดมีปริมาณถึงกับส่งขายยังต่างประเทศ ปริมาณ ี่ที่ส่งออกนี้ไม่แน่นอนในแต่ละปีมากบ้างน้อยบ้าง สุดแต่จะเก็บรวบรวมได้ ในขณะเดียวกันประเทศไทยสั่งวุ้นที่ผลิตแล้ว กลับเข้าประเทศปีละกว่า 200 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ามูลค่าการขายสาหร่ายหลายสิบเท่า เป็นเหตุ ให้ขาดดุลการค้าปีละไม่น้อย

สาหร่ายวุ้นสกุล gracilaria ชนิดต่าง ๆ ที่พบในประเทศไทยมีดังนี้

1. Gracilaria bangmeiana Zhang & About พบที่จังหวัดระยองและตรัง

2. Gracilaria changii (Xia & About, Zhang & Xia พบมากที่จังหวัดตราดและบางพื้นที่ของจังหวัดระยอง และจันทบุรี ส่วนที่จังหวัดสตูล ตรัง กระบี่ และพังงา พบขึ้นบนกระชังเลี้ยงปลาและเนื่องจากสาหร่ายวุ้นชนิดนี้มีลักษณะ คล้ายเขากวาง จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "สาหร่ายเขากวาง"

3. Gracilaria edulis (Gimelin) Silva พบที่จังหวัดตราด ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี สตูล ตรัง ภูเก็ต และ ระนอง

4. Gracilaria eucheumoides Harvey พบที่จังหวัดภูเก็ต

5. Gracilaria firma Chang & Xia พบที่จังหวัดตราด

6. Gracilaria fisheri (Xia & Abbott) Abbott, Zhang & Xia พบมากที่ทะเลสาบสงขลาบริเวณเกาะยอ ฝั่งเก๋ง และหัวเขาแดง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา มักพบขึ้นบนเปลือกหอยขี้นกหรือบนกระชังเลี้ยงปลา

7. Gracilaria irregularis Abbott พบเฉพาะที่จังหวัดตราด ขึ้นบนก้อนกรวดหรือเปลือกหอย บริเวณชายทะเล เขตน้ำขึ้นน้ำลง

8. Gracilaria lemaneiformis (Boy) Weber-van Bosse พบขึ้นบนกระชังเลี้ยงปลาที่จังหวัดตรัง

9. Gracilaria minuta Lewmanomont พบขึ้นบนก้อนกรวดบริเวณหาดน้ำตื้น ๆ ที่จังหวัดตราด

10. Gracilaria percurrens (Abbott) Abbott, Zhang & Xia พบที่จังหวัดสงขลา ระยอง และตราด

11. Gracilaria salicomia (C. Agardh) Dawson พบเกือบทุกจังหวัดบริเวณชายทะเล และมีชื่อเรียกอีกชื่อ หนึ่งว่า "สาหร่ายข้อ"

12. Gracilaria tenuistipitata Chang & Xia พบมากที่อ่าวปัตตานีและที่ทะเลสาบสงขลา จังหวัดสงขลา ชุมพร และกระบี่ สาหร่ายวุ้นชนิดนี้มีชื่อพื้นเมืองว่า "สาหร่ายผมนาง" และ "แชแฆ"

13. Gracilaria texotii (Suringar) J. Agardh พบที่จังหวัดตรัง


สาหร่ายทุกชนิดดังกล่าวจะมีวุ้นเป็นองค์ประกอบสามารถนำมาสกัดวุ้นได้ จึงเรียกชื่อรวมว่า "สาหร่ายวุ้น" แต่ละ ชนิดจะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น บางชนิดให้วุ้นคุณภาพดี บางชนิดให้วุ้นคุณภาพต่ำ การเพาะเลี้ยง จึงต้องคำนึงถึงคุณภาพของวุ้นด้วย

ในหลายประเทศจึงได้มีการทำฟาร์มและเลี้ยงสาหร่ายวุ้นขึ้นเพื่อนำมาสกัดวุ้นสำหรับใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ และ ยังเป็นสินค้าออกที่ทำรายได้เข้าประเทศปีละมากมาย ประเทศไทยได้มีการส่งสาหร่ายเป็นสินค้าออกเช่นกัน ส่วนใหญ่ จะเก็บจากธรรมชาติประมาณปีละ 20-200 ตัน น้ำหนักแห้ง ในขณะที่ความต้องการในเชิงพาณิชย์สูงถึง 2,400 ตัน ดังนั้นสาหร่ายที่เก็บได้จากธรรมชาติจึงไม่เพียงพอกับความต้องการและยังมีปริมาณไม่แน่นอนในแต่ละปี ซึ่งเป็น ปัญหาต่อการนำมาใช้เป็นวัตถุดิบป้อนโรงงาน จึงสมควรทำการเพาะเลี้ยงสาหร่ายวุ้นขึ้นในประเทศไทย

งานวิจัยเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสาหร่ายวุ้นของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2528 จนถึงปัจจุบัน ซึ่ง ศาสตราจารย์ กาญจนภาชน์ ลิ่วมโนมนต์ ภาควิชาชีววิทยาประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงวิธีการเพาะเลี้ยงสาหร่ายวุ้นสามารถทำได้ 2 วิธีคือ เพาะจากสปอร์และเลี้ยงจากท่อนพันธุ์

การเพาะจากสปอร์ โดยการนำสาหร่ายวุ้นที่มีกระเปาะสปอร์ที่เจริญเต็มที่มาทำความสะอาดเกลี่ยผึ่งลมให้หมาด ประมาณ 20-30 นาที แล้วจึงนำลงใส่ในถังซึ่งมีเส้นเชือกหรือผืนอวนเก่า ๆ แช่อยู่ในน้ำทะเลความเค็ม 20-25 ส่วนในพัน โดยให้น้ำท่วมสาหร่ายทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ โดยไม่ต้องให้อากาศ สาหร่ายจะปล่อยสปอร์ไปเกาะบนเส้นเชือกหรือ ผืนอวนที่แช่ไว้ นำสาหร่ายออกและให้อากาศเพื่อให้สปอร์แบ่งตัวและงอกเป็นต้นอ่อน เปลี่ยนน้ำทุกสัปดาห์หรือปล่อยน้ำ ให้ไหลผ่านเบา ๆ เมื่อสปอร์งอกเป็นต้อนอ่อนแล้วนำเส้นเชือกหรือผืนอวนที่มีสาหร่ายงอกเป็นต้นเล็ก ๆ ไปขึงเลี้ยงใน แหล่งน้ำที่มีสภาพเหมาะแก่การเลี้ยงต่อไป

การเลี้ยงจากท่อนพันธุ์ นำสาหร่ายที่เก็บจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาแบ่งเป็นพุ่มเล็ก ๆ ให้มีน้ำหนัก 1-3 กรัมต่อพุ่ม การเลี้ยงจากท่อนพันธุ์ทำได้ 2 แบบคือ

1. แบบสอดเส้นเชือก โดยใช้เชือกไนล่อนยาวเส้นละ 10 เมตร คลายเกลียวเชือกเพื่อสอดสาหร่ายเข้าเป็นระยะ ๆ ห่างกันประมาณ 10-15 เซนติเมตร นำเส้นเชือกไปขึงเลี้ยงในแหล่งน้ำธรรมชาติในบ่อเลี้ยงกุ้ง หรือทางน้ำทิ้งจากเลี้ยงกุ้ง โดยให้เส้นเชือกขนานกับผิวน้ำและจมใต้ผิวน้ำประมาณ 1 คืบ

2. แบบหว่าน นำท่อนพันธุ์สาหร่ายหว่านเลี้ยงในบ่อดินหรือทางน้ำทิ้งจากบ่อเลี้ยงกุ้ง การเลี้ยงแบบนี้ต้องเลือก สถานที่ให้เหมาะสม พื้นบ่อควรเป็นบ่อดินปนทรายและแน่น เพื่อมิให้แสงส่องถึงพื้น หว่านสาหร่ายให้กระจายกระจาย ทั่วปอเมื่อสาหร่ายงอกงามดี ทยอยเก็บเป็นระยะ ๆ จะเก็บได้ตลอดไป โดยควบคุมความเค็มของน้ำให้อยู่ระหว่าง 20-30 ส่วนในพัน

จากการศึกษาทางชีววิทยาและการทดลองเลี้ยงสาหร่ายวุ้นชนิดต่าง ๆ ทั้งในห้องปฏิบัติการและในแหล่งน้ำ พบว่า Gracilaria tenuistipitata เป็นชนิดที่เจริญเติบโตดีมีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงความเค็ม และให้วุ้นคุณภาพ ดีเป็นที่ต้องการของตลาด จึงเหมาะที่จะทำการเพาะเลี้ยงมากที่สุด


จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 4 มีนาคม 2547