การเลือกซื้อและการประกอบพีซีด้วยตนเอง ตอน 5 การ์ดแสดงผลและจอภาพ

คอมพิวเตอร์มีบทบาทที่สำคัญในการประยุกต์ใช้งานด้านต่าง ๆ สิ่งที่มีบทบาทสำคัญอย่างหนึ่งในรูปแบบการประยุกต์ใช้งานคือ การแสดงผล หากย้อนรอยในอดีตคงจำได้ว่าการแสดงผลในยุคแรกที่ใช้กับเครื่องรุ่น 8 บิต และรุ่น 16 บิต ยุคต้นที่ใช้โอเอสดอส ยังเป็นการแสดงผลด้วยเท็กซ์โหมด
การแสดงผลในรูปแบบตัวอักษรใช้กันมานานพอควร จอภาพแสดงตัวอักษรได้เพียง 25 บรรทัด บรรทัดละ 80 ตัวอักษร ครั้นจะแสดงกราฟิกส์ก็ได้ความละเอียดของการแสดงผลจำกัด การแสดงสีก็มีจำนวนสีได้จำกัด ครั้นถึงยุคสมัยการใช้ระบบปฏิบัติการวินโดว์ ซึ่งอยู่ในช่วงระยะเวลาประมาณสิบปีที่ผ่านมานี้เอง (วินโดว์ 95 ใช้กันราวปี 1995) การแสดงผลได้เปลี่ยนยุคมาเป็นการแสดงผลแบบกราฟิกส์ ความต้องการเรื่องการแสดงผลจึงเปลี่ยนแปลงโดยใช้เทคโนโลยีพิเศษสำหรับการแสดงผล มีการพัฒนาระบบการแสดงผลให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะการตอบสนองการแสดงผลที่ต้องแสดงรูปภาพเคลื่อนไหวรูปภาพสามมิติ (3D) รวมทั้งการจัดการประมวลผลภาพแบบต่าง ๆ อีกมากมาย ทั้งนี้เพราะการประยุกต์ทางกราฟิกส์เป็นความต้องการของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ตั้งแต่การใช้เล่นเกม การแสดงผลงานทางธุรกิจ การออกแบบทางวิศวกรรม การเชื่อมต่อเพื่อแสดงผลภาพ วิดีโอ การแสดงผลภาพเคลื่อนไหวต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ต้องการความรวดเร็วของการประมวลผล และต้องการเทคนิคพิเศษต่าง ๆ เพิ่มเติม

ความเป็นมา
จุดเริ่มต้นของการแสดงผลเริ่มจากการส่งตัวอักษร ซึ่งเป็นสายอักขระมาที่อุปกรณ์เอาท์พุต อุปกรณ์เริ่มแรกจึงมีลักษณะการพิมพ์แสดงผลที่เรียกว่า เทเลไทป์ (teletype) ลักษณะของเทเลไทป์ จึงมีแป้นพิมพ์ และตัวพิมพ์ในลักษณะเครื่องพิมพ์แบบดอตแมทริกซ์รวมกัน ต่อมามีการพัฒนาให้เป็นการแสดงผลบนจอหรือที่เรียกว่า วิดีโอดาต้าเทอร์มินอล มีลักษณะการแสดงผลบนจอภาพ และมีแป้นพิมพ์ (คีย์บอร์ด) ที่ป้อนตัวอักษรได้ด้วย อุปกรณ์นี้จึงมีชื่ออีกอย่างว่า ดัมบ์เทอร์มินอล (dump terminal) เพราะใช้แสดงผลตามข้อมูลสายอักขระที่ส่งมาเท่านั้น และแสดงผลเป็นบรรทัดเรียงกันไป
dump terminal
ครั้นถึงยุคสมัยพีซี จึงต้องทำพีซีให้กระทัดรัด ใช้งานง่าย ราคาถูก อุปกรณ์แสดงผลด้วยจอภาพและแป้นพิมพ์จึงเป็นอุปกรณ์สำคัญของพีซีด้วย
เมื่อไอบีเอ็มพัฒนาพีซีขึ้นในปี ค.ศ. 1981 ไอบีเอ็มได้พัฒนาวงจรเชื่อมต่อกับจอมอนิเตอร์เป็นแบบการแสดงผลตัวอักษร และแสดงผลได้สีเดียว และให้ชื่อวงจรเชื่อมต่อนี้ว่า MDA-Monochrome Display Adapter ัถัดจากนั้นอีกหนึ่งปีก็พัฒนาการแสดงผลแบบสี ซึ่งแสดงผลทั้งแบบตัวอักษรและโหมดกราฟิกส์ วงจรเชื่อมต่อแบบใหม่มีชื่อว่า CGA-Color Graphic Adapter
ด้วยความต้องการแสดงผลเชิงรูปภาพแบบกราฟิกส์ และการแสดงผลแบบสีเป็นความต้องการ ประจวบกับเทคโนโลยีการแสดงผลได้พัฒนามาเป็นลำดับ ในปี 1984 ไอบีเอ็มได้พัฒนาระบบการแสดงผลที่ขยายขีดความสามารถเดิมของ CGA ออกไป และให้ชื่อว่า EGA-Enhance Graphic Adapter หลังจากนั้นอีกไม่กี่ปี ก็พัฒนาระบบการแสดงผลกราฟิกส์ที่เป็นรากฐานสำหรับเทคโนโลยีการแสดงผล โดยใช้ชื่อเทคโนโลยีว่า VGA-Video Graphic Array
ในปี 1990 การแสดงผลเข้าสู่ความละเอียดและการแสดงสีสูงขึ้น โดยสามารถแสดงผลที่ความละเอียด 1024x768 จุดสี และเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า XGA-Entended Graphic Array อย่างไรก็ดีในยุคต้นนี้ การแสดงผลส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ที่ 800x600 จุดสี เพื่อที่จะใช้ได้กับจอภาพที่มีความละเอียดได้ขนาดนี้
หลักการพื้นฐานของการแสดงผลบนจอภาพจำเป็นต้องมีหน่วยความจำที่ใช้สำหรับแสดงผลที่เรียกว่า วิดีโอแรม หน่วยความจำนี้เป็นที่เก็บข้อมูลแสดงผลบนจอ ดังนั้นจึงต้องมีขนาดพอเพียงกับการนำมาแสดงผล และจะต้องเป็นหน่วยความจำที่เข้าถึง และเรียกข้อมูลออกมาแสดงผลได้เร็ว การจัดการหน่วยความจำส่วนนี้จะประกอบด้วยอุปกรณ์ควบคุมพิเศษแยกจากซีพียู ซึ่งในระยะหลังได้พัฒนาตัวควบคุมการแสดงผลให้มีขีดความสามารถพิเศษ และเป็นเสมือนซีพียูจัดการกราฟิกส์ที่เรียกว่า Graphic co-processor มีบริษัทชั้นนำหลายแห่งพัฒนาและออกแบบชิพจัดการภาคแสดงนี้

บล็อกไดอะแกรมของการเชื่อมต่อเพื่อแสดงผล

การแสดงผลด้วยหลักการเดิม ชิพกราฟิกส์หรือตัวประมวลผลกราฟิกส์จะจัดการกับวิดีโอแรม ซึ่งหน่วยความจำนี้เริ่มจากการอยู่ร่วมกับหน่วยความจำหลัก หน่วยการแสดงผลบางรุ่นเชื่อมต่อเข้าสู่บัสทางสล็อตของ ISA หรือ PCI แต่ถึงแม้ว่า PCI จะมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงแล้ว แต่ก็ยังไม่พอเพียงต่อการใช้งานในยุคใหม่ ดังนั้นจึงต้องออกแบบพอร์ตพิเศษสำหรับการส่งรับข้อมูลระหว่างหน่วยความจำเป็นกรณีพิเศษ และให้ชื่อพอร์ตสำหรับการเชื่อมต่อกับการ์ดแสดงผลนี้ว่า AGP-Advanced Graphic Port

ชนิดของการ์ดแสดงผล
การ์ดแสดงผลเป็นตัวแปรหนึ่งสำหรับการเลือกซื้อพีซี การ์ดแสดงผลทำให้ขีดความสามารถบางอย่างของเครื่องคอมพิวเตอร์แตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะหากต้องการเล่นเกม และเป็นเกมที่เน้นการแสดงผลแบบ 3D การ์ดแสดงผลจะมีผลอย่างมาก
ชนิดของการ์ดแสดงผลมีหลายแบบตามเทคโนโลยีที่พัฒนา และเมื่อมีเทคโนโลยีที่ดีขึ้น ของเก่าก็ล้าสมัย และในที่สุดก็ไม่มีผู้ผลิต ชนิดของการ์ดมีดังนี้
การ์ดวีจีเอ (VGA) เป็นการ์ดรุ่นแรกที่ทำตามมาตรฐาน VGA มีการเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบทาง ISA การแสดงผลจึงเป็นการแสดงผลที่มีข้อจำกัดในเรื่องการส่งรับข้อมูลจำนวนมาก ปัจจุบันไม่มีจำหน่ายแล้ว แต่จะมีใช้ในพีซีรุ่นเก่า
การ์ดซูเปอร์วีจีเอ (Super VGA) เป็นการ์ดที่ผลิตตามมาตรฐานของ VESA-Video Electronic Standard Association ซึ่งเป็นสมาคมที่จัดตั้งขึ้นมาวางมาตรฐานกลางการแสดงผลเพื่อให้มีความเข้ากันได้ โดยเฉพาะเมื่อผลิตและพัฒนามาจากหลากหลายบริษัท การ์ดวิดีโอที่ใช้กันในรุ่นแรกก็เป็นไปตาม VESA นี้
การ์ดที่ใช้ตัวเร่งกราฟิกส์ (Graphic Accelerator) เป็นการ์ดที่พัฒนามาจากบริษัทชั้นนำทางด้านการผลิตการ์ดวิดีโอนี้ มีการพัฒนาซีพียูแบบ co-processor ใช้บนบอร์ด เพื่อเพิ่มความเร็วการแสดงผลกราฟิกส์ การ์ดตัวเร่งกราฟิกส์นี้ ทำงานได้ดีกับคำสั่งพิเศษที่เขียนภาพแบบ 2D และเป็นภาพที่แสดงผลด้วยความละเอียดสูง
การ์ดตัวเร่ง 3D บริษัทชั้นนำหลายบริษัทได้พัฒนาเทคโนโลยีขึ้นใช้โดยเน้นการแสดงภาพสามมิติ ซึ่งมีคำสั่งสนับสนุนการทำงานแบบภาพสามมิติ การ์ดแสดงผลแบบนี้จึงต้องทำงานด้วยความเร็วสูง และก็มีราคาแพงขึ้น เช่น การ์ด GeForce, Voodoo เป็นต้น

หน่วยความจำบนการ์ดแสดงผลกับความละเอียดของการแสดงผล
พัฒนาการของการ์ดแสดงผลมีได้ทำให้การแสดงผลด้วยความเร็วอย่างเดียว แต่จะต้องเพิ่มความละเอียดและจำนวนสีของการแสดงผลด้วย ความละเอียดและจำนวนสีจะมีผลโดยตรงต่อหน่วยความจำที่ใช้ในการแสดงผล ทั้งนี้เพราะแต่ละจุดที่แสดงผลคือข้อมูลที่เก็บในหน่วยความจำ
ความละเอียดของการแสดงผลวัดเป็นจำนวนจุดสี ซึ่งหมายถึงการแสดงผลทั้งจอภาพได้เท่าไร เช่น 640x480 หมายถึงมีจุดภาพตามแนวนอน 640 จุดสี และแนวตั้ง 480 จุดสี แต่ละจุดสียังแสดงสีได้ด้วยความละเอียดของจำนวนสีอีก ดังนั้นหากต้องการแสดงสีเดียวของความละเอียด 640x480 ก็ต้องมีจำนวนจุดสีถึง 307200 ซึ่งถ้าแสดงผลเฉพาะทั้งคำก็ต้องใช้ข้อมูล 307200 บิต หรือ 38400 ไบต์ นั่นเอง ตารางที่ 1 เป็นการแสดงให้เห็นถึงมาตรฐานการแสดงผลบนจอภาพ และหน่วยความจำที่ใช้ในการแสดงผลเป็นไบต์

ตารางที่ 1 มาตรฐานการแสดงผลและการใช้หน่วยความจำแสดงผล

ความละเอียดสีเดียว16 สี256 สีHigh ColourTrue Colour
จำนวนบิตต่อจุดสี1481624
ไบต์ต่อจุดสี0.125.5123
640x48038,400153,600307,200614,400921,600
800x60060,000240,000480,000960,0001,440,000
1024x76898,304393,216768,4321,572,8642,359,296
1152x864124,416497,664995,3281,990,6362,985,984
1280x1024163,840655,3601,310,7202,621,4403,932,160
1600x1200240,000960,0001,920,0003,840,0005,760,000
1920x1340321,6001,286,4002,572,8005,145,6007,718,400
2048x1536393,2161,572,8643,145,7286,291,4569,437,184

จากตารางที่แสดงนี้ หมายถึงข้อมูลภาพหนึ่งภาพต้องใช้ข้อมูลเท่าไร แต่ในการ์ดแสดงผลจำเป็นต้องมีบัฟเฟอร์ใช้ในการแสดงผลอย่างน้อย 2 ภาพ และจะต้องมีพื้นที่ในการใช้เป็นที่คำนวณและประมวลผลภาพอีกต่างหาก ดังนั้นการ์ดแสดงผลในปัจจุบันจึงมีหน่วยความจำสูงมาก โดยมีขนาดของหน่วยความจำในช่วงขนาด 32 MB ถึง 64 MB

ชิพที่ใช้ในการเร่งภาพ และการเชื่อมต่อแบบ AGP
ความจริงแล้วผู้ผลิตซีพียู (ทั้งอินเทล และเอเอ็มดี) ได้ใส่ชุดคำสั่งในการประมวลผลกราฟิกส์ เพื่อให้ซีพียูคำนวณผลได้เร็วขึ้น อินเทลกำหนดฟังก์ชัน การคำนวณผลทางกราฟิกส์ไว้ในชุดคำสั่ง MMX ส่วนเอเอ็มดีใส่ชุดคำสั่งพิเศษไว้ที่ 3D NOW การเพิ่มคำสั่งพิเศษนี้ทำให้การแสดงผลกราฟิกส์ เช่น การเล่นเกมทำได้เร็วขึ้น แต่ถึงจะมีชุดคำสั่งที่ซีพียูทำงานแล้วก็ยังเพิ่มความเร็วได้ไม่เท่าที่ต้องการ เพราะซีพียูอาจต้องทำงานอื่นอีก ผู้ผลิตการ์ดเชื่อมต่อการแสดงผลจึงได้พัฒนาชิพประกอบที่เป็นโคโปรเซสเซอร์ หรือเป็นซีพียูร่วม โดยเน้นการประมวลผลภาพ และกราฟิกส์ ทั้งแบบ 2D และ 3D โดยเฉพาะ ชิพเฉพาะนี้จึงมีชื่อเรียกว่า graphic coprocessor
ตัวเร่งกราฟิกส์จึงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างภาพแบบ 3D และการแสดงภาพแบบเคลื่อนไหว เช่น วิดีโอ การประมวลผลนี้ต้องใช้ความเร็วสูง ดังนั้น การ์ดเชื่อมต่อการแสดงผลรุ่นใหม่จึงต้องมีระบบระบายความร้อนให้กับชิพตัวเร่งกราฟิกส์นี้ด้วย และเพื่อให้ซีพียูติดต่อกับหน่วยความจำและตัวเร่งกราฟิกส์ได้ดี จึงต้องสร้างระบบพอร์ตเชื่อมต่อใหม่ และให้ชื่อช่องทางเชื่อมโยงสำหรับการ์ดแสดงผลว่า AGP ในพีซีรุ่นใหม่ทุกเครื่องจึงใช้เส้นทางการเชื่อมต่อกับการ์ดแสดงผลเป็นแบบ AGP

สัดส่วนของจอภาพ
ขนาดของจอภาพวัดกับด้วยเส้นทะแยงมุม โดยขนาดที่มีความนิยมและผู้ผลิตได้ผลิตออกจำหน่ายมีหลายขนาดตั้งแต่ 14 นิ้ว 15 นิ้ว 17 นิ้ว และ 21 นิ้ว อย่างไรก็ดีการแสดงผลบนจอภาพที่ปรากฏให้เห็นเมื่อวัดตามเส้นทะแยงมุมจะน้อยกว่าตัวเลขบอกขนาด โดยปกติขนาดของจอซีอาร์ทีขนาดต่าง ๆ แสดงดังตารางที่ 2


ตารางที่ 2 ขนาดของจอซีอาร์ที

เส้นทะแยงมุมวัดแนวราบ
มิลลิเมตร
วัดแนวดิ่ง
มิลลิเมตร
วัดแนวราบวัดแนวดิ่ง
14 นิ้ว28421311.28.4
15 นิ้ว305229129
16 นิ้ว32524412.89.6
17 นิ้ว34525913.610.2
20 นิ้ว4063051612
21 นิ้ว42732016.812.6

ขนาดของจุด (dot pitch)
ความละเอียดของการแสดงผลขึ้นกับการแสดงภาพแต่ละจุดว่ามีขนาดเล็กเพียงไร ลองคำนวณดูอย่างง่าย ๆ ว่า ถ้าให้แนวราบแสดงผลได้ 720 จุด หากจอที่แสดงมีขนาดประมาณ 240 มิลลิเมตร ความเล็กของแต่ละจุดต้องเล็กกว่า 240 หาร 720 หรือประมาณ 0.33 มิลลิเมตร ยิ่งถ้าต้องการแสดงความละเอียดให้มากขึ้น ความละเอียดหรือความเล็กของจุด (dot pitch) จะต้องเล็กลง ขนาดของจุด (dot pitch) นี้ กำหนดในสเปกของจอภาพ ซึ่งปัจจุบันมีค่าที่ประมาณ 0.24 มิลลิเมตร

แถบกว้างของการรับสัญญาณและการซิงโครไนซ์
จอภาพที่แสดงผลต้องรับสัญญาณจากการ์ดวงจรแสดงผล หรือวิดีโอการ์ด ปกติการส่งสัญญาณมาที่จอภาพมีสัญญาณแสดงรายละเอียดของแต่ละจุด ซึ่งความเร็วของการแสดงผลวัดในหน่วยเป็นแถบกว้างทางความถี่ของสัญญาณอินพุต และขนาดของสัญญาณนาฬิกาแสดงจุดสีหรือที่เรียกว่า dot clock สัญญาณที่รับได้จำเป็นต้องมีขนาดที่รองรับภาพที่แสดงผลได้ตามมาตรฐานต่าง ๆ ดังนั้นจอภาพแต่ละจออาจใช้ในบางโหมดโดยเฉพาะโหมดแสดงผลความละเอียดสูงมาก ๆ ไม่ได้ ตารางที่ 3 เป็นตารางแสดงมาตรฐานการแสดงผลของจอภาพแบบต่าง ๆ

ตารางที่ 3 แสดงมาตรฐานสัญญาณภาพที่โหมดต่าง ๆ

โหมดการแสดงผลความละเอียดซิงค์แนวดิ่ง
(Hz)
ซิงค์แนวราบ
(KHz)
dot ck
(MHz)
แถบกว้าง
(MHz)
MDA720x3508018.312.616.3
CGA640x2006015.757.6814.3
EGA640x3506021.513.416.3
VGA (480)640x4807531.518.425
VESA 800x600800x6007546.8753645
VESA 1024x7681024x76875606075
VESA 1280x10241280x10247580100125

มาตรฐาน Energy*Star
พีซีแต่ละเครื่องใช้ไฟฟ้าประมาณ 100-300 วัตต์ และบรรดาอุปกรณ์ทั้งหมด จอภาพเป็นอุปกรณ์หนึ่งที่ใช้กำลังไฟฟ้าค่อนข้างมาก โดยปกติถ้าเป็นจอขนาดเล็ก 14 นิ้ว จะใช้กำลังไฟฟ้าประมาณ 30 วัตต์ขึ้นไป และหากใช้จอภาพใหญ่ขึ้น กำลังไฟฟ้ายิ่งใช้มากขึ้น หากพิจารณาถึงการใช้ไฟฟ้าโดยรวมของการใช้พีซีหลายร้อยเครื่องในองค์กร การใช้กำลังงานไฟฟ้าก็จะมีมากขึ้น ดังนั้นหน่วยงานดูแลป้องกันสิ่งแวดล้อมจึงเสนอให้มีการพัฒนาจอภาพและการแสดงผลในรูปแบบการประหยัดพลังงาน โดยทำเป็นมาตรฐานกลาง และให้ชื่อ Energy*Star Energy*Star ได้รับการกำหนดเป็นมาตรฐาน VESA โดยมีโหมดการทำงานของมอนิเตอร์ 4 โหมด คือ โหมด on โหมด standby โหมด Suspend และโหมด off
ในโหมด on เป็นโหมดการใช้งานปกติที่จอภาพทำงานโดยใช้กำลังไฟฟ้าเต็มที่ วงจรควบคุมและปืนอิเล็กตรอนทำงานแสดงผลบนจอภาพโหมด Standby วงจรมอนิเตอร์จะตัดลำอิเล็กตรอนออกเพื่อไม่ให้แสดงผล และจะลดกำลังไฟฟ้าในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอิเล็กตรอน แต่ยังคงมีไฟจุดไส้หลอดอยู่ เพื่อว่าจะกลับเข้าสู่การทำงานปกติได้เร็ว ส่วนโหมด suspend จะทำการตัดลำอิเล็กตรอน ตัดกระแสไฟฟ้าที่ใช้ในการเผาไส้หลอด และวงจรที่เกี่ยวข้อง การทำงานจะคงไว้เฉพาะวงจรอิเล็กทรอนิกส์เล็กน้อยสำหรับการรับสัญญาณ และตรวจสอบสัญญาณที่จะให้ทำงาน ถ้าต้องทำงานจะเข้าสู่โหมด on ซึ่งต้องเสียเวลาการเผาไส้หลอด ส่วนโหมด off เป็นการตัดทุกอย่าง
เพื่อให้การทำงานของ Energy*Star สมบูรณ์แบบในโอเอสตั้งแต่วินโดว์ 95 เป็นต้นมา มีซอฟต์แวร์ให้ทำงานควบคุมจอภาพเองอย่างอัตโนมัติ เช่น หากไม่ใช้เครื่องเป็นระยะเวลาหนึ่งก็จะตั้งเข้าสู่ Standby โหมด และ Suspend โหมดได้
จอภาพแบบซีอาร์ที
การแสดงผลจากการ์ดแสดงผลต่อเชื่อมสัญญาณมาที่จอภาพ ดังนั้นจึงควรที่จะต้องทำความรู้จักกับเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับจอภาพด้วย จอภาพแบบซีอาร์ทียังเป็นจอที่มีการใช้งานกันมาก เพราะมีราคาถูกเมื่อเทียบกับจอภาพที่ใช้เทคโนโลยีแบบอื่น เช่น แอลซีดี คุณลักษณะของจอภาพแสดงผลที่น่าสนใจประกอบด้วย
หลอดภาพ หลอดภาพเป็นหลอดแก้วขนาดใหญ่ ภายในฉาบสารเรืองแสงที่เมื่อลำอิเล็กตรอนตกกระทบจะมีแสงเรืองตามสีปรากฏให้เห็น ดังนั้นในหลอดภาพจึงมีส่วนของปืนอิเล็กตรอน ซึ่งมีสามลำตามสีที่ต้องการให้แสดงผลคือ สีแดง เขียว และฟ้า การที่อิเล็กตรอนวิ่งมาชนจอภาพได้ต้องใช้แรงดันไฟฟ้าเหนี่ยวนำสูงมาก โดยทั่วไปจะมีค่าสูงกว่า 20,000 โวลต์
จอแบนหรือจอโค้ง อิเล็กตรอนต้องกวาดเรียงเป็นเส้นตามแบนราบ ดังนั้นการบังคับจุดโฟกัสของอิเล็กตรอนให้มาที่หน้าจอเพื่อจะได้จุดสีจุดเล็ก ๆ จึงจำเป็นต้องให้จอมีส่วนโค้งเล็กน้อย แต่ด้วยเทคโนโลยีของการควบคุมลำอิเล็กตรอนที่ดีขึ้น กับการขยายส่วนลึกของตัวจอภาพให้มากขึ้นจึงทำให้หน้าจอแสดงผลแบบราบได้มากขึ้น จอแสดงผลแบบแบนจะให้สัดส่วนของภาพที่ปรากฏบนจอภาพได้ดีกว่า และเป็นที่นิยมในปัจจุบัน แต่ก็มีราคาเพิ่มขึ้น

จอภาพแบบแอลซีดี
เทคโนโลยีการแสดงผลด้วยแอลซีดีกำลังเป็นดาวรุ่ง แอลซีดีย่อมาจาก Liquid Crystal Display เป็นเทคโนโลยีที่ไม่ต้องใช้ลำอิเล็กตรอน แต่ใช้การแสดงผลจากลำแสงที่สะท้อนผ่านผลึกเหลว
แอลซีดีได้รับการพัฒนามามีสองแนวทางคือ แบบ Passive Matrix และแบบ Active Matrix สำหรับแบบ Passive มีจุดอ่อนในเรื่องความเข้มของแสงที่มองเห็น และมุมมอง ปัจจุบันจึงนิยมหันมาทางด้าน Active Matrix
แอกทีฟ แมทริกซ์ เป็นเทคโนโลยีที่ต้องใช้ทรานซิสเตอร์บนแผ่นฟิล์มบาง (Thin Film Transister - TFT) กล่าวคือ ต้องสร้างอะเรย์ของทรานซิสเตอร์ โดยทุก ๆ จุดแสดงผลจะมีทรานซิสเตอร์ตัวเล็ก ๆ ควบคุมอยู่ ทรานซิสเตอร์จะทำหน้าที่ควบคุมการแสดงผลในจุดนั้น ๆ ด้วยการทำงานของทรานซิสเตอร์ในการควบคุมการแสดงผล จึงทำให้การแสดงผลบนจอแอลซีดีทำงานได้รวดเร็ว และมีความคมชัด
การสร้าง TFT ร่วมกับ LCD เป็นเทคโนโลยีที่มีกรรมวิธีที่ยุ่งยากและซับซ้อน ทำให้ขนาดของจอภาพที่ได้มีผลผลิตต่อการลงทุนยังสูง เพราะการที่จะทำให้ทรานซิสเตอร์บนแผ่นฟิล์มบาง ๆ ทำงานร่วมกันเป็นหลายแสนตัว โดยไม่เกิดการผิดพลาดเลยแม้แต่ตัวเดียว จึงเป็นเรื่องใหญ่ ราคาของแอลซีดีจึงมีราคาสูงเมื่อเทียบกับจอภาพซีอาร์ที
แต่ในปัจจุบันขบวนการผลิตจอภาพแอลซีดีได้รุดหน้าไปมาก ราคาของจอภาพแอลซีดีขนาด 15 นิ้ว ลดลงมามาก จนมีแนวโน้มที่จะแข่งขันกับจอซีอาร์ทีได้ จอแอลซีดีในขนาด 15 นิ้ว และแสดงผลได้ด้วยความละเอียด 1024x768 ด้วยความเร็วการรีเฟรชจอภาพ 75 ครั้งต่อวินาที มีราคาลดลงจนอยู่ในวิสัยที่ซื้อหามาใช้ได้แล้ว
จุดเด่นของจอแอลซีดีอยู่ที่การใช้กำลังงานไฟฟ้าต่ำ ใช้พื้นที่ติดตั้งจอภาพน้อย จึงเหมาะกับสภาพที่ ๆ คับแคบและต้องการจอแสดงผลคุณภาพดี

การเลือกซื้อการ์ดแสดงผล
ในการเลือกซื้อการ์ดแสดงผลคงต้องประเมินดูสภาพการใช้งานว่ามีลักษณะเป็นเช่นไร โดยอาจแบ่งแยกงานเป็นสองกลุ่มคือ งานประเภทต้องใช้ภาพสามมิติ หรือการแสดงผลมัลติมีเดีย การตัดต่อวิดีโอ กับอีกกลุ่มได้แก่ การใช้งานทั่วไปในสำนักงานใช้เพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
การ์ดที่ใช้แสดงผลสามมิติ (3D) และเล่นเกมแบบสามมิติต้องใช้ชิพตัวเร่งพิเศษ การ์ดพวกนี้จะมีราคาแพงขึ้น เช่น การ์ดที่ใช้ชิพ GeForce 2, Geforce 3, Voodoo ส่วนชิพตัวเร่ง 3D ที่มีผู้ผลิตอีกหลายราย เช่น TNT, Banshee, Savage
สำหรับการเลือกการ์ดแสดงผลใช้งานทั่วไปก็เลือกตัวเร่งที่มีราคาถูกลง ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกได้มาก โดยปกติก็ใช้ชิพตัวเร่ง รุ่นเดียวกับพวก 3D เกมได้ แต่การ์ดพวกนี้จะใช้ความเร็วสัญญาณนาฬิกาและหน่วยความจำน้อยกว่า ทำให้มีราคาแตกต่างกันมาก
การ์ดแสดงผลหลายรุ่นมีขีดความสามารถพิเศษ เช่น มีส่วนของการเชื่อมต่อเป็น TV-out เพื่อใช้สำหรับแสดงผล VCD และ DVD เพื่อให้ต่อกับ TV ได้โดยตรง โดยคอมพิวเตอร์จะทำตัวเป็นเครื่องเล่น DVD ให้

การ์ดแสดงผลรุ่นต่าง ๆ

การพิจารณาเลือกซื้อจอภาพ
การเลือกซื้อจอภาพเกี่ยวข้องโดยตรงกับงบประมาณที่จะจัดซื้อ โดยถ้ามีงบมาก การเลือกซื้อจอแอลซีดีก็จะเป็นไปได้ แต่ถ้าต้องการจอภาพแบบซีอาร์ที และเป็นจอแบนราบที่มีขนาดใหญ่ เช่น 17-19 นิ้ว ก็จะมีราคาสูงขึ้น
ข้อพิจารณาขนาดของจอจึงขึ้นกับสภาพของงานที่ใช้ ถ้าใช้พิมพ์งาน ใช้อินเทอร์เน็ต อ่านอีเมล์ ก็ใช้จอ 15 นิ้วก็พอ แต่หากต้องใช้งานแสดงผลกราฟิกส์ความละเอียดสูงก็ต้องใช้จอภาพขนาด 17-19 นิ้ว ถ้าเป็นจอขนาด 17 นิ้ว ควรเลือกรุ่นที่สนับสนุนการแสดงผลความละเอียดสูงสุดคือ 1600x1200 จุด โดยมีอัตราการรีเฟรชอยู่ที่ 75 Hz
โดยปกติต้องพิจารณาดูว่า จอภาพที่ต้องการระหว่างจอแบนราบกับจอโค้ง มีความต้องการอย่างไร จอแบนราบจะให้สัดส่วนของภาพได้ดีกว่า การดูจะสบายตา และเป็นจอที่น่าใช้มาก แต่ราคาก็จะสูงขึ้น จอภาพที่เลือกซื้อบางจอมีคุณสมบัติพิเศษที่ต่อเชื่อม USB กับจอภาพได้ ก็จะช่วยเพิ่มพอร์ต USB ให้ใช้งานได้มากขึ้น หรือสะดวกขึ้น
จอภาพบางรุ่นมีลำโพงในตัว แต่โดยทั่วไปแล้วไม่จำเป็น เพราะการต่อลำโพงภายนอกจะมีความคล่องตัวกว่า และสามารถเลือกหาลำโพงที่มีคุณภาพดีมาใช้ได้ดีกว่าลำโพงที่ติดอยู่จอมอนิเตอร์
สาระน่ารู้ประจำสัปดาห์ (ฉบับที่ 100 ): 11-17 ก.พ. 2545