รวบรวมโดย : กุลวดี ตรองพาณิชย์

ข้าวโพด (Zea mays L.) เป็นพืชตระกูลหญ้า gramineae ชนิดหนึ่ง ซึ่งชาวโลกได้ใช้เมล็ดของมันเป็นอาหารทั้งของคนและสัตว์มาแต่โบราณกาล ทั้งนี้เนื่องจากเมล็ดแก่ของพืชตระกูลนี้มีคุณสมบัติที่ดีอย่างหนึ่งคือ สามารถเก็บไว้ในที่แห้งได้นานในอุณหภูมิห้องโดยไม่เสีย ข้าวโพดเป็นธัญญชาติเช่นเดียวกับข้าวสาลี ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวโอ๊ต ข้าวเจ้า ข้าวไรน์และลูกเดือย กล่าวกันว่าชาวอินเดียนแดงได้เป็นผู้ริเริ่มปลูกข้าวโพดในทวีปยุโรปและอเมริกาเพื่อใช้บริโภคภายในครัวเรือน ก่อนที่ข้าวโพดจะถูกแพร่พันธุ์มายังทวีปเอเซียและทวีปอื่น ๆ ทั่วโลก
ในประเทศไทย นอกเหนือจากการปลูกข้าวโพดเพื่อใช้บริโภคสดในครัวเรือนและชุมชนต่าง ๆ แล้ว การปลูกข้าวโพดเป็นอุตสาหกรรมเริ่มต้นจากการส่งเสริมการเลี้ยงไก่และสุกรภายในประเทศ ทำให้มีการวิจัยพัฒนาคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดโดยอาจารย์และนักวิชาการเกษตรไทย เพื่อนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2463 ทำให้เริ่มมีการปลูกข้าวโพดเป็นพืชไร่เป็นอุตสาหกรรมเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์และการส่งออก ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มา จนข้าวโพดเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญพืชหนึ่งของประเทศไทย
นอกเหนือจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แล้ว การบริโภคข้าวโพดฝักสดและฝักอ่อนก็ได้รับความนิยมมากเช่นกัน ทั้งตลาดภายในและภายนอกประเทศ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ได้วิจัยการแปรรูปและเปรียบเทียบพันธุ์ของข้าวโพดต่าง ๆ รวมถึงการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือใช้จากข้าวโพดฝักอ่อนให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยให้ความร่วมมือกับศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ และภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
อุตสาหกรรมข้าวโพดฝักอ่อน
ข้าวโพดฝักอ่อนคือ ฝักข้าวโพดขนาดเล็กในระยะก่อนที่จะมีการผสมเกสร ซึ่งสามารถเก็บฝักได้จากข้าวโพดพันธุ์ต่าง ๆ เช่น ข้าวโพดไร่ ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเทียน เป็นต้น เกษตรกรเป็นผู้ริเริ่มนำข้าวโพดฝักอ่อนมารับประทานเหมือนผักทั่วไป โดยนำมาประกอบอาหาร หรือใช้จิ้มน้ำพริกและเริ่มเก็บฝักอ่อนส่งขายตลาดสดในท้องถิ่น ข้าวโพดฝักอ่อนจากต้นข้าวโพดหวานและข้าวโพดเทียน จะมีคุณลักษณะที่ดีกว่าข้าวโพดไร่ทั่วไปคือ มีรสหวานกว่า และมีสีเหลืองสวยกว่าข้าวโพดฝักอ่อนที่ได้จากข้าวโพดไร่ แต่อย่างไรก็ตาม เมล็ดพันธุ์ของข้าวโพดหวานจะมีราคาแพงกว่าเมล็ดข้าวโพดไร่ และมีต้นกล้าไม่ค่อยแข็งแรง มีความต้านทานต่อดรคราน้ำค้างต่ำกว่าข้าวโพดไร่ เกษตรกรจึงนิยมปลูกข้าวโพดไร่เพื่อเก็บเกี่ยวข้าวโพดฝักอ่อนมากกว่าข้าวโพดหวาน
สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร โดย กุลวดี ตรองพาณิชย์ ได้เริ่มทดลองวิจัยผลิตข้าวโพดฝักอ่อนบรรจุกระป๋องขึ้นในปี พ.ศ. 2516 โดยบรรจุในน้ำเกลือเจือจาง เมื่อทดลองได้ผลดีจึงมีการนำกรรมวิธีการผลิตไปทดลองผลิตในโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปชาวเขา ซึ่งต่อมามีเครื่องหมายการค้าว่า "ดอยคำ" ที่อำเภอบ้านยาง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ซึ่งทั้งสองแห่งนี้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร นำโดย ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน ผู้อำนวยการสถาบันอาหารในขณะนั้น ได้รับใช้สนองพระราชประสงค์ในโครงการพระราชดำริ โดยเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งโรงงานดำเนินการและควบคุมการผลิตอาหารกระป๋องและอาหารแปรรูปอื่น ๆ มา 10 กว่าปี ก่อนที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าบางมด ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนวิทยะฐานะเป็นมหาวิทยาลัย มารับดำเนินงานแทน
เมื่อผลิตภัณฑ์ข้าวโพดฝักอ่อนกระป๋อง (Canned baby corn หรือ Canned young corn) เริ่มได้รับความนิยมในตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศ โรงงานต่าง ๆ ในประเทศไทยจึงเริ่มหันมาผลิตข้าวโพดฝักอ่อนกระป๋องกันมากขึ้น ทำให้ปริมาณและมูลค่าการส่งออกของข้าวโพดฝักอ่อนกระป๋องของไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าผลิตภัณฑ์ผักและผลไม้กระป๋องชนิดอื่น ๆ ที่เริ่มต้นผลิตในระยะเวลาใกล้เคียงกัน
เมื่อประเทศไทยมีการผลิตข้าวโพดฝักอ่อนกระป๋องเพื่อส่งออกมากขึ้น จึงมีปัญหาเรื่องผลิตภัณฑ์เสีย เนื่องจากมีการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ไม่เพียงพอเกิดขึ้น กุลวดี ตรองพาณิชย์และคณะ (2532) ได้ศึกษาวิจัยกรรมวิธีฆ่าเชื้อด้วยความร้อนในข้าวโพดฝักอ่อนกระป๋อง (Determination of Thermal Processing of Canned Baby Corn) โดยศึกษาถึงจุดร้อนช้าที่สุด (Coldest point หรือ Slowest heating point) ค่า thermal death time (TDT, Fo) และ process time ของข้าวโพดฝักอ่อนในน้ำเกลือบรรจุกระป๋อง ซึ่งค่าต่าง ๆ เหล่านี้มีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับปัจจัยต่าง ๆ ในขณะบรรจุกระป๋องและฆ่าเชื้อ ปัจจุบันฝ่ายผลิตทดลองสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารให้บริการหา heat penetration ของผลิตภัณฑ์อาหารกระป๋องชนิดต่าง ๆ และหา heat distribution ของหม้อฆ่าเชื้อให้แก่โรงงานเอกชนต่าง ๆ

ปริมาณและมูลค่าการส่งออกผักผลไม้กระป๋อง

                                                                                                                 ปริมาณ : ตัน
                                                                                                         มูลค่า : 1,000 บาท

รายการสินค้า2523252725372541
ปริมาณมูลค่าปริมาณมูลค่าปริมาณมูลค่าปริมาณมูลค่า
ข้าวโพดฝักอ่อนกระป๋อง91621,3784,482101,13146,187963,73254,6431,760,282
ลำใยกระป๋อง1736,8441,22542,18510,105373,9514,861272,630
เงาะสอดไส้58912,39074820,9884,948120,7064,423114,322
มะม่วงกระป๋อง1081,8953347,1256,397138,5575,526206,064
หน่อไม้กระป๋องNANANANA71,1991,110,90043,3011,706,500

เนื่องจากข้าวโพดแต่ละพันธุ์ที่จะนำมาปลูกเพื่อให้ได้ฝักอ่อนมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป นักวิชาการเกษตรทั้งพืชสวนและพืชไร่ จึงได้มีการวิจัยปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดสำหรับผลิตข้าวโพดฝักอ่อนโดยเฉพาะ โดยได้เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 ซึ่งเน้นพันธุ์ที่ให้จำนวนฝักต่อต้นเพิ่มขึ้น จำนวนฝักที่ได้มาตรฐานต่อไร่ ความต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง ลักษณะและขนาดของฝักดี มีสีสวยสม่ำเสมอ และเมื่อบรรจุในกระป๋องแล้ว จะต้องมีกลิ่นสีเนื้อสัมผัสและรสดีอีกด้วย เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคและสนองความต้องการของตลาด จึงมีโครงการวิจัยสร้างพันธุ์ข้าวโพดพันธุ์ลูกผสมต่าง ๆ ขึ้น กุลวดี ตรองพาณิชย์ (2535) จึงได้ศึกษาวิจัยการเปรียบเทียบคุณภาพและการยอมรับของผู้บริโภคข้าวโพดฝักอ่อนพันธุ์ต่าง ๆ ในการบรรจุกระป๋อง โดยได้นำข้าวโพดฝักอ่อนจำนวน 13 พันธุ์ที่ได้จากการปลูกทดลองที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ซึ่งได้แก่ พันธุ์สุวรรณ 16 x 173, CGX 13410, CGX 13402, DMR, Thai Supersweet Comp.#1 DMR, รังสิต 1, CGX 13407, G-5435, G-5402, Thai baby corn comp.#1 DMR, CMB 87000, สุวรรณ 2 และสุวรรณ 11 x 75 มาบรรจุกระป๋อง และทดสอบการยอมรังของผู้บริโภค ผลปรากฏว่า ข้าวโพดฝักอ่อนพันธุ์ Thai Supersweet Comp #1 DMR ซึ่งเป็นข้าวโพดหวานพิเศษพันธุ์ผสมเปิด มีความสามารถต้านทานโรคราน้ำค้างปานกลาง เมื่อเปรียบเทียบกับพันธุ์อื่น ๆ มีอัตราการสูญเสียสารละลายน้ำได้ค่อนข้างต่ำ มีแรงต้านทานต่อการตัดโดยเฉลี่ย 1.70 กิโลกรัม ได้รับคะแนนความชอบโดยเฉลี่ยจากผู้ชิมสูงสุดในคุณลักษณะของเนื้อสัมผัส สี กลิ่น และรส ทั้งนี้เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่มีฝักหวาน สีเหลืองสวย รูปทรงดี และเมล็ดอ่อนเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ

ผลิตภัณฑ์พลอยได้จากข้าวโพดฝักอ่อน

จากการใช้ข้าวโพดฝักอ่อนเป็นวัตถุดิบในการผลิตข้าวโพดฝักอ่อนบรรจุกระป๋อง ข้าวโพดฝักอ่อนแช่เย็นและข้าวโพดฝักอ่อนแช่แข็ง เพื่อการส่งออกเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้ปริมาณเศษวัสดุเหลือใช้จากข้าวโพดฝักอ่อนเพิ่มขึ้นตามไปด้วยอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยปกติฝักข้าวโพดฝักอ่อนที่ปอกเปลือกแล้ว 1 กิโลกรัม จะมีส่วนของเปลือกและขั้วที่เป็นเศษวัสดุเหลือใช้ประมาณ 7-8 กิโลกรัม นอกจากนี้ในการกรีดและปอกเปลือกข้าวโพดก็มีปริมาณฝักหัก ฝักที่อ่อนหรือเล็กเกินไป ฝักที่แก่หรือใหญ่เกินไป รวมถึงฝักที่ไม่ได้มาตรฐานอื่น ๆ ที่โรงงานคัดทิ้งอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งปกติจะขายเป็นอาหารสัตว์ในราคาต่ำมากประมาณ 25-50 สตางค์ ต่อหนึ่งกิโลกรัม กุลวดี ตรองพาณิชย์และคณะ (2532, 2537 และ 2538) ได้วิจัยการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือใช้จากข้าวโพฝักอ่อนโดยนำมาแปรรูปเป็นน้ำผักบรรจุกระป๋อง กิมจิ ตั้งฉ่าย และผักดองปรุงรสบรรจุขวด และได้นำวิธีการผลิตไปเผยแพร่ยังกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรในจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม และนครราชสีมา แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่ารสชาดของผลิตภัณฑ์ดี มีการยอมรับสูง แต่รูปลักษณ์ของเปลือกข้าวโพดอ่อนติดขั้วไม่ค่อยจะสวย หากนำมาสับละเอียดและแปรรูปเหมือนกรณีทำตั้งฉ่ายก็จะดีกว่า

ผลิตภัณฑ์ใยอาหาร

ปัจจุบันการบริโภคอาหารที่มีใยอาหารสูงได้รับความสนใจกันมาก เช่น บริโภคข้าวกล้องแทนข้าวขาวที่มีการขัดสีแล้ว ทั้งนี้มีการศึกษาพบว่าใยอาหารดีต่อสุขภาพ กุลวดี ตรองพาณิชย และคณะ (2543) จึงได้วิจัยการผลิตใยอาหารจากเศษวัสดุเหลือใช้จากข้าวโพดฝักอ่อน โดยวิธีสกัดด้วยน้ำ ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่ปลอดภัยต่อการปนเปื้อนสารเคมี พบว่ามีความเป็นไปได้ในการผลิตใยอาหารจากเศษวัสดุเหลือใช้จากข้าวโพดฝักอ่อน โดยวิธีนี้และได้ทดลองผสมใยอาหารที่ผลิตได้ในเส้นก๋วยเตี๋ยวก็พบว่า สามารถเพิ่มปริมาณใยอาหารของเส้นก๋วยเตี๋ยวได้ตามปริมาณที่เพิ่มขึ้นของใยอาหารที่ใช้ผสม ปกติเส้นก๋วยเตี๋ยวจะมีปริมาณใยอาหารน้อยมาก โดยเส้นก๋วยเตี๋ยวแห้ง (Instant rice noodle) จะมีปริมาณใยอาหารทั้งหมด (Total dietary fiber) ประมาณร้อยละ 0.70 (กุลวดีและคณะ 2543) การเติมใยอาหารจากเศษวัสดุเหลือใช้จากข้าวโพดฝักอ่อนลงไปเพียงร้อยละ 5 ของน้ำหนักแป้งข้าวเจ้าแห้งจะสามารถเพิ่มใยอาหารของก๋วยเตี๋ยวได้เป็นประมาณร้อยละ 4.79 เส้นก๋วยเตี๋ยวที่ได้เมื่อนำมาคืนรูปและผัดซีอิ๊ว มีการยอมรับจากผู้บริโภคสูงกว่าก๋วยเตี๋ยวจากแป้งข้าวเจ้าธรรมดา

อุตสาหกรรมข้าวโพดหวาน

ข้าวโพดหวาน (Zea mays saccharata L.) เป็นข้าวโพดอุตสาหกรรมชนิดหนึ่งที่เริ่มมีบทบาทสำคัญในประเทศไทยสามารถนำมาใช้บริโภคในลักษณะฝักสด แช่แข็งหรือแปรรูป โดยการบรรจุกระป๋องหรือภาชนะอื่นที่ปิดสนิทในรูปของ whole kernel corn, corn-on-the-cob หรือ cream style corn ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยในปี พ.ศ. 2532 มีการส่งออกข้าวโพดหวานบรรจุกระป๋องจากไทยไปยังประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และเปอร์โตริโก โดยมีปริมาณการส่งออก 129 ตัน มูลค่า 2.75 ล้านบาท (กรมศุลกากร 2533) และมีปริมาณการบริโภคข้าวโพดฝักสดในประเทศ 258,802 ตัน (กรมส่งเสริมการเกษตร 2533)
กุลวดี ตรองพาณิชย์และคณะ (2539) ได้ให้ความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เปรียบเทียบข้าวโพดหวานพันธุ์ต่าง ๆ ที่ใช้บรรจุกระป๋อง ในโครงการศึกษาอิทธิพลของพันธุ์ข้าวโพดที่มีต่อคุณภาพของข้าวโพดหวานบรรจุกระป๋อง จากการเปรียบเทียบ 24 พันธุ์ ซึ่งปลูกที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน โครงการพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา พบว่าพันธุ์ข้าวโพดมีอิทธิพลต่อน้ำหนักฝัก ปริมาณเมล็ดข้าวโพดที่ได้ ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ทั้งหมด น้ำหนักเนื้ออาหาร สี กลิ่น รส และเนื้อสัมผัสของข้าวโพดหวานบรรจุกระป๋อง ซึ่งทำให้มีผลต่อคะแนนความชอบและการยอมรับของผู้ชิมข้าวโพดพันธุ์ CB 6022 ซึ่งมีน้ำหนักฝักและปริมาณเมล็ดข้าวโพดสูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ย มีสี กลิ่น รส และเนื้อสัมผัสดี ได้รับคะแนนสูงสุด ในด้านความชอบเนื้อสัมผัสและการยอมรับ แต่อย่างไรก็ตามคะแนนที่ได้ไม่มีความแตกต่างอย่างเป็นนัยสำคัญที่ระดับร้อยละ 5 กับพันธุ์ฉัตรทอง จักรา และ SB 606B ซึ่งได้คะแนนความชอบและการยอมรับน้อยกว่า ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ทั้งหมดไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความหวานของเมล็ดข้าวโพด
นอกจากนี้ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารได้ให้ความร่วมมือในการทดสอบพันธุ์ที่เหมาะสมกับการแปรรูปเป็นอุตสาหกรรม การหาระยะเวลาการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมต่อการแปรรูป เช่น การวิจัยหาอิทธิพลของช่วงระยะเวลาเก็บเกี่ยวต่อผลผลิตและคุณภาพของข้าวโพดหวานทั้งเมล็ดบรรจุกระป๋องของ กุลวดีและคณะ, 2540 พบว่า ข้าวโพดหวานพันธุ์อินทรี 1 ซึ่งเป็นพันธุ์ลูกผสมใหม่ชั่วเดียว (single cross) ผลิตโดยศูนย์วิจัยข้าวโพดข้าวฟ่างแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์ ีมีผลผลิตและความหวานเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาเก็บเกี่ยวที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างเป็นนัยสำคัญระหว่างช่วงระยะเวลาเก็บเกี่ยว 18, 20 และ 22 วัน หลังผสมเกสร เมื่อช่วงระยะเวลาเก็บเกี่ยวยาวนานขึ้น ความชื้นของเมล็ดจะลดลงในขณะที่โปรตีน ไขมัน และความแข็งของเมล็ดจะเพิ่มขึ้น โดยมีความแตกต่างอย่างเป็นนัยสำคัญระหว่างตัวอย่างที่เก็บเกี่ยวที่ 18 วัน และ 22 วัน ผลการทดสอบความชอบของผู้ชิมพบว่า ผู้ชิมชอบสีของข้าวโพดเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการเก็บเกี่ยวที่ยาวนานขึ้น โดยมีความแตกต่างอย่างเป็นนัยสำคัญ (p< 0.05) ระหว่างตัวอย่างเก็บเกี่ยวที่ 18 วัน และ 22 วัน ของตัวอย่างที่บรรจุในน้ำเกลือและมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (p< 0.01) ระหว่างตัวอย่างทั้งสองที่บรรจุในน้ำเชื่อม ผู้ชิมชอบตัวอย่างข้าวโพดหวานในน้ำเกลือที่เก็บเกี่ยวที่ 22 วัน และบรรจุในน้ำเชื่อมที่เก็บเกี่ยวที่ 20 วันมากที่สุด

ผลิตภัณฑ์อาหารจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นอกจากจะใช้เป็นอาหารของสัตว์แล้วยังสามารถนำมาสกัดแยกส่วนประกอบต่าง ๆ มาเป็นอาหารของคนได้ เช่น สกัดเอาส่วนเฉพาะที่เป็นแป้ง (corn starch) ส่วนที่เป็นไขมัน (corn oil) ฯลฯ มาใช้เป็นส่วนผสมของอาหารคน นอกจากนี้อาจนำไปดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ได้อีก เช่น แป้งอาจนำไปย่อยสลายโดยวิธีเคมีหรือน้ำย่อยให้เป็นน้ำตาลต่าง ๆ เช่น น้ำเชื่อมข้าวโพด กลูโคส เต็กซโตรส เป็นต้น หรือใช้ทำเป็นแอลกอฮอล น้ำมันข้าวโพดนอกจากจะใช้ปรุงอาหารแล้ว อาจใช้ทำสบู่ บำรุงรักษาเครื่องจักร ทำเครื่องสำอางค์ ฯลฯ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร โดย สุคนธ์ชื่น ศรีงาม และรัศมี ศุภศรี (2530) วิจัยการผลิตและการใช้ประโยชน์จากแป้งข้าวโพดจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์สุวรรณ 1 พบว่า เพื่อสะดวกต่อการแยกแป้ง ควรทำเปลือกเมล็ดข้าวโพดให้อ่อนนุ่มขึ้น โดยแช่เมล็ดข้าวโพดในสารละลายซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 0.2% ร่วมกับกรดแลคติก 0.1% นอกจากนี้ยังได้ทดลองแปลงคุณสมบัติของแป้งที่ได้ โดยใช้ปฏิกิริยา cross linking กับโซเดียมไตรโพลีฟอสเฟตที่ 37o ซ เป็นเวลา 17 ชั่วโมง พบว่า โซเดียมไตรโพลีฟอสเฟตที่ 0.5 และ 1.5% ทำให้ความข้นหนืดในช่วง 95o ซ สูงขึ้น แต่ที่ความเข้มข้น 2.5% ไม่สามารถวัดความหนืดได้ เมื่อทดสอบเปรียบเทียบแป้งข้าวโพดแปลงคุณสมบัติกับแป้งข้าวโพดธรรมดาในการทำผลิตภัณฑ์พายสับปะรด พบว่า แป้งข้าวโพดแปลงคุณสมบัติมีความทนทานต่อความร้อนและกรดสูงกว่าแป้งข้าวโพดธรรมดาและให้ความหนืดสูงกว่า
นอกจากนี้สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารได้มีการทดลองผลิตผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เช่น ทำอาหารว่าง (snack) เครื่องดื่มจากข้าวโพด (corn chips) นมเปรี้ยว (Yoghurt) การสกัดสีม่วง (pigment) จากซังข้าวโพดสีม่วงและทดสอบทำไวน์จากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์สีม่วง เป็นต้น


จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 31 สิงหาคม 2547