เคล็ดที่ (ไม่) ลับบนความสำเร็จของการทำกสิกรรมธรรมชาติ ในยุดที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ฟางคือชิ้นส่วนของต้นข้าวที่ชาวนาเก็บเกี่ยวเอาเมล็ดข้าวเปลือกไปแล้ว ส่วนมากชาวนาเผาทิ้ง การเผาฟางทิ้งเป็นการสูญเสียทรัพยากรในประเทศโดยเปล่าประโยชน์ เคยมีผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งกล่าวเปรียบเปรยเอาไว้ว่า

" ผู้ใดเผาฟาง ผู้นั้นกำลังเผาธนบัตรฉบับละ 100 บาท ฉบับละ 500 บาท จำนวนมากของตนเองทิ้ง"

       ฟังท่านพูดดูเหมือนจะสมเหตุสมผลมากที่สุด เพราะฟางมีประโยชน์มากมายนับอนันต์จริงๆ โดยเฉพาะเป็นปัจจัยพื้นฐานในการบำรุงดินและสิ่งแวดล้อมให้เกิดความอุดมสมบูรณ์

       ประโยชน์ของฟาง                          

       1. เป็นหัวปุ๋ยชั้นดี ฟางอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส และไนโตรเจน ฯลฯ     ถ้าหากเรานำฟางไปคลุมดิน    จะทำให้พืชผักเจริญเติบโต แข้งแรง ทนต่อศัตรูพืชได้อย่างดี   ท่านที่ไม่ชอบฟางอาจทำให้ระคายผิวบ้าง   จึงหันไปใช้มูลวัวมูลควายแทน    ท่านเคยสังเกตไหมครับว่า  วัวควายกินอะไร พวกมันกินหญ้า กินฟางก็นำไปบำรุงร่างกายของมันทั้งหมด     ส่วนที่เหลือก็ขับถ่ายออกมาเป็นกากเดนของฟางประโยชน์ก็มีน้อย     จึงเปรียบเทียบเอาไว้ว่ามูลวัวมูลควาย 10 ส่วนจะเท่ากับฟาง 1 ส่วน       หรือเปรียบเทียบให้ชัดเจนเข้าไปอีกว่า     ฟางเปรียบเหมือนรถมือหนึ่งหรือรถใหม่     มูลวัวมูลควายเปรียบเสมือนรถมือสอง ท่านจะเลือกเอาอะไร     ฟางเป็นส่วนหนึ่งของแม่โพสพ (ข้าว)     นอกจากฟางแล้วยังมีแกลบ   รำ ละอองข้าว (คายข้าว)     ทั้งหมดคือผลผลิตที่ออกมาจากข้าว  เป็น สิ่งที่เป็นประโยชน์ ต่อดินและมนุษย์เป็นอย่างมาก ถ้าหากชาวไร่ชาวนาหันมาใช้วัตถุดิบเหล่านี้แทนปุ๋ยเคมีแล้ว    จะทำให้ประเทศไทยไม่ต้องสั่งซื้อปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ    ซึ่งทำให้เราขาดดุลการค้าอย่างมากมายมหาศาล

       2. ฟางช่วยปรับโครงสร้างของดิน ที่เป็นกรดหรือเป็นด่าง       ให้เกิดความสมดุลในตัวมันเองดินที่เป็นกรด (Acid Soils) หมายถึงดินที่มีค่า ph ต่ำกว่า 7.0    ดินที่เป็นด่าง (Alkaline Soils) หมายถึงดินที่มีค่า ph สูงกว่า 7.0    ไม่ว่าดินจะเป็นกรดหรือเป็นด่าง     ถ้าหากท่านเอาฟางไปคลุมดินไว้ สิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ หายไปเองทันที     ช่วยรักษาหน้าดินตามธรรมชาติของดิน     ถ้าหากไม่มีอะไรปกคลุมหรือกั้นเอาไว้    หน้าของดินจะเสื่อมสลายและสูญเสียไปกับสายลม    น้ำและแสงแดด      ซึ่งจำทำให้ดินเป็นดินด้านอย่งรวดเร็ว     แต่ถ้าหากเรานำฟางไปคลุมดินไว้จะทำให้เกิดชั้นหน้าดินอีกทีหนึ่ง ช่วยคลุมหญ้าและวัชพืชต่างๆ เมื่อเรานำฟางไปคลุมหญ้าและวัชพืชหนาพอสมควร     โดยไม่ให้อากาศหรือแสงแดดส่องถึงพื้นดิน    จะทำให้หญ้าและวัชพืชเน่าเป็นปุ๋ยหมักตามธรรมชาติอย่างดี หลังจากนั้นเราก็จะสามารถแหวกฟางออกปลูกพืชผักต่างๆ ได้     โดยไม่ต้องออกแรงมากนัก      ฟางรักษาความชื้นให้แก่ดินเป็นการสร้างดินให้มีชีวิต

 

      3. สร้างระบบนิเวศ    ถ้าหากเราทำกสิกรรมที่ใช้ฟางเป็นหลัก จะทำให้ประหยัดน้ำมากขึ้น     ช่วยให้เกิดวัฏจักรชีวิตของสัตว์ที่มีประโยชน์ต่อดิน  ตามธรรมชาติดินที่ว่างเปล่าหรือดินโล้น   จะเป็นดินป่วย   ดินดาน     ดังนั้น ถ้าหากเราปลูกพืชลงไปพืชผักจะอ่อนแอ    ไม่เจริญเติบโต     ศัตรูของพืชก็จะมาทำลาย    แต่ดินที่คลุมด้วยฟาง     จะเป็นดินที่ร่วนซุยเพราะไส้เดือน จุลินทรีย์และสัตว์ต่างๆ ช่วยกันพรวนดิน        ดินที่คลุมด้วยฟางก็จะเป็นอาณาจักรของสัตว์ต่างๆ    เพราะระบบนิเวศวิทยาอุดมสมบูรณ์ เช่น คางคก แย้ จิ้งเหลน แมงมุม ฯลฯ    การระบาดของแมลงศัตรูพืชก็จะค่อยๆ หายไปโดยที่เราไม่ต้องไปใช้สารขับไล่แมลง       ดังนั้นการทำลายชีวิตของสัตว์ต่างๆ ในไร่นา นอกจากจะผิดศีลธรรมตามหลักของพระพุทธศาสนาแล้ว       ยังเป็นการทำลายทำลายสิ่งแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่ให้เสื่อมลงไปอย่างน่าเสียดายเป็นที่สุด

       ถ้าหากเรานำไปคลุมสวนผักของเราทุกๆ ปี      จะเกิดความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ     พืชผักนานาชนิดจะเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ต้องไปดูแลประคบประหงมมากนัก      ยิ่งไปกว่านั้นจะเกิดเห็ดต่างๆ โดยเฉพาะเห็ดฟางให้เราได้มีอยู่มีกินทั้งปี     ดังนั้นจึงขอเชิญชวนให้พวกเราเห็นความสำคัญของฟาง      เมื่อเห็นกองฟาง หรือเส้นฟางจงระลึกอยู่เสมอว่า     นี่คือทองคำหรือทรัพยากรอันมีค่า และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูง     ประหยัดสุด     เพื่อประโยชน์ของตนและผู้อื่นในโอกาสต่อไป      อีกอย่างหนึ่งการทำกสิกรรมธรรมชาติด้วยฟาง ควรเริ่มทำในพื้นที่ขนาดเล็กไปหาพื้นที่ขนาดใหญ่     หรือทำในสิ่งที่ใกล้ๆ ตัวไปหาสิ่งที่อยู่ไกลตัว       พยายามปลูกพืชผักที่ปลูกง่ายไปหาผักที่ปลูกยาก     หรือถ้าคิดอะไรไม่ออก ขอบอกให้ปลูกพืชตระกูลถั่ว เราจะประสบผลสำเร็จในที่สุด

       ในเดือนหน้าจะมาพูดถึงพืชตระกูลถั่ว และพืชผักที่ควรปลูกในแต่ละฤดู     

     

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 29 กันยายน 2549