ตอนจบ


การเตรียมการปลูก

เนื่องจากหน้าวัวเป็นพืชค่อนข้างเลื้อยเป็นกอ เมื่อต้นสูงขึ้นก็จะทิ้งใบล่าง ทำให้ต้นสูงขึ้นพ้นเครื่องปลูก การปลูกมักปลูกในกระถางหรือทำแปลง แต่พบว่าการปลูกในกระถางนั้นได้ผลดีกว่า แต่เครื่องปลูกต้องมีการระบายน้ำดีโปร่งและเก็บความชื้นได้ดีอีกด้วย ส่วนผสมของเครื่องปลูกโดยทั่ว ๆ ไปก็พบว่า มีส่วนผสมของอิฐมอญ ใบก้ามปูแห้ง และปุ๋ยคอก ในอัตราส่วน 1:2:1 และต้องหมั่นเติมเครื่องปลูกให้อยู่ในสภาพเดิม

การปลูกและการดูแลรักษา

- การปลูก ถ้าเป็นการปลูกในกระถาง ก็ควรรองอิฐในกระถางที่รูระบายน้ำกันกระถางเสียก่อนแล้วจัดใส่วัสดุปลูกประมาณ 1/3 ของกระถาง หลังจากนั้นก็วางต้นหน้าวัวลงบนวัสดุปลูก ให้อยู่กลางกระถาง จัดรากให้แผ่กระจาย แต่ต้องระวังอย่าให้รากหัก จากนั้นก็เติมเครื่องปลูกรอบ ๆ โคนต้นให้แน่น อย่าให้เครื่องปลูกกลบยอด เพราะอาจจะทำให้ยอดเน่าได้ ถ้าจะปลูกในแปลงควรทำแปลงปลูกมีขนาดกว้างประมาณ 1.80 เมตร ใช้ระยะปลูก 50x50 เซนติเมตร เว้นทางเดิน 1 เมตร เมื่อปลูกแล้วก็ควรใช้ไม้หลักยึดลำต้นไว้ไม่ให้ล้ม

- โรงเรือน หน้าวัวเป็นพืชที่ไม่ชอบแดดจัดและลมโกรก ดังนั้นการปลูกหน้าวัวในโรงเรือนจึงเป็นสิ่งจำเป็นโดยเฉพาะถ้าปลูกเป็นการค้ามาก ๆ โรงเรือนจะช่วยให้ได้รับแสงสม่ำเสมอทั่วกัน เพราะแสงจะมีผลในเรื่องการเจริญเติบโตของต้น จำนวนดอก ขนาดของดอก และความยาวของก้านดอก ถ้าหน้าวัวได้รับแสงแดดมากเกินไป จะทำให้ใบเหลืองไหม้ ต้นเจริญเติบโตช้า ก้านดอกสั้น แต่ถ้าได้รับแสงน้อยเกินไป จะทำให้ใบเขียวจัด ต้นสูงชลูด ไม่แข็งแรง ล้มง่าย ดอกมีขนาดเล็ก และดอกมีจำนวนน้อย

โดยทั่วไปหน้าวัวต้องการแสงประมาณ 20-30% นั่นคือต้องการร่มประมาณ 70-75% ถ้าต้องการแสงที่เหมาะสมอาจนำไม้ระแนงขนาด 1x1 นิ้ว มาทำหลังคา โดยตีหนึ่งเว้นหนึ่ง ในแนวขวางตะวัน (แนวเหนือใต้) สลับกันไป จะถือว่าแสงผ่านหลังคาลงมาประมาณ 50% ดังนั้นเมื่อต้องการแสง 25% อาจตีไม้ระแนง 1 อัน เว้นครึ่งอันสลับกันไป หรือตีไม้ระแนง 1 อัน เว้น 1 อันสลับกันไปแล้วคลุมด้วยซาแรนข้างบน หรืออาจใช้ซาแรนอย่างเดียวโดยใช้ที่พลางแสงได้ 70% นอกจากนี้อาจใช้ไม้ไผ่รวกผ่าซีกตีแทนไม้ โดยการตีให้หงายขึ้นเพื่อลดการเจาะของมอด หรือนำไปแช่น้ำก่อน 2-3 สัปดาห์

ส่วนภายในโรงเรือนที่ใช้วางกระถางหน้าวัว ควรให้ชื้นอยู่เสมอ โดยขุดดินออกลึกประมาณ 15 เซนติเมตร แล้วใช้ทราย หรือขี้เถ้าแกลบ หรือขี้กบ ปูพื้นบริเวณที่ขุด ทุบให้แน่น แล้วจึงปูด้วยอิฐมอญอีกชั้นหนึ่งทำให้มีการระบายน้ำสะดวก และทำให้โรงเรือนมีความชื้นสูง

- การให้น้ำ หน้าวัวเป็นพืชที่ต้องการความชื้นสูงมาก การให้น้ำหน้าวัวควรให้น้ำสะอาด วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น หรือวันละ 3 ครั้ง ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ปลูกหน้าวัว เช่น โรงเรือน เครื่องปลูก ดินฟ้าอากาศ เช่น ถ้าเครื่องปลูกที่เก็บความชื้นดี โรงเรือนพรางแสงได้มาก หรือเมฆครึ้ม อากาศไม่ร้อนจัด อาจจะรดน้ำหน้าวัววันละครั้งก็พอ ถ้าอากาศร้อนก็ต้องรดน้ำ 2 ครั้ง/วัน ถ้ามีลมแรงมาก ๆ ต้องรดในเวลากลางวันด้วย

วิธีการให้น้ำหน้าวัว ถ้าปลูกเลี้ยงไว้น้อย ๆ อาจใช้บัวรดหรือใช้จานรองใต้กระถางให้ความชื้น หรืออาจใช้สายยางติดหัวฉีดเดินรดน้ำ ถ้าปลูกเลี้ยงจำนวนมาก ๆ ควรติดตั้งหัวฉีดเหนือต้น การรดน้ำแบบนี้สะดวกสำหรับผู้ปลูก ไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานมาก แต่ข้อเสียคือ ลงทุนสูงในระยะแรก และต้องระวังเมื่อใช้ไปนาน ๆ เข้า จะมีตะไคร่จับ ทำให้หัวฉีดตัน หน้าวัวบางแห่งขาดน้ำ จึงต้องหมั่นตรวจตราแก้ไขอยู่เสมอ

- การให้ปุ๋ยแก่ต้นหน้าวัว อาจจะใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวแล้ว ไม่ควรให้ในปริมาณมากเกินไป การให้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับกระดูกป่นในอัตรา 1:2 โรยรอบโคนต้นทุก 6 เดือน ต้นละ 1 ช้อนโต๊ะ และใช้ปุ๋ยทางใบสูตร 17-34-17 หรือสูตร 16-21-27 ทุก 10-14 วัน

- โรคและแมลง
1. โรคใบแห้ง บางครั้งอาการอย่างนี้ก็ไม่ได้เกิดจากเชื้อราเสมอไป เช่น ถ้าได้รับแสงมากเกินไป ขาดความชื้นใบอาจไหม้และแห้งได้ และถ้าใบแห้งเกิดจากใบล่างที่แก่ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องร้ายแรง แต่ถ้าเกิดกับใบที่ยังไม่แก่จัด และไม่ใช่ใบล่าง อาจเกิดจากเชื้อราพวก Phytophthora Collectotrichum หรือ Anthracnose ลักษณะอาการจะแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิดของเชื้อ ควรใช้พันธุ์พืชต้านทานจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด
2. โรครากเน่า เกิดจากเครื่องปลูกที่ไม่เหมาะสม เป็นแหล่งของโรคและเกิดพวกเห็ดรา หรืออาจเป็นเพราะการระบายน้ำไม่ดีพอ
3. โรคยอดเน่า มักพบกับหน้าวัวที่ปลูกในโรงเรือนที่อับ การระบายอากาศไม่ดี และมีเชื้อรา Phytophthora หรือ Bacteria เข้าทำลาย เมื่อเป็นมากเข้าทำให้หน้าวัวตายได้
4. โรคใบด่าง โรคนี้เป็นแล้วทำให้ใบที่เกิดใหม่มีลักษณะหน้าใบด้าน มีขนาดเล็กลง ถ้าต้นไหนเป็นควรกำจัดทิ้งโดยนำไปเผาไฟ
ดังนั้นการปลูกหน้าวัวควรมีโปรแกรมการฉีดยากันรา เดือนละ 1-2 ครั้ง ตอนช่วงฝน อาจฉีดเดือนละ 2 ครั้ง การฉีดยากันรา ไม่ควรใช้อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่ควรหมุนเวียนเปลี่ยนกันไป หรือถ้าทราบสาเหตุของโรคเน่ามาจากเชื้อใดก็สามารถเลือกใช้ยาได้ถูกต้อง เชื้อราพวก Phytophthora ก็ใช้พวกไดโฟลาเทน ถ้าเกิดจาก Collectotrichum ใช้เบนเลท และถ้าเกิดจาก Anthracnose ใช้ยาป้องกันกำจัดราชนิดใดก็ได้ ยกเว้นยาพวกกำมะถัน
5. เพลี้ยอ่อนและเพลี้ยแป้ง จะดูดน้ำเลี้ยงดอก ใบและยอด การป้องกันกำจัดใช้พวกมาลาไธออน
6. ไรแดง พวกนี้จะดูดกินน้ำเลี้ยงตามใบและดอก ทำให้เกิดเป็นจุดด่าง การป้องกันกำจัดใช้เคลเทน
7. ด้วง เป็นแมลงปีกแข็ง ชอบกัดกินใบยอดและจานรองดอก การป้องกันกำจัดใช้อโซดริน
นอกจากนี้ อาการผิดปกติ เช่น จานรองดอกไม่คลี่ เมื่อคลี่แล้วจานรองดอกจะเว้าแหว่งทั้ง 2 ซีก ทำให้ดอกเสียไป ซึ่งเกิดจากแมงมุมชักใย ขณะที่จานรองดอกยังเล็กอยู่ เมื่อจานรองดอกโตขึ้น ส่วนที่ชักใยจะติดกันอยู่ ไม่โตขึ้นเหมือนส่วนอื่น เมื่อจานรองดอกคลี่แล้วทำให้ส่วนที่ติดกันเป็นรอยเว้าแหว่ง ฉะนั้นควรฉีดยาฆ่าแมลงให้ทั่วต้น เพราะถ้าต้นไหนเป็นแล้ว มักจะเป็นอยู่เสมอ
หอยทาก ก็เป็นศัตรูอีกชนิดหนึ่งที่ชอบกินใบต้นหน้าวัว ควรเก็บทิ้งให้หมดอย่าทุบให้แตก เพราะตัวเล็ก ๆ จะเจริญเติบโตต่อไป

การตัดดอก หน้าวัวเป็นไม้ตัดดอกที่มีความทนทานมาก และสามารถตัดดอกในระยะใดก็ได้แล้วแต่ความต้องการของตลาด แต่ถ้าจะเลือกตัดดอกที่มีคุณภาพดีแล้ว ควรตัดเมื่อปลีเปลี่ยนมาเป็นสีขาวประมาณครึ่งหนึ่งของความยาวปลี ตัดระยะนี้จานดอกจะคลี่เต็มที่ สีเป็นมันสดใส การตัดระยะนี้ดอกเก็บได้ทนประมาณ 12 วัน ถ้าตัดในขณะที่เปลี่ยนเป็นสีขาวหมด หรือสีขาว 3/4 ของความยาวปลี จะเก็บได้นานประมาณ 23 วัน แต่จานรองดอกในระยะนี้จะคลายความสดใส ถ้าตัดขณะที่ปลีเปลี่ยนเป็นสีขาวหมดหรือสีขาวนั้นเริ่มจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองมะนาว ซึ่งเป็นระยะที่ดอกบานเต็มที่หรือค่อนข้างแก่ หรือนานเกินไป การตัดระยะนี้ จะทำให้เก็บได้ทนนานถึง 27 วัน แต่จานรองดอกและปลีจะด้าน ขาดความสดใสและเงางาม
การเก็บรักษาดอกหน้าวัวหลังจากตัดดอกจากต้น ควรตัดก้านด้วยมีดเบา ๆ อย่าทำแรง ๆ เพราะจะทำให้จานรองดอกช้ำง่าย เมื่อช้ำแล้ว จะทำให้คุณภาพดอกเสียไป ถ้าไม่ใช้การจุ่มดอกให้เปียก ก็ควรพ่นน้ำเป็นละอองฝอยไปที่ดอกและจานรองดอก จะทำให้เก็บรักษาความชื้น และดอกสดใสสวยงาม

การตลาด ปริมาณการผลิตและการจำหน่ายดอกหน้าวัวในท้องตลาด ในปัจจุบันนี้มีน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับไม้ตัดดอกบางชนิด เช่น กุหลาบ เยอร์บีร่า กล้วยไม้ ทั้งที่หน้าวัวเป็นไม้ตัดดอกที่มีความทนทานอายุการใช้งานนาน มีสีสันที่สดใส แต่เนื่องจากการใช้หน้าวัวในอดีตส่วนใหญ่นิยมเพื่อใช้ประดับตกแต่งในงานศพ จึงไม่นิยมมาใช้ประดับในงานมงคลอื่น ๆ ประกอบกับพันธุ์ที่ใช้จำหน่ายมีอยู่น้อยชนิด และในการขนส่งไปจำหน่ายไกล ๆ การบรรจุหีบห่อทำได้ยาก จึงทำให้ปริมาณการใช้ไม่มากเท่าที่ควร ในด้านการผลิตหน้าวัวเป็นไม้ตัดดอกที่มีต้นทุนการผลิตสูงมาก และให้ผลตอบแทนช้ากว่าไม้ดอกชนิดอื่น ๆ ดังนั้นจึงทำให้ปริมาณการผลิตมีไม่มากนัก ราคาค่อนข้างดี โดยมีราคาเฉลี่ยอยู่ประมาณ 1-5 บาท/ดอก พันธุ์ที่นิยมที่สุดได้แก่พันธุ์ดวงสมรมีสีแดง
จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 14 ตุลาคม 2547