การครองเรือนหรือชีวิตสมรส คือการที่ชายและหญิงมีความพอใจในรสสัมผัสซึ่งกันและกัน ตกลงใจที่จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน จะเผชิญกับปัญหาร่วมกัน และมีความพยายามที่จะดำเนินชีวิตร่วมกันเพื่อความสุขในการครองเรือน การที่บุคคล 2 คน ซึ่งต่างก็มีพื้นฐานจากครอบครัวเดิมต่างกัน มีความคิด ค่านิยม รสนิยมต่างกัน มาอยู่ร่วมกัน ย่อมก่อให้เกิดปัญหาครอบครัวจะมีสุขได้ เพราะด้วยเหตุจากการประพฤติตนของสามีและภรรยา บุคคลทั้งสองนี้เป็นผู้ที่มีความสามารถดลบันดาลให้ครอบครัวนั้น ๆ เป็นสวรรค์ที่น่าอยู่หรือเป็นนรกก็ได้ ดังนั้นการเลือกใครมาเป็นคู่ครองของตนนั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงสมชีวิกถา 4 ข้อ คือเหตุที่ทำให้คู่สมรสครองเรือนได้ยืดยาว

1. สมศรัทธา ให้เลือกบุคคลที่มีความเชื่อเลื่อมใสในศาสนาหรือสิ่งเคารพบูชาต่าง ๆ เหมือนกัน มีความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเหมือนกัน มีจุดมุ่งหมายในชีวิตเหมือนกัน ตลอดจนมีรสนิยมตรงกัน
2. สมศีลา ให้เลือกบุคคลที่มีความประพฤติ ศีลธรรม จรรยามารยาท มีพื้นฐานการอบรมพอเหมาะสอดคล้องกัน ไปกันได้ หรืออยู่ในระดับเดียวกัน จะได้ไม่เป็นเหตุให้เกิดความรังเกียจิซึ่งกันและกัน
3. สมจาคา ให้เลือกบุคคลที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โอบอ้อมอารี มีใจกว้าง มีความเสียสละ มีความพร้อมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น บุคคลที่เสมอกันด้วยจาคะนี้จะทำให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข เพราะเมื่อคนเราอยู่ด้วยกันก็ต้องเสียสละทั้งทรัพย์สินเสียสละความสุขของตน เพื่อเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
4. สมปัญญา ให้เลือกบุคคลที่มีปัญญาเสมอกัน คือ รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักดี รู้จักชั่ว รู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่ไม่ใช่ประโยชน์ มีการใช้ความคิดเพื่อแก้ปัญหา
นอกเหนือจากการเลือกคู่โดยใช้หลักสมชีวิกถา 4 แล้ว พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เลือกคนที่มีลักษณะ 4 อย่างดังต่อไปนี้มาเป็นคู่ครอง เพื่อประโยชน์สุขในปัจจุบันชาติ (ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์)
1. เลือกบุคคลที่มีความขยันในการประกอบอาชีพ
2. เลือกบุคคลที่เป็นคนประหยัด รู้จักออมทรัพย์
3. เลือกบุคคลที่รู้จักคบคนดีเป็นเพื่อน
4. เลือกบุคคลที่มีการเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หามาได้ ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ไม่ให้ฟุ้งเฟ้อนัก
เมื่อผ่านขั้นตอนการเลือกคู่แล้ว การอยู่ร่วมกันเป็นสามีภรรยา ทั้งคู่จะต้องมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อกัน ดังนี้

สามีมีหน้าที่ 5 ประการ ภรรยามีหน้าที่ 5 ประการ
1. ให้ความนับถือ ยอมรับฐานะแห่งภรรยา 1. จัดดูแลงานบ้านให้เรียบร้อย
2. ยกย่องให้เกียรติ ไม่ดูหมิ่นเหยียดหยาม 2. ใส่ใจสงเคราะห์คนข้างเคียงของสามี
3. มีความซื่อสัตย์ ไม่นอกใจ 3. ซื่อสัตย์ ไม่ประพฤติผิดนอกใจ
4. มอบความเป็นใหญ่ 4. ช่วยประหยัดดูแลรักษาทรัพย์ที่หามาได้
5. หาเครื่องประดับ เครื่องแต่งกายมามอบให้ 5. ขยัน ไม่เกียจคร้านในงานทั้งปวง

สามีภรรยาเป็นบุคคลที่พึ่งเป็นพึ่งตายซึ่งกันและกัน ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงสั่งสอนให้มีความซื่อสัตย์ต่อกัน ไม่ประพฤตินอกใจกันและกัน เพราะการทำเช่นนั้นเป็นการทำร้ายจิตใจของกันและกัน ท่านทรงสอนให้คู่สมรสมีสัจจะคือจริงใจ หรือซื่อสัตย์ต่อกัน สอนให้มีจาคะ เสียสละให้ปันกัน ได้ทรัพย์มาก็จัดสรรทรัพย์ที่หาได้ร่วมกัน ใช้ร่วมกัน ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ท่านทรงสอนให้มีทมะ คือรู้จักข่มใจ รู้จักควบคุมอารมณ์ ระงับอารมณ์ หรือความรู้สึกต่อเหตุบกพร่องของกันและกัน และเมื่ออยู่ร่วมกันบางช่วงของชีวิตคู่ คนใดคนหนึ่งอาจจะเจ็บป่วยประสบเคราะห์กรรมต่าง ๆ คู่สมรสก็ต้องมีความอดทน (ขันติ) ต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ อดทนต่อกัน คุณธรรมทั้ง 5 นี่คือ ฆราวาสธรรม ซึ่งถ้าสามีภรรยาปฏิบัติตามแล้ว ครอบครัวก็จะมีความสุข และความสุขของคู่ครองไม่มีอะไรมากไปกว่า
1. สุขที่เกิดจากการมีทรัพย์
2. สุขที่เกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์
3. สุขที่เกิดจากความไม่เป็นหนี้
4. สุขที่เกิดจากการทำงานไม่เป็นโทษ
เมื่อปรารถนาที่จะครองชีวิตคู่ให้มีความสุขแล้ว ทั้งสามีและภรรยาคงต้องหมั่นหาทรัพย์โดยทางสุจริต เพราะการทำงานสุจริต และการมีทรัพย์เป็นความสุข จากนั้นคงต้องอดทนต่อกิเลส ความอยากได้วัตถุสิ่งของต่าง ๆ ที่เกินความจำเป็น ความอยากได้นี้ผ่านมาทางการโฆษณาทางทีวี จากเพื่อนฝูง และระบบการขายของเงินผ่อน มิฉะนั้นจะทำให้มีการจ่ายทรัพย์ที่เกินต่อฐานะของครับครัว ก่อความเป็นหนี้ ทำให้ไม่มีความสุข คอยแต่จะคิดหมุนเงิน จัดสรรเงิน ผ่อนนั่น ผ่อนนี่ จนเงินเดือนไม่พอใช้ ก่อให้เกิดทุกข์
เมื่อมนุษย์ยังมีกิเลสตัณหาอยู่ ความสุขจากการครองเรือนเป็นความสุขที่มนุษย์แสวงหา และแทบจะกล่าวได้ว่าเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิตทุกชีวิต ที่ปรารถนาจะได้คู่ครองที่ดีมีความสุขจากการครองเรือน เมื่อมีความปรารถนาเช่นนี้อยู่ก็ต้องสร้างเหตุปัจจัย เพราะความสุขของครอบครัวอยู่ที่การกระทำ หรือความประพฤติของสามีและภรรยาเป็นหลัก บุคคลทั้งสองต้องมีคุณธรรมดังกล่าวแล้วข้างต้น จึงจะเป็นเหตุซึ่งนำผลมาให้คือความสุขในการครองเรือน
นอกเหนือจากการที่สามีภรรยา จะมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อกันและกันแล้ว บุคคลทั้งสองยังเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น ๆ จึงต้องมีหน้าที่ปฏิบัติต่อบุคคลอื่น ๆ ในฐานะที่ต่างกัน ดังที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน

บิดามารดามีหน้าที่ 5 ประการ บุตรมีหน้าที่ 5 ประการ
1. ห้ามไม่ให้บุตรทำความชั่ว 1. ท่านได้เลี้ยงมาแล้ว เลี้ยงท่านตอบ
2. สอนให้ตั้งอยู่ในความดี 2. ช่วยทำกิจการหรือธุระของท่าน
3. ให้การศึกษาศิลปวิทยา 3. ดำรงวงศ์สกุล
4. หาคู่ครองให้บุตรเมื่อถึงกาลอันควร 4. ประพฤติตนให้เป็นคนควรรับมรดก
5. มอบทรัพย์มรดกให้เมื่อถึงกาลอันควร 5. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้วทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้

คนเป็นนายมีหน้าที่ 5 ประการ คนใช้มีหน้าที่ 5 ประการ
1. มอบหมายงานสมควรแก่กำลัง 1. ลุกขึ้นทำงานก่อนนาย
2. ให้อาหารและรางวัล 2. เลิกทำงานทีหลังนาย
3. ให้การรักษาพยาบาลในยามเจ็บป่วย 3. ถือเอาแต่ของที่นายให้
4. มีอะไรพิเศษมาแบ่งปันให้ 4. ทำการงานให้ดีขึ้น
5. ให้มีเวลาพักผ่อนตามกาลอันควร 5. นำคุณของนายไปสรรเสริญในที่นั้น ๆ

มิตรมีหน้าที่ต่อมิตร 5 ประการ มิตรถึงอนุเคราะห์ตอบมิตร 5 ประการ
1. เผื่อแผ่แบ่งปัน 1. ช่วยรักษามิตรผู้ประมาทแล้ว
2. พูดจามีน้ำใจ 2. รักษาทรัพย์ของมิตรผู้ประมาทแล้ว
3. ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน 3. เมื่อคราวมีภัยเป็นที่พึ่งได้
4. มีตนเสมอร่วมสุขร่วมทุกข์ด้วย 4. ไม่ทะลิ้งในยามทุกข์ยาก
5. มีความซื่อสัตย์จริงใจ 5. นับถือตลอดถึงวงศ์ญาติของมิตร

หน้าที่สำคัญของสามีภรรยาในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชนพึงมีหน้าที่ปฏิบัติต่อสงฆ์ ดังนี้
1. จะกระทำสิ่งใดต่อพระสงฆ์ ก็ทำด้วยเมตตา
2. จะพูดสิ่งใดต่อพระสงฆ์ ก็พูดด้วยความเมตตา
3. จะคิดสิ่งใดต่อพระสงฆ์ ก็คิดด้วยความเมตตา
4. ต้อนรับพระสงฆ์ด้วยความเต็มใจ
5. อุปถัมภ์พระสงฆ์ด้วยปัจจัย 4
ถ้าสามี ภรรยาคู่ใด ได้ปฏิบัติตนตามหน้าที่ในฐานะต่าง ๆ ดังที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้แล้ว สามีภรรยาคู่นั้นจะประสบความสุขในการครองเรือน



จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 6 ตุลาคม 2546