เยาวดี คุปตะพันธ์
สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มก.

จระเข้มิใช่สัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ มิใช่มีแต่หนังที่ทำกระเป๋าและเข็มขัดเท่านั้น แต่เนื้อของจระเข้มีคุณค่าทางโภชนาการ และมีคุณค่าทางเภสัชวิทยาด้วย ถ้าผู้บริโภคเห็นคุณค่าของจระเข้ จระเข้จะมีสิทธิเป็นสัตว์เศรษฐกิจได้ในอนาคตอันใกล้นี้
ย้อนหลังไปประมาณ 60 ปี ใครเลยจะคาดคิดว่าธุรกิจการเลี้ยงจระเข้จะทำรายได้ให้กับผู้เลี้ยงอย่างมากมายมหาศาลดังเช่นปัจจุบัน ก่อนอื่นมาลองทำความรู้จักกับจระเข้โดยสังเขป
แต่เดิมจระเข้เป็นสัตว์ศาสตร์ที่ยังอยู่ในขอบเขตจำกัดไม่แพร่หลายนัก บรรดานักวิทยาศาสตร์ นักเคมี นักชีววิทยา นักอนุรักษ์ป่าและธรรมชาติ อีกทั้งผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย ยังคงต้องการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับจระเข้อยู่เป็นอย่างมาก ทั้งนี้เนื่องจากเชื่อว่า จระเข้เป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ร่วมสมัยกับไดโนเสาร์ที่มีขนาดโตไล่เลี่ยกัน

โดยหลักวิชาการได้แบ่งสัตว์เลื้อยคลาน (Reptiles) ออกเป็น 4 อันดับ (ORDER) ด้วยกัน
1. คีโลเนีย (Chelonia) ได้แก่ เต่า ตะพาบน้ำ ฯลฯ สัตว์ในอันดับนี้มีอยู่ประมาณ 210 ชนิด
2. รินโคซิฟาเลีย (Rhychocephalia) สัตว์ในอันดับนี้ได้สูญพันธุ์จากโลกไปเกือบหมด เมื่อประมาณ 160 กว่าปีมาแล้ว คงมีเหลืออยู่เพียงชนิดเดียวเท่านั้นคือ กิ้งก่าตัวตารา (Turtara หรือ Sphenedon punetatus) อาศัยอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์
3. สคิวมาตา (Squamata) ได้แก่ จิ้งเหลน เหี้ย ตะกวด กิ้งก่า ฯลฯ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 2,800 ชนิด และงูอีกประมาณ 1,700 ชนิด
4. โครโคดีเลีย (Crocodylia) ได้แก่ สัตว์เลื้อยคลานจำพวกจระเข้ชนิดต่าง ๆ
จระเข้ดำรงชีวิตอยู่ทั้งในน้ำและบนบก โดยอาศัยอยู่ในน้ำในเวลากลางคืนเป็นส่วนใหญ่ สำหรับเวลากลางวันจะนอนอ้าปากผึ่งแดดบนบก อาจมีบ้างในบางตัวที่หลบเข้าอยู่ในร่มไม้หรือลงไปแช่น้ำ แต่ก็เป็นเพียงชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น
ประเทศไทยเริ่มมีการค้าขายกับประเทศต่าง ๆ ราวปลายศตวรรษที่ 20 ทำให้สินค้าพื้นเมืองต่าง ๆ เริ่มเป็นที่น่าสนใจ และหนังจระเข้ก็เป็นอีกชนิดหนึ่งที่ได้กลายเป็นสินค้าที่มีค่า ทั้งความนิยมและความต้องการเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จระเข้ในธรรมชาติจึงถูกล่าจับด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อเอาหนังจระเข้มาขายโดยไม่เลือกประเภทและขนาด นานวันเข้าจึงทำให้ปริมาณจระเข้ตามธรรมชาติลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วจนเกือบสูญพันธุ์ไป
ปี พ.ศ. 2489 นายอุทัย ยังประภากร ได้เล็งเห็นปัญหานี้ เป็นคนแรกที่เริ่มเพาะจระเข้ ถึงแม้จะเกิดวิกฤติการณ์เกี่ยวกับการเลี้ยงมากมายก็ตาม แต่ปัจจุบันก็ได้ประสบผลสำเร็จ จนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกในชื่อฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์ที่สมุทรปราการ ในฐานะเป็นผู้ศึกษาค้นคว้า เชี่ยวชาญ ทั้งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเพาะ และขยายพันธุ์สัตว์ป่าในเชิงพาณิชย์
รัฐบาลได้มีพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2535 โดยกำหนดให้จระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทย จระเข้น้ำเค็ม และตะโขง ทั้ง 3 ชนิด เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมาย
แต่อย่างไรก็ตามกฎหมายอนุญาตให้ทำการเพาะเลี้ยงและค้าขายสัตว์ป่าคุ้มครองได้ หากสัตว์ป่าชนิดนั้นสามารถทำการเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ โดยได้ออกประกาศกฎหมายกระทรวงตามมาตรา 17 และมาตรา 18 ของพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 กำหนดให้จระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทย และจระเข้น้ำเค็ม เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดเพาะพันธุ์ได้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีองค์กรสหประชาชาติเข้ามาร่วมดูแล และมีหน่วยงานบริหารภายในร่วมกันรับผิดชอบ ได้แก่ คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Species Survival Commission หรือ SSC) และคณะกรรมการทำงานด้านอนุรักษ์สัตว์ป่าว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศพันธุ์พืชและสัตว์ป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ หรือเรียกกันว่า ไซเตส (CITES : Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) ซึ่งเป็นองค์กรนานาชาติที่คุ้มครองพันธุ์พืชและสัตว์ป่าโดยกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นตัวแทนของประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก และไซเตสยังเป็นผู้ออกใบรับรองในการจำหน่ายเนื้อจระเข้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายสากลด้วย
ประเทศไทยมีสถานเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์จระเข้ เพื่อนำจระเข้มาฆ่าชำแหละใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ทดแทนจระเข้ตามธรรมชาติที่มีจำนวนลดน้อยลง ดังนี้
1. บริษัทฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นฟาร์มจระเข้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
2. ฟาร์มจระเข้สวนสามพราน จังหวัดนครปฐม
3. ฟาร์มงูบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
4. ฟาร์มแสงอาทิตย์ จังหวัดอุทัยธานี
5. ฟาร์มจระเข้นครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์
6. พิมพ์ใจเบิร์ด กรุงเทพมหานคร
7. ศรีราชา ไทยเกอร์ซู (สวนเสือศรีราชา) จังหวัดชลบุรี

คุณประโยชน์ของจระเข้

จระเข้ถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจมากกว่า 60 ปีแล้ว โดยที่จระเข้จะถูกนำมาแปรรูป หนังจระเข้ได้กลายเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียง รวมทั้งเนื้อจระเข้ที่นำมาบริโภคจนเป็นที่นิยมของชาวเอเชีย โดยเฉพาะชาวจีน ตามประวัติศาสตร์จีนกว่า 2,000 ปีมาแล้ว ที่ชาวจีนบริโภคเนื้อจระเข้ ปัจจุบันได้มีการวิเคราะห์เนื้อจระเข้ พบว่ามีคุณค่าทางโภชนาการดังตารางที่ 1

ตารางที่ 1 เปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการของเนื้อจระเข้กับเนื้อสัตว์ชนิดต่าง ๆ

 โปรตีน (%)ไขมัน (%)พลังงาน (แคลอรี)
เนื้อจระเข้
21.1
1.9
102
เนื้อวัว
19.3
16.0
221
เนื้อหมู
20.8
18.5
250
เนื้อไก่
20.2
10.2
173

จากตารางที่ 1 พบว่า เนื้อจระเข้มีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ ผู้ที่เคยบริโภคเนื้อจระเข้กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า รสชาติดี โดยเฉพาะเนื้อบริเวณโคนหางชื่อเรียกว่า "บ้องตัน" เป็นเนื้อส่วนที่อร่อยมากที่สุด และราคาแพงที่สุดด้วย (แพงกว่าเนื้อบริเวณอื่น ๆ) โดยมีความเชื่อว่า การบริโภคเนื้อจระเข้จะทำให้กลไกการทำงานของร่างกายดีขึ้น และสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคภัยไข้เจ็บ เนื่องจากเนื้อจระเข้มีคุณสมบัติในการเป็นยารักษาโรค โดยใช้เป็นส่วนประกอบผสมกับตัวยาสมุนไพรเพื่อใช้รักษาโรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ และโรคเบาหวาน ตลอดจนช่วยบำรุงเลือดลม ทำให้กระดูกและเอ็นแข็งแรง ช่วยปรับสภาพความสมดุลของร่างกาย และยังช่วยให้อายุยืนด้วย
สำหรับคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า จระเข้จะมีประโยชน์เฉพาะส่วนหนังเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วทุกส่วนของจระเข้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น
กระดูกและฟัน ใช้เป็นส่วนผสมของยากวาดคอเด็ก
ไขมัน นำไปใช้เป็นน้ำมันทาถูนวด สำหรับแก้รอยฟกช้ำ น้ำร้อนลวกไฟลวก ตลอดจนใช้ทำยารักษาโรคผิวหนังและแผลสด
อุ้งมือและอุ้งเท้า นำมาตุ๋นทำเป็นอาหารบำรุงสุขภาพ ช่วยป้องกันโรคตับแข็ง และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของไต
มังกรตุ๋นโสม (อวัยวะเพศจระเข้เพศผู้) สรรพคุณช่วยบำรุงไต และเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศคงความเป็นหนุ่มสาวอยู่เสมอ
ไข่จระเข้ มีคุณสมบัติช่วยป้องกันความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคตับ โรคความจำเสื่อม และช่วยชะลอความแก่
เลือดจระเข้ นำมาตากแห้ง ทำเป็นผงรักษาโรคมะเร็งได้
การนำเนื้อจระเข้มารับประทาน จะช่วยป้องกันโรคที่อาจจะเกิดขึ้นดังกล่าว และทำให้ร่างกายได้รับคุณค่าทางอาหารสูงสุด
สำหรับกระแสการรับประทานเนื้อจระเข้ในประเทศไทยเกิดขึ้นสองครั้งด้วยกันคือ ในช่วงปี พ.ศ. 2533 ซึ่งเป็นยุคเศรษฐกิจกำลังเฟื่องฟูมาก คนมีฐานะดีจะสรรหาอะไรแปลก ๆ มารับประทานกัน ส่วนครั้งที่สองคือ ในช่วงปี พ.ศ. 2539-2540 เกิดมีปัญหาเรื่องโรควัวบ้า กับโรคไข้หวัดไก่ คนเลยเริ่มมอง ๆ กันว่า ถ้าไม่รับประทานเนื้อสัตว์สองชนิดนี้แล้ว จะรับประทานเนื้ออะไรทดแทน ทำให้เนื้อจระเข้เข้ามามีบทบาทในการบริโภคเช่นกัน
ในปัจจุบันได้มีบริษัทแห่งหนึ่งผลิตเนื้อจระเข้เพื่อจำหน่าย โดยใช้จระเข้อายุ 3-4 ปี ซึ่งยังไม่มีฮอร์โมนเพศ นำเนื้อจระเข้สดแช่แข็งจำหน่าย ซึ่งเป็นเนื้อจระเข้น้ำจืดจากฟาร์มเพาะเลี้ยงที่ได้รับการรับรองจากกรมประมง และจดทะเบียนกับ CITES โดยเนื้อจระเข้นี้ จะถูกนำมาแช่แข็งในอุณหภูมิ -18oซ. และบรรจุด้วยระบบสุญญากาศ จึงสะอาดปลอดภัยสามารถนำไปประกอบอาหารได้โดยไม่เสียคุณค่าทางโภชนาการ วางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าบางแห่งในกรุงเทพมหานคร โดยบรรจุแพ็คละ 250 กรัม และ 500 กรัม
อย่างไรก็ตาม เนื้อจระเข้ถือเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้งด้านคุณค่าทางโภชนาการและทางการแพทย์ที่หลายคนอาจมองข้าม ซึ่งบางครั้งอาจเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับคนไทยในการบริโภคเนื้อจระเข้ แต่เมื่อได้ศึกษาลงไปจะเห็นว่า เนื้อจระเข้มีคุณประโยชน์นานัปการที่เป็นเหตุผลที่ทำให้ชาวไทยอาจจะหันมารับประทานเนื้อจระเข้กันมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 2 ตุลาคม 2545