การทำเว็บไซท์ให้น่าสนใจ

พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า

จากคำถามที่ว่า "เราจะนำมัลติมีเดียมาช่วยพัฒนาเว็บไซท์ได้อย่างไร" เว็บไซท์เป็นส่วนหนึ่งของมัลติมีเดียอยู่แล้ว มัลติมีเดียไม่ได้มีความหมายมากกว่าแค่ตัว "มีเดีย" หรือรูป เสียง ภาพเคลื่อนไหว เท่านั้น อย่างที่เรา ๆ ท่าน ๆ เข้าใจกัน แต่ยังรวมถึงวิธีการเก็บรักษา การเรียกค้นและการนำเสนอด้วย ดังนั้นเว็บไซท์ซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการนำเสนอชนิดหนึ่ง เว็บไซท์จึงรวมเป็นส่วนประกอบของมัลติมีเดียด้วย แล้วทำอย่างไรเว็บไซท์ที่มีข้อความเป็นส่วนใหญ่ จะมีความน่าสนใจ เพิ่มขึ้นด้วยเทคโนโลยีของมัลติมีเดียในปัจจุบัน"

องค์ประกอบของเว็บไซท์ที่น่าสนใจ

พวกเราลองเข้าไปดูเว็บไซท์ประเภท "ชื่อดัง" "ยักษ์ใหญ่" หรือ "ทุนหนา" แล้ว เราจะพบว่า องค์ประกอบสู่ความสำเร็จ ขั้นพื้นฐานซึ่งจำเป็นต้องมีจะเหมือนกัน ซึ่งสามารถแยกออกเป็น 2 หัวข้อย่อยคือ
1. ความสมบูรณ์ของเว็บไซท์
2. วิธีการนำเสนอข้อมูล

1. ความสมบูรณ์ของเว็บไซท์
ก่อนอื่น ปัญหาที่หนึ่งสำหรับเว็บมาสเตอร์คือ "ผู้ใช้จะได้ประโยชน์อันใดในการเข้ามาเยี่ยมเว็บของเรา" จึงจะนำมาสู่ปัญหา ที่สองคือ "เรามีสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการอยู่หรือเปล่า" สองคำถามนี้เป็นสองคำถามหลัก ก่อนที่เราจะต้องไปนึกถึงว่าจะใช้ระบบ ปฏิบัติการเป็น Linux หรือ Windows 2000 หรือจะใช้อะไรดีระหว่าง Dreamweaver หรือ FrontPage ซึ่งน่าจะเป็นประเด็น เกือบจะท้าย ๆ แล้วสำหรับการสร้างเว็บไซท์ แต่ผู้เริ่มต้นส่วนใหญ่มักพิจารณาส่วนนี้เป็นประเด็นแรก

เว็บไซท์ที่สมบูรณ์ประกอบด้วยสองส่วนหลักคือ ข้อมูล และเครื่องมือ โดยทั่วไปการอ่านข้อมูลของผู้ใช้มีสองลักษณะ คือผู้ใช้อ่านข้อมูลที่เขาต้องการอ่าน กับผู้ใช้อ่านข้อมูลที่เราต้องการให้อ่าน การอ่านของผู้ใช้แบบแรกเป็นการที่ผู้ใช้เป็น ผู้สืบค้นข้อมูลเอง เพื่อจะได้ข้อมูลที่ต้องการนั้นไปประกอบการงานอื่น ๆ เช่น การสืบค้นข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัด ต่าง ๆ ส่วนแบบที่สองเป็นการเสนอเชิงประชาสัมพันธ์หรือข่าว เช่น การประกาศ การวางตลาดของสินค้าใหม่ ทั้งสองแบบ ของการอ่านมีลักษณะสุดท้ายเหมือนกันคือผู้ใช้ได้อ่าน

ขอยกตัวอย่างชนิดของข้อมูลทั้งสองอย่างข้างต้นด้วยเว็บไซท์ของบริษัทนำเที่ยว ข้อมูลที่ผู้ใช้อ่านอาจเป็นรายละเอียด การท่องเที่ยวพอสังเขป ส่วนข้อมูลที่เขาอยากให้ผู้ใช้อ่านคือโปรแกรมการท่องเที่ยวและรายละเอียดอื่น ๆ ของบริษัท ถามว่าถ้ามองในกรณีนี้ความพร้อมของข้อมูลควรเป็นอย่างไรถึงจะเรียกว่าพร้อม ในกรณีนี้เราคงไม่จำเป็นที่จะต้องใส่ รายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยวมากนัก เพียงแนะนำสถานที่ต่าง ๆ พอสังเขปก็พอ การใส่ข้อมูลโดยละเอียดอาจนำไปสู่ "ความไม่อยากรู้ไม่อยากเห็น" ในสถานที่ท้องเที่ยวที่เรานำเสนอ และอาจพาลไม่อยากเที่ยว แต่เราควรเสนอความพร้อม ในการบริการของบริษัทของเราว่าเป็นบริษัทที่มั่นคง ดำเนินธุรกิจมาเป็นเวลานานมีบริการต่าง ๆ ครบวงจร มีโปรแกรม ในการท่องเที่ยวให้เลือกมากมาย เพราะผู้ใช้บริการทัวร์คงไม่มีรายใดที่ต้องการให้บริษัททัวร์เอาไปปล่อยเกาะ

สิ่งที่ต้องการกล่าวถึงในที่นี้ก็คือข้อมูลที่พร้อมจะต้องเป็นข้อมูลที่นำเสนอความพร้อมของ "สินค้า" และ "บริการ" ของ บริษัท ไม่ว่าจะทำกิจการใด ๆ ความพร้อมของข้อมูลจึงไม่จำเป็นที่จะต้องเสนอข้อมูลที่ครบถ้วนบริสุทธิ์บริบูรณ์ แต่เป็น ข้อมูลที่พร้อมแสดงศักยภาพของสินค้าของบริษัทเรามากกว่า

ทีนี้ผู้อ่านคงนึกถึงเว็บไซท์ไม่มีผลิตภัณฑ์เป็นของตัวเองจะทำอย่างไรคำตอบก็คือ ไม่มีเว็บไซท์ใดที่ไม่มีผลิตภัณฑ์เป็น ของตนเอง แม้กระทั่งเว็บไซท์บุคคล ผลิตภัณฑ์ในที่นี้รวมเรื่องของบริการเข้าไปด้วย เว็บไซท์อย่าง Yahoo ซึ่งไม่มีสินค้า ยี่ห้อ Yahoo มาวางตลาด แต่เขาขายบริการในการทำ Catalog เพื่อให้บริษัทอื่น ๆ มาลงโฆษณา เว็บไซท์ข้อมูล ส่วนตัวของคุณ สินค้าก็คือตัวคุณเองนั่นแหละ (ถ้าไม่ใช้ โฆษณาทำไม)

จากสองประโยคคำถามข้างต้นที่เราใช้ในการตั้งสมมติฐานที่ว่า "ผู้ใช้จะได้ประโยชน์อะไร" เราคงต้องการมาที่ข้อสรุป นิดนึงโดยการเปลี่ยนประโยคคำถามข้างต้นเสียใหม่เป็น "ผู้ใช้ได้ประโยชน์อะไรจากเว็บไซท์ของเรา" จากนั้นคิดต่อไป เรื่อย ๆ เราก็จะได้ข้อสรุปที่เราต้องการก็คือข้อมูลจะพร้อมต้องมีอะไรบ้างนั่นเอง ปรัชญาการคิดแบบนี้จะนำเราไปสู่ การมีข้อมูลที่พร้อมต่อการนำเสนอของเว็บไซท์ของเรา อย่างไรก็ตาม การใคร่ครวญคิดไม่ใช่เรื่องง่าย และใช้เวลา ขอแนะนำให้ไปดูเว็บไซท์ที่ทำธุรกิจแบบเดียวกันกับของเราแล้วนำมาพินิจพิเคราะห์ดูว่า ข้อมูลที่เรามีเหมาะสมหรือไม่ เมื่อดูจากหลาย ๆ ที่ก็นำมาประมวลดูว่าเว็บของเรามีหรือไม่มีอะไร และอะไรบ้างที่ควรจะเพิ่มเติม สุดท้ายเว็บไซท์ ของคุณก็จะเป็นเว็บที่น่าอ่าน และก็จะได้ไม่ต้องติดป้าย "Under Construction" อันน่าเบื่อไว้ด้วย

ส่วนที่สองของความพร้อมของเว็บไซท์คือ "เครื่องมือ" ที่มีให้ หลังจากที่เรามีข้อมูลแล้ว เราก็เหมือนมีหนังสือที่ไม่มี เลขหน้า ไม่มีสารบัญ ทำให้ยากต่อการเข้าถึงข้อมูล สิ่งที่ควรมีอย่างยิ่งในเว็บไซท์ก็คือ การนำไปสู่ข้อมูลอันประกอบ ด้วยสารบัญซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของเมนูหรือแคตาล็อก หรือแบบอื่น ๆ ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลผ่านหัวข้อหลัก ไปยังหัวข้อย่อย ๆ หรือตัวสืบค้น (Search Engine) สำหรับสืบค้นข้อมูลตามคำเรียกค้นของผู้ใช้ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับเว็บไซท์ที่มีข้อมูลขนาดใหญ่มาก ทั้งสองตัวนี้จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเว็บไซท์

นอกจากนี้เครื่องมือตัวอื่น ๆ ที่มีความสำคัญรอง ๆ ลงไปหรืออาจจำเป็นสำหรับบางเว็บไซท์ที่เราควรพิจารณาได้แก่ กระดานข่าว (Web board) กระดานข่าวนี้มีทั้งประโยชน์และปัญหา ประโยชน์คือเป็นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นสำหรับ สมาชิกขององค์กรนั้น ๆ ปัญหาคือข้อมูลบนเว็บบอร์ดมีความเชื่อถือได้น้อย เนื่องจากยากที่จะระบุได้ว่าใครเป็นผู้ใช้ ข้อความบนกระดาน ขอเสนอว่าควรมี 2 กระดาน โดยกระดานหนึ่งเป็นกระดานอิสระ อีกกระดานเป็นกระดานที่มีการกรอง ข้อความ (กรองนะ ไม่ใช่เซ็นเซอร์) อย่างที่สองที่ควรพิจารณาคือ Web Mail คือเว็บแบบเดียวกับ Hotmail แต่ทำ เฉพาะองค์กรของเราเท่านั้น ข้อดีคือเราสามารถควบคุมความปลอดภัยในการเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานให้ดี ขึ้น (จะกล่าวถึงเมื่อมีโอกาส ) อย่างที่สามคือการรับสมัคร mailing list เพื่อรับสมัครสมาชิกเพื่อแจ้งข่าวสารความ เคลื่อนไหวเฉพาะเรื่อง อย่างสุดท้ายคือ Download เนื่องจากผู้ใช้ชอบโหลดโปรแกรมฟรีหรือโปรแกรมที่จำเป็น ของหน่วยงานไปใช้ ก็น่าจะมีบางอย่างที่เราให้ผู้ใช้ของเรารู้สึกว่าเว็บของเราเป็นมิตรที่ดี มีของฟรีได้ใช้ สังเกตดูซิ เว็บไซท์ไหน ๆ ก็มีให้โหลดทั้งนั้น

สรุปกว้าง ๆ ก็คือ เมื่อจะต้องสร้างเวํบ ต้องถามและตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า ได้ประโยชน์อันใดแก่องค์กรของเรา จากนั้น ก็หาข้อมูลและเครื่องมือที่เหมาะสมมาทำให้เว็บไซท์ของเราสมบูรณ์

2. วิธีการนำเสนอข้อมูล
การนำเสนอข้อมูลบนเว็บนี้ที่จริงเป็นเรื่องต่อเนื่องมาจากข้อแรกที่จะหาข้อมูลที่เหมาะสมมาใส่ไว้บนเว็บ อย่างแรกที่สุด คือสิ่งที่เว็บในเมืองไทยนำไปใช้น้อยไปหน่อย นั่นคือ Hypertext คือจริง ๆ การใช้เว็บนี้ก็เป็น Hypertext อยู่แล้ว แต่ เราใช้น้อยเกินไป ขอยกตัวอย่างเกี่ยวกับข่าวกีฬา สมมติว่าเป็นเรื่องผลการแข่งขันฟุตบอลระหว่างแมนยูกับลิเวอร์พูล ในเนื้อข่าวก็คงมีการเอ่ยชื่อถึง เดวิด เบ็คแฮม ไมเคิล โอเว่น ทีมแมนยู และทีมลิเวอร์พูล ในเนื้อความของข่าว ผู้อ่าน ทั่วไปคงรู้ประวัติของนักเตะชื่อดังทั้งสองเป็นอย่างดี แต่ถ้าในเนื้อข่าวมี Link จากชื่อของนักเตะไปยังโฮมเพจเพิ่มขึ้น หรือถ้าเป็นกีฬาบาสเกตบอล ขอให้ลองเปิดเว็บไซท์ของ NBA (www.nba.com) ซึ่งเป็นเว็บที่จัดได้ว่าเป็นเว็บที่สมบูรณ์ และทันการณ์ในการนำเสนอข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่เป็น "Fact" หรือข้อมูลพื้นฐาน เช่น ประวัตินักกีฬา หรือประวัติทีม ข้อมูลที่เป็นสถิติ เช่น ความสามารถในการทำคะแนนของนักกีฬา และผลการแข่งขัน รวมทั้งข้อมูลที่เป็นสถิติ เช่น ความสามารถในการทำคะแนนของนักกีฬา และผลการแข่งขัน รวมทั้งข้อมูล "on-line" สำหรับรายงานผลการแข่งขัน และสถิติโดยละเอียดของการแข่งขัน ต้องลองดูตัวอย่างช่วงที่มีการแข่งขันนะ จะเป็นตัวอย่างที่ดีมากสำหรับเว็บ เกี่ยวกับกีฬา (ข้อมูลการแข่งขันของ NBA มีมากพอที่จะนำมาใช้วางแผนการเล่นได้เป็นอย่างดี โดยมีข่าวเมื่อ 2-3 ปีนี้ว่า มีการใช้เทคนิคของ DataMining มาใช้ในการช่วยวางแผนการเล่นแบบ real-time เช่น กรณีการเลือกตัวผู้เล่นที่เหมาะสม หลังจากดูแล้วว่าผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามมีใครในสนามแข่ง และแต้มคะแนนตามอยู่เท่าไร)

นอกเรื่องไปเยอะ กลับมาเรื่อง Hypertext ดีกว่า หลักการของการทำมีดังนี้
  1. การอ้างอิงการ Hypertext จะไม่ทำกับทุกที่ในหน้าเดียวกัน แต่จะทำใส่ลิงก์เฉพาะที่ตำแหน่งแรกเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ถ้าในข่าวหนึ่งชิ้นอ้างอิง เดวิด เบ็คแฮม 10 ครั้ง ให้ใส่ลิงก์เฉพาะที่ตำแหน่งแรกที่ปรากฎในข่าวนั้น ที่เดียวพอ
  2. ถ้าลิงก์ที่จัดหมู่รวมกันได้ควรจัดหมู่ไว้ด้วย และควรลิงก์ไปหาหมู่ที่จัดตัวอย่างเช่น ลิงก์เข้ามาที่เพจของเบ็คแฮม เพจที่จัดหมู่ก็คือเพจรายชื่อผู้เล่นของทีมแมนยูนั่นเอง ดังนั้นเราก็ควรมีลิงก์ย้อนกลับไปจากเพจของนักกีฬาไปหาสังกัด ด้วย
  3. "ลิงก์ย้อนกลับ" อันนี้ไม่ใช่ลิงก์ที่มีความหมายเดียวกันปุ่ม "Back" ในเบราเซอร์นะ แค่เป็นลิงก์ย้อนกลับเชิง "อรรถาธิบาย" เช่น เพจของนักกีฬา ลิงก์ย้อนกลับไปก็คือทีมต้นสังกัด และเพจของทีมต้นสังกัดก็จะย้อนกลับไปหาองค์กร จัดการแข่งขัน
นี่ก็คือเล็ก ๆ ในการใช้ Hypertext ก็ทำให้เว็บเราน่าสนใจขึ้น ลองคิดดูนะ ถ้านักข่าวเมืองไทยรายงานข่าวเกี่ยวกับ ประเทศอิสลาเอลกับปาเลสไตน์ ในเนื้อข่าวมีลิงก์มาแสดงว่าประเทศอิสลาเอลและปาเลสไตน์อยู่ตรงไหนของโลก หรือลิงก์ที่แสดงรูปของนายยัสเซอร์ อาราฟัต น่าสนใจกว่าข่าวที่มีตัวอักษรไม่กี่บรรทัดนะ ขอแนะนำเพิ่มเติมว่า รายละเอียดส่วนนี้ควรจะทำเอง ไม่ใช่ไปหาเว็บคนอื่น เพราะจะเสียลูกค้านะ

ทีนี้ส่วน "ปลีกย่อย" ในการนำเสนอคือ เรื่องที่ทำยากแต่ดูเท่ห์ทั้งหลายคือเรื่องการใช้กราฟิก รูปภาพ ระบบเสียง แสง วิดีโอที่เป็นแบบทั้ง off-line และ on-line ที่พูดว่าปลีกย่อยเพราะส่วนนี้มักจะเป็นส่วนที่ตกแต่งให้ดูงดงาม ขอแนะนำ ว่าอย่าทำบ่อย แต่ควรทำให้เป็นเอกลักษณ์ ยกตัวอย่างเช่น เพจของ Yahoo ก็ใช้กราฟิกนิดเดียว และรูปแบบในเพจแรก เปลี่ยนแปลงจากสมัยก่อนน้อยมาก และจริง ๆ ก็ไม่ค่อยใช้กราฟิกเยอะด้วย (คาดว่าต้องการลดความต้องการของกำลัง จากเครื่อง server) ทีนี้ถ้าใช้กราฟิก ควรใช้นามสกุล JPG และ PNG เท่านั้น เพราะ GIF ต้องเสียเงิน

สรุปง่าย ๆ ก็คือ ถ้าไม่จำเป็นอย่าใช้กราฟิกมาก เพราะนึงถึงว่าลูกค้าเรามีเครื่องเก่า ๆ เยอะแยะ ทำสวยมากแล้วเขาใช้ ไม่สะดวกก็เลยไม่อยากเข้าเว็บของเรา เราก็จะเสียโอกาสขายของเท่านั้น

สุดท้าย off-line และ on-line Stream สำหรับเสียงและภาพยนตร์ เริ่มต้นต้องพิจารณาก่อนว่า จำเป็นต้อง on-line หรือไม่ ถ้าทำรายการวิทยุก็คงจำเป็นต้อง on-line เพราะข้อมูลมาใหม่ตลอดเวลา อย่างเช่นเว็บของ Atime media (www.atimemedia.com) อย่างไรก็ตาม การลงทุนสำหรับเว็บลักษณะนี้สูงมาก เพราะถ้าใช้เครื่องขนาดเล็กอาจจะ สามารถรับสมาชิกฟังรายการพร้อมกันได้จำนวนน้อย

ถ้าเป็นเว็บเกี่ยวกับ Stream เหมือนกันแต่ไม่จำเป็นต้องฟังแบบ on-line เช่น รายการบรรยายธรรมของท่านพุทธทาส หรือหลวงพ่อปัญญา จะฟังแบบ on-line มันแพง เช่น ค่าอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้ ฟังไม่กี่ชั่วโมง ค่าใช้จ่ายเท่ากับซีดี ต้นฉบับแล้ว ลักษณะนี้ควรมีทั้ง on-line และ off-line เพื่อคนไทยที่อยู่ต่างประเทศเขาใช้อินเทอร์เน็ตถูก ๆ และหาซื้อ ซีดีไม่ได้จะได้ฟังบ้าง เว็บในเมืองไทยทำ on-line Stream ตอนนี้คงลำบาก เพราะผู้ใช้มีทางเลือกที่ดีกว่าคือเปิดทีวีและ วิทยุฟังเลย ค่าไฟก็ถูกกว่าคอมพิวเตอร์แถมไม่เสียค่าอินเทอร์เน็ต ประโยชน์คงมีเพื่อสร้าง "ภาพลักษณ์" ของบริษัท หรือลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศเท่านั้น

ส่งท้าย

ผู้อ่านคงพอได้แนวคิดในการออกแบบเว็บไซท์ให้ดูดีขึ้นนะ โดยสรุปหลักก็คือ "เราจะได้อย่างไร" และ "ผู้ใช้จะได้ อะไร" เราก็จะสรุปได้เอง ว่า เราจะได้เว็บไซท์ออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร โดยสิ่งที่พิจารณาอย่างแรกคือข้อมูลที่มี เป็นประการสำคัญ จากนั้นก็ค่อยคิดถึงวิธีการนำเสนอ อย่าคิดข้ามขั้นตอนหรือย่อขั้นตอนโดยเริ่มจากเทคโนโลยี มาก่อน เพราะสุดท้ายผลลัพธ์อาจจะผิดจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ตอนแรก
จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 25 กันยายน 2544