พิชัย ทองดีเลิศ
ภาควิชาส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตร คณะเกษตร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าในทุกวันนี้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศเริ่มเข้ามามีบทบาทต่อการทำงานและการดำเนินชีวิตของคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นทั้งภาคธุรกิจเอกชนหรือภาครัฐต่างก็มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในการปฏิบัติงาน ในภาคเอกชนนั้นคงไม่ต้องพูดถึงเนื่องจากเป็นการดำเนินงานในเชิงธุรกิจ เรื่องของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศจึงเป็นเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพการบริการและผลิตจากการดำเนินงานรวมถึงเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับคู่แข่งเพื่อความอยู่รอดในการทำธุรกิจ ส่วนในภาครัฐนั้นการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในการทำงานถูกมองว่าเป็นเรื่องนโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของรัฐบาลเสียมากกว่า ที่ต้องการให้เกิดภาพของการก้าวทันตามกระแสโลกและความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นบนโลก โดยในการดำเนินการดังกล่าวมียุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาครอบคลุมใน 5 ด้านคือ
เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาภาครัฐ(e - Government)
เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านพาณิชย์ ( e - Commerce)
เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม ( e - Industry)
เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านการศึกษา (e - Education)
เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านสังคม ( e - Society)

จะเห็นได้มีการดำเนินการที่ครอบคลุมงานในทุกด้าน โดยในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาภาครัฐนั้น จะเน้นหน่วยงานราชการทุกแห่งมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ากับงานที่รับผิดชอบอยู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงานทั้งในส่วนของงานบริหาร งานบริการและงานด้านอื่นๆ ซึ่งผลลัพธ์ของการดำเนินที่จะเกิดขึ้นหรือประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะตกอยู่กับประชาชนคนไทยเป็นหลัก เช่นการได้รับการบริการที่ดีขึ้น รวดเร็วขึ้น เข้าถึงมากขึ้น ลดความผิดพลาดและความซ้ำซ้อน

โดยในภาคเกษตรกรรมเองก็ได้รับผลประโยชน์จากการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในการดำเนินของภาครัฐ โดยในด้านของการส่งเสริมการเกษตรแต่เดิมในอดีตที่ผ่านมานั้นการส่งเสริมการเกษตรที่ทำกันอยู่ก็มีอยู่เพียงไม่กีวิธี ที่เราทราบกันอยู่ก็ได้แก่การส่งเสริมแบบรายบุคคล การส่งเสริมแบบกลุ่มและการส่งเสริมแบบมวลชน ซึ่งแต่ละวิธีการก็มีจุดเด่นจุดด้อยและมีความเหมาะสมในการปฏิบัติงานแตกต่างกันไปตามแต่เนื้อหาและกลุ่มเป้าหมาย และก็ยังเป็นวิธีการที่ยังร่วมสมัยและก็ยังใช้กันอยู่จนถึงในทุกวันนี้แต่ก็ก็อาจมีการปรับปรุงเทคนิควิธีการและเครื่องมือที่ใช้ประกอบให้ทันสมัยขึ้นตามยุคสมัย

แต่ด้วยความความก้าวหน้าของเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกรวมถึงนโยบายของภาครัฐ จึงทำให้รูปแบบของการส่งเสริมการเกษตรนั้นเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไป โดยมีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานในหลายๆด้าน ที่ได้เห็นได้ชัดๆก็คือ การใช้สารสนเทศในการบริหารงาน การใช้สารสนเทศทางวิชาการ และการใช้สารสนเทศเพื่อบริการชุมชน ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้ในงานที่เกี่ยวการการใช้และให้บริการเผยแพร่ข้อมูลเป็นหลัก โดยเฉพาะงานในด้านการใช้สารสนเทศเพื่อบริการชุมชนจะเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการเกษตรมากที่สุดเพราะเป็นการเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรในทุกด้านไปสู่ชุมชนซึ่งรวมถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นทั้ง เกษตรกร นักวิชาการ นักเรียน นักศึกษา ผู้สนใจทั่วไป รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ซึ่งการดำเนินการเผยแพร่ข้อมูลตรงนี้ จะเป็นการเผยแพร่ผ่านเครือข่ายข่ายคอมพิวเตอร์หรือที่รู้จักกันดีว่าเครือข่ายอินเตอร์เนต โดยทำการเผยแพร่ในหลายรูปแบบ ทั้งตัวอักษร ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง และในลักษณะของฐานข้อมูล อีกทั้งยังมีรูปแบบการซักถามข้อมูลที่สามารถพูดคุยโต้ตอบกันได้ทันทีผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เนต ซึ่งส่งผลให้วิธีการส่งเสริมการเกษตรด้วยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนี้เป็นการสื่อสารสองทาง(Two-way communication) โดยมีการปฏิสัมพันธ์(Interaction) ตอบโต้กันได้ด้วยเทคโนโลยีของเครือข่ายคอมพิวเตอร์

โดยการส่งเสริมการเกษตรที่ทำให้เกิดการสื่อสารแบบสองทางนี้ เป็นวิธีการที่นักส่งเสริมการเกษตรปรารถนาให้เกิดขึ้นในกระบวนการทำงาน เพราะสามารถทำให้ทราบถึงสิ่งที่ได้ดำเนินการไปว่ากลุ่มเป้าหมายมีความรู้สึกอย่างไร เข้าใจในสิ่งที่ถ่ายทอดให้หรือไม่ ต้องการข้อมูลอะไรเพิ่มเติม มีทัศนคติอย่างไร ต้องการข้อมูลอะไร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินผลการทำงานได้ไปได้พร้อมกัน ซึ่งนับว่าเป็นจุดเด่นของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับงานการส่งเสริมการเกษตรในอีกด้านหนึ่ง นอกจากนี้ในเรื่องความครอบคลุมพื้นที่ในการเผยแพร่ข้อมูล และการเข้าถึงข้อมูลก็นับว่าเป็นจุดเด่นอีกด้านหนึ่งที่เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถเอื้ออำนวยให้เกิดได้ เนื่องจากในปัจจุบันมีการให้บริการอินเตอร์เนตตำบลซึ่งเป็นช่องทางที่ทำให้เผยแพร่ข้อมูลเข้าถึงได้ในระดับตำบล หรือแม้กระทั่งการเชื่อมต่อสัญญาณข้อมูลผ่านดาวเทียมให้กับพื้นที่ๆอยู่ห่างไกล จึงทำให้มั่นใจได้ว่าด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศที่มาสนับสนุนนี้จะทำให้การส่งเสริมการเกษตรสามารถทำได้ทั่วถึงและครอบคลุมทุกพื้นที่อย่างแท้จริง

ส่วนวิธีการส่งเสริมการเกษตรแบบที่เคยใช้กันมาในอดีต ในการดำเนินงานจริงก็คงยังต้องใช้กันอยู่ เพราะยังเป็นวิธีการที่เป็นทางเลือก ดังที่นักวิชาการด้านการส่งเสริมการเกษตรหลายท่านได้กล่าวไว้ว่า คงไม่มีวิธีการส่งเสริมวิธีการใดที่ดีที่สุด แต่การส่งเสริมจะเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุดก็ต่อเมื่อเลือกใช้วิธีการในการส่งเสริมการเกษตรได้อย่างเหมาะสมกับเนื้อหาสภาพแวดล้อมและกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด ในงานส่งเสริมการเกษตรเทคโนโลยีสารสนเทศถือว่าเป็นเพียงเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานให้เกิดความสะดวกสบายและรวดเร็วขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามหลักการของงานส่งเสริมการเกษตรก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่จะขาดไปเสียมิได้ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับงานส่งเสริมการเกษตรนั้นจึงเปรียบได้กับการใช้เทคโนโลยีที่ดีควบคู่ไปกับวิธีการที่เหมาะสม ซึ่งนับว่าเป็นรูปแบบของการส่งเสริมการเกษตรที่ลงตัวและเหมาะสมกับสังคมในยุคไอที

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 3 พฤศจิกายน 2546