กมลพรรณ นามวงศ์พรหม

หญ้าแฝกเป็นพืชพื้นบ้านพบได้ทั่วไปในประเทศไทย เป็นพืชที่คนไทยรู้จักใช้ประโยชน์มาตั้งแต่โบราณ โดยใช้มุงหลังคา จนมีคำกล่าวติดปากว่า "หลังคามุงแฝก" ตับแฝกที่ใช้มุงหลังคาในสมัยดั้งเดิมนั้น คงจะใช้หญ้าแฝกนำมาเย็บเข้าเป็นตับ ต่อมาอาจเป็นเพราะหญ้าแฝกขยายพันธุ์ตามธรรมชาติได้ช้า เจริญเติบโตไม่ทันใช้ จึงเปลี่ยนไปใช้จากหรือหญ้าคาเพื่อมุงหลังคาแทนหญ้าแฝก หญ้าแฝกจึงค่อย ๆ ลดความสำคัญลง จนเกือบจะไม่มีใครรู้จัก ตราบจนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงความสำคัญ และความจำเป็นในเรื่องที่จะต้องมีมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหา การชะล้างพังทลายของดิน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของประเทศ จึงได้มีหน่วยงานต่าง ๆ สนองพระราชดำริของพระองค์เพื่อดำเนินการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องการใช้ประโยชน์ของหญ้าแฝก ทำให้เกิดการตื่นตัวกันทั่วประเทศ ในอันที่จะนำหญ้าแฝกที่มีแพร่กระจายอยู่ทั่วไป กลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้งหนึ่ง
หญ้าแฝกหอมเป็นพืชชนิดที่สะสมน้ำมันหอมไว้ที่ส่วนราก คนไทยสมัยก่อนใช้รากหญ้าแฝกเป็นเครื่องหอมอบเสื้อผ้า ไล่แมลงและกลิ่นอับในตู้เสื้อผ้า และใช้ผสมกับน้ำมันให้เกิดกลิ่นหอม นอกจากนี้ยังใช้ส่วนรากเป็นสมุนไพรรักษาโรคด้วย ในปัจจุบันยังสามารถหาซื้อรากหญ้าแฝกได้ตามร้านขายยาแผนโบราณ นับว่าหญ้าแฝกเป็นพืชหนึ่งที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนไทยเรามาแต่โบราณกาล

ถิ่นกำเนิดและการกระจาย

หญ้าแฝกหอมเป็นพืชที่มีการกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวาง ถิ่นกำเนิดเดิมที่เป็นศูนย์กลางการกระจายพันธุ์ของพืชชนิดนี้ สันนิษฐานว่าอยู่ในประเทศอินเดีย โดยมีนักพฤกษศาสตร์ได้เก็บตัวอย่างหญ้าแฝกหอมนี้เป็นครั้งแรกจากประเทศอินเดีย เมื่อปี ค.ศ. 1771 และได้เก็บรักษาตัวอย่างพันธุ์ไม้แม่แบบ (Type specimens) นี้ไว้ที่หอพรรณไม้ลินเนียส (Linnaeus Herbarium) ประเทศสวีเดน ซึ่งปัจจุบันได้ย้ายมาอยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดย Linnaeus ได้ตรวจวิเคราะห์และตั้งชื่อพฤกษศาสตร์เป็น Phalaris zizanioides Linn. จากนั้นก็มีผู้เก็บตัวอย่างพืชชนิดนี้อีกหลายท่านและได้ให้คำอธิบาย ลักษณะของพืชชนิดนี้ต่างกันออกไป จึงปรากฎชื่อพ้องเกิดขึ้นมากมาย อาทิ Andropogon muricatus Retz. (1783), Agrostis verticillata Lamk. (1783), Vetiveria odoratissima Lem.-Lisanc. (1822), Andropogon festucoides J.S. Presl & C.B. Presl (1830) เป็นต้น
ต่อมาในปี ค.ศ. 1903 Nash ได้ตรวจสอบชื่อพ้องของพืชสกุลนี้ และได้เรียบเรียงจัดบรรยายลักษณะของหญ้าแฝกหอมนี้ขึ้นใหม่ และได้ให้ชื่อใหม่เป็น Vetiveria zizanioides (Linn). Nash ซึ่งถือเป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องของหญ้าแฝกหอมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
หญ้าแฝก (Vetiveria spp.) มีอยู่ในโลกประมาณ 11 ชนิด ในประเทศไทยนักพฤกษศาสตร์ได้ตรวจสอบพบว่ามีอยู่เพียง 2 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ หญ้าแฝกหอม (Vetiveria zizanioides Nash) และหญ้าแฝกดอน (Vetiveria nemoralis A. Camus) ในธรรมชาติพบว่าหญ้าทั้งสองชนิดมีการกระจายทั่วไป ขึ้นได้ดีในสภาพพื้นที่ทั้งที่ลุ่มและที่ดอน ในดินสภาพต่าง ๆ จากความสูงใกล้ระดับน้ำทะเล จนถึงระดับประมาณ 800 เมตร

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

1. ลำต้น หญ้าแฝกเป็นหญ้าที่ขึ้นเป็นกอแน่น ใบยาวตั้งตรงขึ้นสูงมีความสูง 100-200 ซม. มักพบขึ้นอยู่เป็นกลุ่มใหญ่หรือกระจายกันอยู่ไม่ไกลกัน กอแฝกจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ โคนกอเบียดกันแน่นไม่มีไหล (stolon) เป็นลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งที่แตกต่างจากหญ้าอื่นค่อนข้างชัดเจน ส่วนโคนของลำต้นจะแบน เกิดจากส่วนของโคนใบที่แบนเรียงซ้อนกัน ลำต้นแท้จะมีขนาดเล็กซ่อนอยู่ในกาบใบบริเวณคอดิน
ในประเทศไทย หญ้าแฝกจะพบมากในที่โล่งกลางแจ้ง โดยเฉพาะบริเวณใกล้น้ำ หรือที่ ๆ มีความชุ่มชื้นสูง และในป่าเต็งรัง การเจริญและแตกกอของหญ้าแฝก จะมีการแตกหน่อใหม่ทดแทนต้นเก่าอยู่เสมอ โดยจะแตกหน่อออกทางด้านข้างรอบกอเดิม ทำให้กอมีขนาดขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ โดยปกติแล้วหญ้าแฝกมีลำต้นสั้น จึงมีข้อและปล้องเห็นไม่ชัดเจน การแตกตะเกียง และการยกลำขึ้นเตี้ย ๆ เหนือพื้นดิน ไม่พบมากในสภาพธรรมชาติ

2. ใบ
ใบของหญ้าแฝกแตกจากโคนกอ มีลักษณะของแผ่นใบแคบยาว ขอบใบขนานปลายใบสอบแหลม เนื้อของแผ่นใบกร้าน สากและคาย โดยเฉพาะใบแก่ ขอบใบและเส้นกลางใบมีหนามละเอียด (spinulose) หนามบนใบที่ส่วนโคนและกลางแผ่นใบจะมีน้อย แต่จะมีมากที่บริเวณปลายใบ มีลักษณะตั้งทะแยงปลายหนามชี้ขึ้นไปทางปลายใบ
กระจังหรือเยื่อกันน้ำฝนที่โคนใบจะลดรูป มีลักษณะเหลือเพียงแผ่นโค้งของขนสั้นละเอียด บางครั้งสังเกตได้ไม่ชัดเจน
เมื่อตัดแผ่นใบตามขวางและศึกษาดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ จะเห็นลักษณะการเรียงตัวของเนื้อเยื่อใบ ดังนี้ ด้านหลังใบที่มีสีเขียวเข้ม (abaxial) เป็นด้านที่มีการกระจายตัวของมัดท่อนำน้ำและอาหาร (vascular bundle) เรียงตัวขนานกันอย่างเป็นระเบียบ อยู่ใต้ชั้นผิวใบ (epidermis) มัดท่อนำน้ำและอาหารนี้ ห่อหุ้มด้วยกลุ่มเซลล์ผนังบาง (bundle sheath) ที่มีคลอโรพลาสต์อยู่ภายในเซลล์เหล่านี้ ทำหน้าที่เก็บสะสมอาหารและเป็นแหล่งพลังงานที่พืชได้จากการสังเคราะห์แสงตอนบนของมัดท่อนำน้ำและอาหาร จะมีเซลล์ที่ผนังหนา (sclerenchyma) เรียงตัวอยู่เป็นกลุ่มติดสีย้อมชัดเจน ทำหน้าที่เพิ่มความแข็แรงให้แก่แผ่นใบและมัดท่อนำน้ำและอาหาร (ดูภาพโครงสร้างภายในของใบประกอบ)
ด้านท้องใบ (adaxial) มีสีจางกว่าด้านหลังใบ ส่วนผิวใบด้านนี้ประกอบด้วยเซลลืผนังบางชั้นเดียว ใต้ผิวใบประกอบด้วยเซลล์ผนังบางเป็นกลุ่ม จัดเรียงตัวเป็นลักษณะคล้ายสะพานต่อเชื่อมระหว่างมัดท่อลำเลียงกับผิวใบ ทำให้เกิดโพรงอากาศขนาดใหญ่ ทำหน้าที่เก็บสะสมน้ำและความชื้น บริเวณตอนกลางของแผ่นใบ (mesophyll) จะมีช่องว่างขนาดใหญ่ (air space) ปรากฎชัดเจนอยู่ทั่วไป ด้านหลังใบพบปากใบ (stomata) มากกว่าด้านท้องใบ
บริเวณกลางแผ่นใบ (ด้านท้องใบ) พบกลุ่มเซลล์ขนาดใหญ่ผนังบาง เรียงตัวอยู่ที่บริเวณรอยพับของใบ มีหน้าที่ควบคุมการห่อตัวและการพับของใบ ด้วยการพองและยุบตัวของเซลล์
จากการศึกษาเปรียบเทียบลักษณะภายนอกของหญ้าแฝกทั้งสองชนิด พบว่าลักษณะภายนอกของใบมีความแตกต่างกันอย่างเด่นชัด สามารถใช้จำแนกหญ้าแฝกทั้งสองชนิดออกจากกันได้ กล่าวคือ
1. หญ้าแฝกหอมมีใบยาว 45-90 (100) ซม. กว้าง 0.6-0.9 (1.2) ซม. มีหลังใบโค้งปลายแบน มีสีเขียวเข้ม เนื้อใบค่อนข้างเนียน มีไขเคลือบ (wax) มากทำให้ดูมัน ท้องใบออกสีขาวซีดกว่าด้านหลังใบ และเมื่อนำไปส่องดูกับแสงจะเห็นรอยกั้นขวางเนื้อใบ (septum) ชัดเจน โดยเฉพาะพื้นใบบริเวณส่วนโคนและกลางใบ เส้นกลางใบ (mid rib) ฝังตัวอยู่ใต้แผ่นใบ ไม่โตหรือเด่นชัดเจน
2. หญ้าแฝกดอน มีใบยาว 35-60 (80) ซม. กว้าง 0.4-0.6 (0.8) ซม. ใบมีสีเขียวซีด หลังใบพับเป็นสันสามเหลี่ยม เนื้อใบหยาบ สากคาย มีไขเคลือบน้อยทำให้กร้าน ไม่เหลือบเป็นมัน ท้องใบสีเดียวกับด้านหลังใบ แต่จะมีสีซีดกว่า แผ่นใบเมื่อส่องกับแสงไม่เห็นรอยกั้นในเนื้อใบ เส้นกลางใบสังเกตได้ชัดเจน ลักษณะแข็ง เป็นแกนนูนทางด้านหลัง
สำหรับลักษณะโครงสร้างภายในของใบหญ้าแฝกทั้งสองชนิด เมื่อเปรียบเทียบกันมีความแตกต่างกันอย่างเด่นชัดกล่าวคือ ใบหญ้าแฝกหอม มีเนื้อใบ (mesophyll) หนากว่า และขนาดของช่องอากาศ (air space) ก็มีขนาดใหญ่กว่าแฝกดอนด้วย ใบแฝกดอนมีกลุ่มเซลล์ผนังหนา (bundle sheath extention) ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับมัดท่อน้ำ ท่ออาหารขนาดใหญ่

3. ราก
เป็นส่วนสำคัญและเป็นลักษณะพิเศษของหญ้าแฝก ที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์เป็นหลัก หญ้าส่วนใหญ่โดยทั่วไปจะมีรากลักษณะเป็นรากฝอย (fibrous roots) แตกจากส่วนลำต้นใต้ดิน กระจายแผ่กว้างออกเพื่อยึดพื้นดินตามแนวนอน การเจริญของระบบรากในแนวดิ่ง เจาะไม่ลึกมาก แต่ระบบรากของหญ้าแฝก จะแตกต่างจากรากหญ้าส่วนใหญ่ทั่วไป คือมีรากที่เจริญเติบโตเร็ว สานกันแน่น หยังลึกในแนวดิ่งลงในดิน ไม่แผ่ขนาน มีรากฝอยขนาดใหญ่จำนวนมาก
หญ้าแฝกที่มีอายุประมาณ 18 เดือน รากจะเจริญเต็มที่ รากแกนที่ส่วนโคนกอจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางโตประมาณ 2-3 มม. เปลือกราก มีลักษณะอวบน้ำคล้ายนวม ทำหน้าที่เพิ่มความหนา ความแข็งแรง ดูดน้ำและความชื้น และป้องกันส่วนลำเลียงน้ำและอาหารที่อยู่ภายใน
เมื่อตัดรากตามขวางและศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์ (ดูภาพโครงสร้างภายในของรากประกอบ) จะเห็นลักษณะการเรียงตัวของเนื้อเยื่อรากดังนี้ ชั้นนอกสุด ประกอบไปด้วยเซลล์ผิว ซึ่งเมื่อรากแก่มากก็จะตายไป ทำหน้าที่เสริมให้ความแข็งแก่เซลล์รากที่อยู่ด้านใน และถูกแทนด้วยเซลล์ชั้นที่อยู่ถัดไป ใต้เซลล์ชั้นผิวเป็นเซลล์ที่มีผนังหนาเรียงตัวอยู่หลายชั้น ทำหน้าที่ให้ความแข็งแรงและให้ความยืดหยุ่นแก่ราก เซลล์ชั้นถัดไปประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ผนังบางที่เชื่อมต่อกันหลวม ๆ เป็นสายคล้ายสะพาน ทำให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ (air space) อยู่มากมาย ซึ่งช่วยรากกักเก็บน้ำเมื่อความชุ่มชื้นสูง และเก็บอากาศขึ้นเมื่อในดินมีความแห้งแล้ง
เนื้อเยื่อรากด้านในส่วนแกนกลางประกอบด้วยเซลล์ผนังหนาเรียก เอนโดเดอร์มีส (endodermis) หนาหนึ่งชั้น เซลล์ถัดไปเป็นเซลล์ผนังหนา (sclerenchyma) เรียงตัวอยู่หลายชั้น แทรกอยู่ด้วยกลุ่มท่อลำเลียง ส่วนใจกลางของราก (pith) เป็นกลุ่มของเซลล์ผนังบาง (parenchyma) ที่เรียงตัวอัดกันแน่น ทำหน้าที่เป็นไส้กลางของราก
ความแตกต่างของลักษณะภายในรากหญ้าแฝกหอมและหญ้าแฝกดอนที่เห็นได้ชัดเจนคือ รากหญ้าแฝกหอมมีโพรงอากาศ (air space) ในบริเวณคอร์เทกซ์ (cortex) ขนาดใหญ่กว่าแฝกดอน อย่างไรก็ตามลักษณะภายในของรากหญ้าแฝกมีลักษณะเหมือนกับรากพืชน้ำ (hydrophyte) ดังนั้นหญ้าแฝกโดยเฉพาะแฝกหอมจึงสามารถทนน้ำท่วมขังได้ดี

4. ช่อดอก
หญ้าแฝกมีช่อดอกตั้ง มีลักษณะเป็นรวง ก้านช่อดอก (main axis) ยาวกลม ก้านช่อดอก และรวงสูงประมาณ 100-150 ซม. แต่ในต้นที่สมบูรณ์จะสูงจากพื้นดินเกินกว่า 200 ซม. เฉพาะส่วนช่อดอกหรือรวงสูงประมาณ 20-30 (40) ซม. แผ่กว้างเต็มที่ 10-15 ซม. ช่อดอกของหญ้าแฝกหอมส่วนใหญ่มีสีม่วง
4.1 ระยะผสมเกสร (anthesis stage) เริ่มตั้งแต่ช่อดอกเริ่มแทงยอด โผล่พ้นใบธง (flagleaf) จนถึงระยะดอกหญ้าบานเต็มที่ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน ในระยะนี้แกนช่อดอกจะยืดตัวอย่างรวดเร็ว ระยางค์ต่าง ๆ ในรวง จะมีน้ำ อาหาร และฮอร์โมนพืชต่าง ๆ อย่างสมบูรณ์ ส่วนโคนของแกนช่อย่อย (rachis) ซึ่งมีลักษระเป็นต่อม (pulvinus) เมื่อเต่งเต็มที่ จะดันให้แกนช่อย่อยกางแผ่ออก และเกสรหญ้าที่เต่งก็จะดีดตัวออกมาระโยงระยางนอกดอกหญ้า (spikelet) เพื่อพร้อมกับการผสมเกสร
4.2 ระยะหลังผสมเกสร (Post-anthesis or embryo development stage) เมื่อดอกหญ้าได้รับการผสมแล้ว กระบวนการต่าง ๆ ในช่อดอกจะลดลงตามลำดับต่อมที่โคนแกนช่อย่อยจะแฟบลง ช่อดอกจะเริ่มห่อตัว โดยจะเริ่มรัดตัวจากปลายยอด ซึ่งเป็นส่วนที่ถูกผสมเกสรก่อน ลงมาหาส่วนโคนรวง ระยะนี้จะใช้เวลาประมาณ 8-10 วัน ช่อดอกในระยะนี้จะเปลี่ยนไปมีขนาดเล็กลง
4.3 ระยะติดเมล็ด (Seed maturity stage) ดอกหญ้าที่ผสมแล้วและพัฒนาเต็มที่จะมีความสมบูรณ์ มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย และจะเกาะกันอยู่ในแกนช่อย่อยแบบตามยาวขนานกับแกน รวมกันทั้งรวงเป็นก้อนคล้ายรูปกระสวย ระยะนี้ช่อดอกจะรัดตัวแน่นเต็มที่จนเหลือขนาดเล็กที่สุด รังไข่ พัฒนาเต็มที่เป็นเมล็ด (seed) สีของรวงจะซีดลงเรื่อย ๆ ระยะนี้จะใช้เวลาประมาณ 10-12 วัน เมื่อเมล็ดแก่เต็มที่ก็จะร่วงหลุดจากรวง แบบหลุดไปทั้งดอก คงเหลือแต่ส่วนก้านอกยังคงติดอยู่กับแกนช่อย่อย
รวมระยะเวลาของการติดดอกทั้ง 3 ระยะ ตั้งแต่เริ่มการผสมเกสร ติดเมล็ดถึงดอกร่วงประมาณ 20-28 วัน
ในแต่ละรวงจะมีแกนช่อย่อย (rachis) ที่แตกแขนงออกในระดับใกล้เคียงกัน (pseudo-sympodial branching) จัดเรียงกันอยู่เป็นชั้น ๆ ประมาณ 8-12 ชั้น (whorl) ในแต่ละชั้นนี้จะมีแกนช่อย่อยอยู่ประมาณ 6-18 แกน ในแต่ละแกนจะมีดอกหญ้า (spikelet) อยู่ประมาณ 10-20 ดอก เมื่อรวมทั้งรวงจะมีอยู่ประมาณ 600-1,500 ดอก ทั้งนี้จำนวนดอกหญ้าทั้งหมดในหนึ่งช่อจะขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของหญ้าแฝกต้นแม่ด้วย

5. ดอกหญ้า (Spikelets) หญ้าแฝกจะมีดอกหญ้าเรียงตัวอยู่ด้วยกันเป็นคู่ ๆ มีลักษณะและมีขนาดใกล้เคียงกัน แต่ละคู่ประกอบด้วยดอกชนิดที่ไม่มีก้าน (sessile spikelet) และดอกชนิดมีก้าน (pedicelled spikelet) ยกเว้นที่ส่วนปลายของก้านช่อย่อยมักจะจัดเรียงเป็น 3 ดอกอยู่ด้วยกัน ดอกที่ไม่มีก้านจะอยู่ด้านล่าง ส่วนดอกที่มีก้านจะชูอยู่ด้านบน ดอกที่ไม่มีก้านดอกจะเป็นดอกสมบูรณ์เพศ คือมีทั้งเกสรผู้และเกสรเมียอยู่ด้วยกัน (bisexual spikelet) ส่วนดอกมีก้านจะเป็นดอกตัวผู้ (male spikelet) ที่มีแต่เกสรผู้อยู่ภายใน แต่ละดอกประกอบไปด้วยดอกย่อย (floret) อีก 2 ดอก แต่ส่วนมากจะมีการลดรูป หรือเจริญไม่สมบูรณ์ จนเหลือดอกย่อยเพียงดอกเดียวกับดอกย่อยเปล่า ๆ ที่มีแต่กาบคลุม
ดอกหญ้าแฝกมีรูปร่างคล้ากระสวย ปลายสอบ ขนาดของดอกกว้าง 1.5-2.5 มม. ยาว 2.5-3.5 มม. ด้านหลังของดอกมีผิวขรุขระ มีหนามแหลมขนาดเล็ก (spinulose) โดยเฉพาะที่บริเวณขอบเห็นได้ชัดเจนเมื่อส่องดูด้วยแว่นขยายด้านล่างผิวเรียบ

6. ผล (Caryopsis)
หญ้าแฝกมีผลเป็นแบบ caryopsis เมื่อดอกหญ้าแฝกได้รับการผสมแล้ว ดอกที่ไม่มีก้านดอก ซึ่งเป็นดอกสมบูรณ์ก็จะติดเมล็ด เมล็ดรูปกระสวย ผิวเรียบ หัวท้ายมน ขนาดกว้างประมาณ 1.0-1.5 มม. ยาว 2.5-3.0 มม. เมล็ดมีเปลือกบาง ดอกแฝกสามารถติดเมล็ดได้เพียง 50% เท่านั้น เพราะในแต่ละช่อดอก มีดอกสมบูรณ์อยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง ประกอบกับการสุกของเกสรผู้และเกสรเมียที่อยู่ในดอกเดียวกัน หรือต่างดอกกัน มักจะไม่สัมพันธ์กัน ดังนั้นโอกาสที่จะผสมพันธุ์กันจึงมีน้อย ในสภาพธรรมชาติเมล็ดทั่วไปจะถูกทิ้งให้แก่คารวง และค่อย ๆ หลุดร่วงไปโดยที่ส่วนใหญ่ได้สูญเสียความสามารถในการงอกไปแล้ว เมล็ดที่เหลืออยู่ก็แทบไม่มีโอกาสที่จะงอกได้ นอกจากตกลงไปในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในทันทีจึงจะงอกได้ เมล็ดหญ้าแฝกมีความไวในการตอบสนองต่อปัจจัยของสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้ดี จึงเสียความสามารถในการงอกได้ง่าย เมื่อประสบกับสภาพความแห้งแล้ง ลมแรงและแดดจัด แม้เพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ

การใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกหอม

หญ้าแฝกสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมต่าง ๆ ได้มากมาย และใช้ประโยชน์ได้ไม่ว่าจะเป็นใบหรือราก การใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝก อาจสรุปได้ดังนี้
1. การใช้ประโยชน์เพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ
    - การปลูกเป็นแถวตามแนวระดับ ขวางความลาดเท
    - การปลูกเพื่อแก้ปัญหาการพังทลายของดิน
    - การปลูกเพื่อป้องกันการเสียหายของชั้นบันไดดินหรือคันคูรองรับน้ำรอบเขา
    - การใช้หญ้าแฝกเพื่อการป้องกันตะกอนดินลงสู่ทางน้ำ
2. การใช้ประโยชน์หญ้าแฝกในงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์
3. การปลูกหญ้าแฝกเพื่อรักษาการกัดเซาะของน้ำจากแม่น้ำบริเวณคอสะพาน
4. การใช้ประโยชน์แบบอื่น ๆ
    - ใช้มุงหลังคา
    - ใช้ในคอกสัตว์ รองนอนในเล้าสัตว์
    - ใช้เป็นปุ๋ยหมักและพืชคลุมดิน
    - ใช้รากแห้งแขวนในตู้เสื้อผ้า ทำให้มีกลิ่นหอม ไล่แมลง
    - ใช้รากแห้งมาทำพัด สำหรับพัดให้ความเย็น และเกิดกลิ่นหอมเย็น
    - ใบใช้เลี้ยงสัตว์
    - ใช้เป็นสมุนไพร เครื่องหอม และน้ำหอม


ต้นกล้าหญ้าแฝกหอม อายุ 2 เดือน ได้มาจากการขยายพันธุ์ โดยเทคนิคเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

ในฉบับหน้า จะเป็นเรื่อง การขยายพันธุ์หญ้าแฝกหอม ค่ะ
จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 12 พฤศจิกายน 2545