การปลูกไม้ดอกไม้กระถาง

ผศ.ธัญญา เตชะศลีพิทักษ์
ตอนที่ 2

5. การย้ายปลูกลงกระถาง
ขนาดของกระถางมีตั้งแต่ 6-12 นิ้ว จะใช้ขนาดไหนย่อมแล้วแต่ชนิดและจำนวนกล้าที่จะปลูก โดยทั่วไปแล้วถ้าปลูก ต้นเดียวมักใช้กระถางขนาด 6-8 นิ้ว
ดินผสมที่ใช้ปลูกกล้าที่ย้ายลงกระถางควรเป็นดินผสมที่ร่วนซุยระบายน้ำได้ดี อุ้มน้ำดี มีน้ำหนักเบา และมีธาตุอาหาร ดินผสมมีอยู่ด้วยกันหลายสูตร ถ้าใช้ไม่มากแนะนำให้ซื้อดินผสมสำเร็จรูปที่มีขายทั่วไปจะสะดวกดี แต่ถ้าจะผสมใช้เอง ควรเลือกสูตรที่หาวัสดุได้ง่ายหรือดัดแปลงสูตรให้ใช้วัสดุที่หามาได้ง่ายในแต่ละท้องถิ่น

ตัวอย่างสูตรดินผสมสำหรับปลูกไม้ดอกทั่วไป
  1. ทรายหยาบ 2 ส่วน
  2. ขุยมะพร้าว 2 ส่วน
  3. ถ่านแกลบ 2 ส่วน
  4. ดิน 1 ส่วน
  5. ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า 1 ส่วน
  6. แกลบดิบ 1 ส่วน
โดยมีขั้นตอนของการผสมดินปลูกตามลำดับ ดังนี้คือ
  1. ต้องย่อยวัสดุทั้งหมดให้มีขนาดไล่เลี่ยกัน ใหญ่สุดไม่เกิน 2 เซนติเมตร ไม่จำเป็นต้องร่อน
  2. ต้องผสมแบบย้ายกอง โดยดินซึ่งมีน้ำหนักมากสุดจะอยู่ชั้นบนสุด แล้วผสมคลุกเคล้ากัน หลังจากนั้นจึงผสมแบบ ย้ายกอง 3-4 ครั้ง
  3. ควรผสมปูนมาร์ล ปูนดิบหรือปูนขาวประมาณ 1/2 กิโลกรัม และปุ๋ยเม็ด สูตรเสมอ เช่น 16-16-16 ประมาณ 1/2 กิโลกรัมต่อดินผสมที่ผสมเสร็จในสภาพแห้ง 1 ลูกบาศก์เมตร

เมื่อผสมเสร็จหากวัสดุปลูกอยู่ในสภาพแห้งให้พรมน้ำและคลุกให้ชื้น แต่อย่าให้ดินแฉะมากนัก ถ้าเป็นกระถางดินเผา การย้ายปลูกจะเริ่มด้วยการนำเศษกระถางแตกมาวางคว่ำปิดรูก้นกระถาง เพื่อป้องกันไม่ให้วัสดุปลูกไหลออกทางรูก้น กระถาง ถ้าเป็นกระถางพลาสติก ซึ่งมีรูที่ก้นกระถางมากแต่รูเล็ก อาจใส่วัสดุปลูกได้เลยหลังจากใส่วัสดุปลูกลงไปประมาณ ครึ่งกระถาง นำกล้าออกจากถาดหลุมหรือถุง โดยพยายามรักษาตุ้มดินไว้อย่าให้แตก นำกล้ามาปลูกในกระถางโดยให้ ต้นกล้าอยู่กลางกระถาง ให้ระดับใบเลี้ยงของต้นกล้าอยู่ต่ำกว่าขอบปากกระถางประมาณ 2 เซนติเมตร ใส่วัสดุปลูกให้อยู่ ในระดับใบเลี้ยง เคาะกระถางกับพื้นเบา ๆ เพื่อให้ต้นกล้ากับดินกระชับกัน รดน้ำให้น้ำซึมลงก้นกระถาง นำต้นกล้าไปปลูก ให้ได้รับแสงแดดเต็มที่
ในระยะแรกควรรดน้ำวันละครั้ง ในระยะที่โตขึ้น อาจต้องการน้ำในปริมาณที่มากขึ้น โดยขึ้นอยู่กับชนิดของไม้ดอก ขนาด ของต้นและสภาพแวดล้อม เช่น ฤดูกาล การถ่ายเทของอากาศ ในพื้นที่ปลูก

6. การเด็ดยอด

ไม้ดอกส่วนมากควรจะเด็ดยอด เพื่อทำให้ต้นแตกพุ่มและออกดอกมากขึ้น ให้ดอกบานพร้อมกันทีละหลาย ๆ ดอกและ ความสูงของต้นลดลง ส่วนควรจะเด็ดยอดเมื่อใดขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ปลูก เช่น เมื่อต้องการให้แตกกิ่งข้าง 4 กิ่ง ต้องเด็ดยอดให้เหลือใบจริง 4 ใบ หรือถ้าต้องการ 6 กิ่งต้องเด็ดให้เหลือใบจริง 6 ใบ การเด็ดยอดจะเด็ดขณะที่ต้นกล้า ยังมีอายุน้อยคือ เริ่มมีใบจริงตามจำนวนที่ต้องการ
วิธีเด็ด ใช้มือซ้ายหนีบใบคู่บนสุดที่ต้องการเหลือไว้ ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ของมือขวาจับที่โคนยอดของส่วนที่จะเด็ด ออก แล้วค่อย ๆ ใช้มือขวาโน้มยอดลงไปในแนวตั้งฉากกับลำต้นจนยอดหักตรงบริเวณยอดพอดี การเด็ดยอดควรทำใน ตอนเช้าเพราะเนื้อเยื่อพืชจะอวบน้ำเวลาเด็ดจะหักง่ายกว่าตอนสายหรือตอนบ่าย

7. การให้น้ำ
หลังจากย้ายกล้าหรือย้ายปลูกต้องรดน้ำทันทีให้มากจนน้ำไหลออกก้นกระถาง จากนั้นจะไม่รดจนกว่าผิวหน้าวัสดุปลูก เริ่มแห้งหมาด ๆ จึงจะเริ่มรดน้ำอีกจนน้ำไหลออกก้นกระถาง ควรเหลือที่ว่างระหว่างปากกระถางถึงผิวเครื่องปลูกประมาณ 2 เซนติเมตร เพราะต้องการให้เป็นที่เก็บน้ำตอนรดน้ำแล้วน้ำจะค่อย ๆ ซึ่งลงไปก้นกระถาง ทำให้ประหยัดเวลาในการรด น้ำ ควรรดน้ำในตอนเช้าหรือเย็น หากรดน้ำในเวลาเย็นควรจะให้น้ำที่เกาะค้างอยู่บนใบแห้งไปก่อนพระอาทิตย์ตกดิน แม้ว่าต้นกล้าโตแล้วก็ยังใช้หลักการรดน้ำเหมือนเดิม ถ้าหากต้นไม้มีดอกแล้วอย่ารดน้ำให้ถูกดอกเพราะจะทำให้ดอกช้ำ หรือเน่าได้ ในบางกรณี เช่น เมื่อต้นไม้ดอกมีขนาดใหญ่มีการคายน้ำมาก อาจจำเป็นต้องรดน้ำมากกว่าวันละ 1 ครั้ง ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของพืชด้วย

8. การให้ปุ๋ย

โดยทั่วไปหากแบ่งตามสูตรปุ๋ยจะแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ
  1. ปุ๋ยสูตรเสมอ คือปุ๋ยที่มีธาตุทั้ง 3 ในปริมาณที่เท่ากัน ใช้เมื่อไม่ต้องการเร่งส่วนใดส่วนหนึ่งโดยเฉพาะคือ ให้พืชเจริญเติบโตตามปกติ เช่น 15-15-15, 20-20-20 เป็นต้น
  2. ปุ๋ยสูตรหน้าสูง คือปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนมากกว่าธาตุฟอสฟอรัสและธาตุโปแตสเซียม ใช้เมื่อต้องการเร่งการเจริญ เติบโตทางต้นหรือใบมักให้ในระยะกล้าจะทำให้พืชมีใบเขียวขึ้น เช่น สูตร 30-20-10 เป็นต้น
  3. ปุ๋ยสูตรกลางสูง คือปุ๋ยที่มีธาตุฟอสฟอรัสมากกว่าธาตุไนโตรเจนและธาตุโปแตสเซียม ใช้เมื่อต้องการเร่งการเจริญ เติบโตทางรากหรือเร่งให้ออกดอกเร็วขึ้น เช่น ปุ๋ยสูตร 15-30-15, 12-24-12 เป็นต้น
  4. ปุ๋ยสูตรหลังสูง คือ ปุ๋ยที่มีธาตุโปแตสเซียมมากกว่าธาตุไนโตรเจนและธาตุฟอสฟอรัส ใช้เร่งสีให้เข้มขึ้น เช่น สูตร 12-12-27, 10-20-30 เป็นต้น
การให้ปุ๋ยไม้ดอกกระถางทำได้หลายวิธีดังนี้
  1. การให้ปุ๋ยละลายช้า (Control release)
    หมายถึงปุ๋ยที่ถูกเคลือบด้วยสารเคมี เช่น เรซิน สารที่เคลือบนี้จะ ทำให้ปุ๋ยเคมีที่อยู่ข้างในค่อย ๆ ซึมผ่านออกมาทำให้ต้นไม้ได้รับปุ๋ยในปริมาณที่พอเพียงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันปุ๋ยละลาย ช้าเป็นปุ๋ยที่หาซื้อได้ง่าย ได้แก่ ออสโมโค้ท มัลติโค้ท เป็นต้น การให้ปุ๋ยละลายช้ามีข้อดีคือ ปุ๋ยชนิดนี้จะค่อย ๆ ละลาย ออกมาเป็นเวลานาน 2-3 เดือน การให้ปุ๋ยละลายช้าเพียงครั้งเดียวในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้ต้นไม้ดอกตายได้ การให้ปุ๋ยละลายช้ายังทำให้ต้นไม้ดอกได้รับปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ มีผลทำให้เจริญเติบโตอย่างสม่ำเสมอ วิธีการให้ปุ๋ย ละลายช้ากับไม้ดอกทำดังนี้ คือ เลือกใช้ปุ๋ยที่มีสูตรเสมอหรือใกล้เคียงกัน เช่น 14-14-14, 15-15-15 หรือ 17-17-17 โดยใช้ปุ๋ยสูตรที่อยู่นาน 3 เดือน การให้ปุ๋ยจะให้เมื่อทำการย้ายกล้าลงกระถางหรือหลังย้ายกล้าลงกระถางก็ได้ หากให้เมื่อ ย้ายกล้าลงกระถางก็ให้ปุ๋ยรองใต้ต้นกล้าที่ปลูก ถ้าหากให้หลังปลูกก็เจาะรูใส่ด้านข้างของต้นกล้า อัตราการให้ปุ๋ยคือให้ปุ๋ย 5 กรัมหรือประมาณ 1 ช้อนชา สำหรับกระถาง 6 นิ้ว กรณีที่กระถางเล็กหรือใหญ่กว่านี้ ก็ให้ปุ๋ยตามที่ฉลากข้างกล่องปุ๋ย แนะนำ

  2. การให้ปุ๋ยละลายเร็ว (Quick release)
    จะละลายง่าย ถ้าให้ปุ๋ยในปริมาณมากปุ๋ยก็จะละลายออกมามากมีผลทำให้ ต้นไม้ดอกตายได้ การเลือกใช้ปุ๋ยละลายเร็วกับไม้ดอกนั้นให้เลือกใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 หรือ 16-16-16 การให้ ปุ๋ยละลายเร็ว กับต้นไม้ดอกกระถางต้องให้ด้วยความระมัดระวัง ต้องไม่ให้ปุ๋ยปริมาณที่มากเกินไปและต้องไม่ให้ชิดกับต้น การให้ปุ๋ยละลายเร็วกับไม้ดอกกระถางนั้นควรให้ในปริมาณ 0.5 กรัมหรือปุ๋ยประมาณ 10 เม็ด โดยเจาะรูให้ห่างจากต้น เมื่อให้ปุ๋ยแล้วควรรีบรดน้ำตาม เพื่อป้องกันหรือล้างปุ๋ยที่อาจสัมผัสกับต้นไม้ดอกซึ่งอาจทำให้ต้นตายได้ การให้ปุ๋ยละลาย เร็วควรให้ทุกสัปดาห์ ตลอดอายุของต้นไม้ดอก

  3. การให้ปุ๋ยพร้อมไปกับน้ำ (Fertilization)
    การให้ปุ๋ยไปกับน้ำนี้ เป็นที่นิยมในต่างประเทศ โดยการให้ปุ๋ยไปกับระบบ น้ำหยด กับไม้ดอกกระถางยังไม่นิยมการให้ปุ๋ยระบบนี้ในบ้านเรา จะไม่ขอกล่าวในรายละเอียด
ปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำ (ปุ๋ยใบ) ปุ๋ยชนิดนี้มีลักษณะเป็นเกล็ดขนาดเล็กหรือเป็นผง ต้องนำมาละลายน้ำให้เจือจางก่อน อัตรา การใช้ 50 ถึง 100 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ระยะที่กล้าไม้ดอกมีเฉพาะใบเลี้ยงหรือเติบโตจนกระทั่งมีใบจริง 6 ใบ ให้ใช้อัตรา ต่ำคือ 50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ต่อจากนั้นใช้อัตรา 60-100 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ปุ๋ยใบควรละลายน้ำแล้วพ่นให้เปียกทั่วต้นพืช ได้อย่างรวดเร็ว ถ้าพ่นกับพืชที่ใบติดน้ำยากต้องผสมสารจับใบ (ยาเปียกใบ) จึงจะได้ผลดี แต่ในระยะกล้าควรใส่บัวฝอย ละเอียดราดให้ถูกทั้งใบและให้ไหลลงดินด้วยเพื่อรากพืชจะได้ปุ๋ยด้วย ควรให้ปุ๋ยในอัตราต้นละประมาณ 5-20 ซีซี แล้วแต่ ขนาดของกล้า

หมายเหตุ : ปุ๋ยใบ 1 ช้อนโต๊ะ (เมื่อปาดให้เรียบ) มีน้ำหนักประมาณ 15 กรัม ปุ๋ยใบ 1 ช้อนโต๊ะ (เมื่อปาดให้เรียบ) ผสมน้ำ 3 ลิตร มีความเข้มข้น ประมาณ 100 กรัม/น้ำ 20 ลิตร

9. สารชะลอการเจริญเติบโต (plant growth retardant)

เป็นสารที่ทำให้ต้นพืชเตี้ยลงแต่ยังคงมีการเจริญเติบโต มีความสมบูรณ์ของต้น มีขนาดดอกและคุณภาพดอกคงเดิม ด้วยคุณสมบัตินี้จึงทำให้มีการใช้สารชะลอการเจริญเติบโตกับดอกไม้อย่างกว้างขวางสารชะลอการเจริญเติบโตจะช่วย ให้ได้ดอกมีทรงพุ่มกระทัดรัด ทำให้ใบมีสีเขียวเข้มขึ้น ทำให้ต้นพืชทนต่อสภาพความแห้งแล้งได้ดี สารชะลอการเจริญ เติบโตที่นิยมใช้อยู่ในปัจจุบันมี
  1. คลอมีควอท (Chlormequat) นิยมใช้กับต้นคริสตมาส (poinsettia) เบญจมาศ กุหลาบหิน ซัลเวีย และ ดาวเรือง
  2. เอส เอ ดี เอช (Succinic acid,2,2-dimethyl hydrazide) สารตัวนี้ใช้ได้ผลกับเบญจมาศ โบราวาเรีย อิมเพเซียน กุหลาบหิน ซัลเวีย ดาวเรือง เวอร์บีนา บานชื่น พิทูเนีย
  3. แอนซิมิดอล (Ancymodol) เป็นสารชะลอการเจริญเติบโตที่ใช้ได้ดีกับไม้ดอกเกือบทุกชนิด เป็นที่นิยมมากสำหรับ ผู้ปลูกไม้ดอกในต่างประเทศ
  4. เฟอร์พริมิดอล (Fhurprimidol) เป็นสารที่ใช้กับไม้ดอกได้อย่างกว้างขวางเหมือนกับแอนซิมิดอล
หลักในการใช้สารชะลอการเจริญเติบโตกับไม้ดอกนั้นมีข้อพิจารณาดังนี้
  1. ต้องศึกษาและตรวจเอกสารว่าสารใดเหมาะกับไม้ดอกชนิดใด
  2. ต้องศึกษาวิธีการใช้สารว่าใช้พ่นทางใบ ราดลงดิน หรือใช้ได้ทั้งพ่นทางใบและราดลงดิน
  3. ต้องศึกษาว่าสารชนิดใดใช้อัตราความเข้มข้นเท่าใดจึงเหมาะสม
  4. จำนวนครั้งและช่วงระยะเวลาในการให้สารแต่ละครั้งควรห่างกันเท่าไร
ดังนั้นการใช้สารชะลอการเจริญเติบโตกับไม้ดอกกระถางจำเป็นต้องตรวจเอกสารหรือทำการทดลองก่อน เพราะสารชะลอ การเจริญเติบโตจะจำเพาะเจาะจงกับชนิดไม้ดอกทั้งในปริมาณความเข้มข้นและวิธีการให้


จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 5 พฤศจิกายน 2544