โรคกระเพาะปัสสาวะไวเกิน
เป็นได้อย่างไร
เกิดจากกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะบีบตัวบ่อยและเร็วกว่าปกติ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ (มากกว่า 8 ครั้งต่อวัน รวมทั้งต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะตอนกลางคืนบ่อย ๆ จนรบกวนการนอนหลับปกติ) เวลาปวดปัสสาวะจะรู้สึกปวดปัสสาวะอย่างรุนแรงและต้องรีบเข้าห้องน้ำอย่างเร่งด่วน เพราะทนกลั้นปัสสาวะไม่ได้และน้อยครั้งที่จะกลั้นอยู่ อาจมีปัสสาวะ เล็ดราดเนื่องจากไม่สามารถทนกลั้นปัสสาวะได้จากการรีบด่วนนั้น ภาวะนี้ทำให้ผู้ป่วยเกิดความรำคาญไม่กล้าเข้าสังคมมีผลต่อความสะอาดของบริเวณช่องคลอดและขาหนีบ ผู้ป่วยจะไม่อยาก ไปไหน เนื่องจากไม่มั่นใจว่า จะมีห้องน้ำอยู่ใกล้ ๆ บริเวณที่จะไปหรือไม่
 
อะไรคือสาเหต
สาเหตุส่วนใหญ่ของสภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกินยังไม่ทราบแน่ชัด เชื่อว่าเกิดจากระบบประสาทที่บริเวณกล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะ ผิดปกติ ทำให้กล้ามเนื้อบีบตัวบ่อยและไวกว่ากำหนด โดยที่ยังมีปริมาณปัสสาวะไม่มากพอที่จะทำให้รู้สึกปวดปัสสาวะ สาเหตุอีกส่วนหนึ่ง คือ พบร่วมกับภาวะการอักเสบ ติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ ภาวะหมดประจำเดือนและโรคทางระบบประสาทบางชนิด
สตรีวัยไหน
อาจพบได้ในสตรีทุกช่วงอายุ แต่อุบัติการจะพบมากในช่วงอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป โรคนี้ไม่ได้เกิดเนื่องจากการที่มีอายุเพิ่มขึ้น ทางการแพทย์ถือว่าเป็นความผิดปกติอย่างหนึ่งและเป็นภาวะที่รักษาได้

รักษาได้อย่างไร
1. การควบคุมปริมาณน้ำที่รับประทาน    ให้รับประทานน้ำตามปกติ ไม่ให้ทานมากเกินไปเพราะจะทำให้ปวดปัสสาวะบ่อย ในกรณีที่ผู้ป่วยทานยาขับปัสสาวะอยู่นั้น อาจให้ปรับเวลาทานยาขับปัสสาวะใหม่ให้เหมาะสมรวมทั้งควบคุมอาหารปริมาณน้ำ และสารบางอย่างที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะด้วย เช่น ชา, กาแฟ
2. ใช้ยาควบคุมการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ    ยาที่เป็นยาหลักในการรักษาคือ ยาในกลุ่ม Anticholinergic จะออกฤทธิ์คลายการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ลดการบีบตัวที่ไวเกินปกติ ของกระเพาะปัสสาวะ การใช้ยาจะต้องมีการปรับขนาดยาให้เหมาะต่อผู้ป่วยแต่ละราย  ยาในกลุ่มนี้มีหลายชนิดต่างกันที่ราคาและผลข้างเคียงของยา
3. การฝึกกระเพาะปัสสาวะโดยการฝึกควบคุมระบบประสาทที่ควบคุมการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ   เป็นการฝึกเพิ่มช่วงระยะเวลาของการเข้าห้องน้ำให้ห่างออกไป เช่น จากเดิมต้องเข้าทุกๆ 1 ชั่วโมงให้เพิ่มเป็น 1 ชั่วโมงครึ่งและ เพิ่มเป็น 2 ชั่วโมงตามลำดับ เป็นการฝึกให้กระเพาะปัสสาวะเก็บปัสสาวะให้มากพอโดยไม่มีอาการบีบตัวไวกว่าปกติ เป็นการฝึกกกลั้นปัสสาวะโดยฝึกที่ระบบประสาทส่วนกลาง(สมอง) ซึ่งส่งสัญญาณควบคุมความรู้สึกปวดปัสสาวะ ให้ยืดยาวออกไป ผู้ป่วยควรขมิบช่องคลอดร่วมด้วย ซึ่งจะลดอาการอยากถ่ายปัสสาวะลง
4. การใช้ไฟฟ้ากระตุ้นที่เส้นประสาทบริเวณก้นกบ   (Sacral nerve stimulation)  การใช้ไฟฟ้ากระตุ้นที่เส้นประสาทบริเวณก้นกบ จะช่วยลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ ลงการรักษาโดดยวิธีนี้ต้องมีการผ่าตัดฝังตัวกระตุ้นสัญญาณไฟฟ้าที่หน้าท้องและกระดูกก้นกบด้วย(Sacral bone) และต้องมีการทดสอบในช่วงแรกว่าได้ผล จึงผ่าตัดฝังเครื่องชนิดถาวร(อยู่ได้ 5 ปี) การรักษาวิธีนี้มีราคาแพงและยังอยู่ในระหว่างการวิจัย
5. การผ่าตัด    มีการผ่าตัดกระเพาะปัสสาวะบางส่วนหรืออาจนำลำไส้เล็กบางส่วนมาเย็บต่อกับกระเพาะปัสสาวะ เพื่อทำให้การบีบตัวไม่มีผลทำให้ปวดปัสสาวะบ่อย การผ่าตัดมีผลแทรกซ้อนมากและนิยมทำในรายที่รักษาโดยการใช้ยาแล้วไม่ได้ผล
6. วิธีการอื่นๆ     เช่นการใช้ยาหรือสารบางชนิด เช่น Capsaicin ใส่ไปในกระเพาะปัสสาวะซึ่งยัง อยู่ในระหว่างทดลอง

 

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 30 พฤศจิกายน 2549