การขยายพันธุ์       

       การขยายพันธุ์หน้าวัวมี 2 วิธี คือ การใช้เพศและไม่ใช้เพศ หน้าวัวตัดดอกนิยมขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ เพราะต้นที่ได้จากเมล็ดมีโอกาสกลายพันธุ์ได้สูงมาก และใช้เวลานานจากเพาะเมล็ดจนออกดอก และเพื่อให้ได้ต้นพันธุ์ปราศจากเชื้อโรค มีการเจริญเติบโตสม่ำเสมอ ในการปลูกเป็นการค้าเกษตรกรนิยมใช้พันธุ์ที่ขยายพันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

       1. การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ

       การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศทำได้หลายวิธี เช่น การตัดยอด ตัดหน่อ และเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การขยายพันธุ์โดยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเป็นวิธีการขยายพันธุ์ที่ดีที่สุด เพราะต้นหน้าวัวที่ได้จะตรงตามพันธุ์และปราศจากโรค แต่ก็ต้องระวังโรคบางชนิดและการกลายพันธุ์ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ ส่วนการขยายพันธุ์โดยการตัดยอดหรือปักชำ มีข้อเสียคือ ทำให้โรคสามารถถ่ายทอดมาจากต้นแม่ได้ง่าย การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศสามรถแบ่งได้ดังนี้

       1.1 การตัดยอด เป็นการขยายพันธุ์ที่ง่ายและนิยมปฏิบัติกันมาก ทั้งนี้ต้นหน้าวัวบางพันธุ์ไม่ค่อยแตกหน่อ โดยเฉพาะพันธุ์ตัดดอกที่ยังเป็นลูกผสมใหม่ๆ จากต่างประเทศ การตัดยอดสามารถทำได้ทั้งในขณะที่ยังเป็นตันกล้าขนาดเล็กซึ่งได้จากเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหรือเพาะเมล็ด และต้นขนาดใหญ่ที่สูงเกินไป คือ ยอดสูงเกิน 60 ซม. โดยตัดยอดมีใบติดมา 4 - 5 ใบ และหากมีรากติดมาด้วยจะทำให้พืชตั้งตัวได้เร็ว แต่ถ้าไม่มีรากติดมาเลย ในช่วงแรกจะต้องนำยอดที่ตัดไปชำไว้ในที่ซึ่งมีความชื้นสูงมากก่อน รอจนยอดนั้นแทงรากที่มีขนาดใหญ่พอสมควร แล้วจึงย้ายไปไว้ในโรงเรือนตามปกติ การตัดแบบนี้ควรเหลือใบไว้ที่ต้นตอเดิมประมาณ 1 - 2 ใบ เพื่อให้มีหน่อแตกขึ้นมาจากตอเดิมเร็วและสมบูรณ์ ส่วนรอยแผลที่เกิดขึ้นจากการตัดควรทายากัรรา ปูนแดงหรือกำมะถันผง เพื่อป้องกันมิให้เชื้อโรคเข้าทำลายได้ ปริมาณหน่อใหม่ที่จะสร้างขึ้นจากตอเดิมนั้นนอกจากจะขึ้นกับสายพันธุ์แล้ว ยังขึ้นกับอายุของต้นอีกด้วย หากตัดยอดจากต้นที่อายุยังน้อยที่ได้จากการเพาะเมล็ด หรือเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จะมีปล้องสั้น ข้อถี่ และให้หน่อมากกว่าต้นที่ให้ดอกแล้ว

       2. การตัดหน่อ จะตัดหน่อที่มีรากแล้ว 2 - 3 ราก หน่อนั้นอาจเกิดจากโคนต้นของพันธุ์ที่มีหน่อดก หรือเกิดจากตอที่ตัดยอดไป การตัดหน่อในขณะที่หน่อมีขนาดเล็กจะทำให้ต้นตั้งตัวช้า จึงควรทิ้งให้หน่อมีขนาดใหญ่และมีรากพอสมควรก่อน

       3. การปักชำ วิธีนี้ใช้กับต้นหน้าวัวที่มีอายุมากเมื่อตัดยอดไปแล้วไม่มีใบเหลืองกับต้นเดิม อาจปักชำทั้งต้น หรือตัดเป็นท่อนๆ ก่อนแล้วจึงนำไปปักชำ โดยแต่ละท่อนจะต้องมีข้ออยู่ 2 - 3 ข้อ แล้วนำไปชำในวัสดุชำ เช่น ทราย หรือทรายหยาบผสมแกลบ หรืออิฐมอญทุบละเอียด ในการปักชำควรวางกิ่งทำมุม 30 - 40 องศากับวัสดุปักชำ ปักลึกครึ่งหนึ่งของกิ่งปักชำ หันตาออกด้านข้างเพื่อให้ได้หน่อจำนวนมาก ปักชำในที่มีแสงน้อย หากปักชำในกระบะชำต้องควบคุมความชื้นให้อยู่ในระดับสูงอยู่เสมอแต่ไม่แฉะ

       4. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ วิธีนี้จะใช้ใบอ่อนที่ยังม้วนอยู่ใปเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การขยายพันธุ์วิธีนี้จะทำกรณีที่ต้องการต้นพันธุ์ในปริมาณมาก เช่น 10,000 ต้น ในเวลา 2 - 2.5 ปี ต้นพันธุ์ที่คัดเลือกไว้เพื่อขยายพันธุ์โดยวิธีนี้จะต้องดูแลรักษาเป็นพิเศษ คือ ในการรดน้ำจะต้องรดเฉพาะบริเวณโคนต้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะมีขนาดเล็ก จึงต้องปลูกในบริเวณที่พรางแสง 80 - 85 % และความชื้นสูงในระยะ 2 - 3 สัปดาห์แรก เมื่อรากตั้งตัวได้แล้วจึงย้ายไปในกระบะพ่นหมอกหรือตู้ความชื้นต่อไป ในประเทศเนเธอร์แลนด์ ต้นที่ได้จากการเพาะเนื้อเยื่อจะย้ายปลูกในถาดหลุม เป็นเวลา 4 เดือน เมื่อตั้งตัวได้แล้วจึงย้ายลงกระถางเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว กระถางละ 2 ต้น เป็นเวลาอีกราว 4 เดือน แล้วจึงจำหน่ายเพื่อปลูกตัดดอกและจะให้ผลผลิตภายในระยะเวลา 8 เดือน

       2. การขยายพันธุ์โดยใช้เพศ

       การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ใช้สำหรับปรับปรุงพันธุ์เท่านั้น เพื่อให้เกิดความหลากหลายทางพันธุกรรม และเพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่มีลักษณะดีกว่าเดิม การผสมเกสรสามารถกระทำได้โดยใช้นิ้วชี้และหัวแม่มือ หรือพู่กันแตะที่ละอองเรณู แล้วนำไปสัมผัสยอดเกสรตัวเมีย การผสมเกสรควรทำวันเว้นวัน จากยอดเกสรตัวเมียที่โดนปลีเริ่มโผล่จนกระทั่งไม่มียอดเกสรตัวเมียโผล่ขึ้นจากปลีอีก การผสมเกสรหน้าวัวนั้นไม่จำเป็นต้องกำจัดอับเรณูของดอกที่ใช้เป็นแม่พันธุ์ เพราะพืชชนิดนี้ไม่ผสมตัวเอง

       หลังปฏิสนธิ ปลีจะบวมขึ้นในส่วนของดอกที่มีการพัฒนาเป็นผล ปลีที่บวมขึ้นนี้จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเพื่อช่วยในการสังเคราะห์แสง ผลจะสุกใน 3 - 6 เดือน ขึ้นกับสายพันธุ์ เมื่อผลเริ่มแก่จะดันตัวขึ้นมาจากปลี เมื่อผลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง จะต้องนำถุงพลาสติกซึ่งถูกเจาะรูเล็กๆ มาสวมครอบปลีไว้ป้องกันเมล็ดสูญหาย อนึ่งผลสุกของหน้าวัวบางพันธุ์อาจไม่เป็นสีเหลืองแต่อาจเป็นสีม่วงแดงได้ ปกติผลของหน้าวัวมีขนาดใกล้เคียงกับเมล็ดข้าวฟ่าง ภายในเมล็ด 1 - 3 เมล็ด เมล็ดของพืชสกุลหน้าวัวสูญเสียความงอกเร็วมาก จึงควรเพาะทันทีหลังการเก็บเกี่ยว โดยบีบผลสุกให้เมล็ดหลุดออกมาล้างเมล็ดให้หมดเมือก แล้วจึงเพาะบนวัสดุซึ่งอุ้มน้ำพอสมควรแต่ระบายน้ำดี เช่น อิฐทุบละเอียด รากเฟิร์นสับละเอียด หรือทรายผสมถ่านแกลบอัตราส่วนเท่ากัน ไม่จำเป็นต้องกลบเมล็ดด้วยวัสดุเพาะพรางแสง 75 - 80 % ต้นกล้าจะงอกภายใน 20 - 30 วัน เมื่อต้นกล้ามีใบ 2 - 4 ใบ หรือมีอายุ 4 - 6 เดือน จึงย้ายปลูกให้มีระยะเวลาระหว่างต้น 2.5 - 3 ซม. จากนั้นจึงย้ายปลูกอีกครั้งเมื่อกล้ามีใบ 8 - 10 ใบ ลงในกระถางขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 ซม. ระยะจากเพาะเมล็ดถึงออกดอกเป็นเวลา 1.5 - 3 ปี

การปลูกและการจัดการ

       สภาพที่เหมาะสมในการปลูกหน้าวัวเป็นการค้า

       พื้นที่ปลูก ควรเป็นที่ราบ น้ำไม่ท่วมขัง หรืออยู่ในเส้นทางไหลบ่าของน้ำเวลาฝนตก ไม่ควรใช้พื้นที่ที่อยู่ใกล้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ หรือสิ่งก่อสร้างที่มีเงาทอดผ่านพื้นที่ปลูก ควรเป็นพื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก แต่ไม่ควรเป็นพื้นที่ที่มีกระแสลมแรงพัดผ่านเป็นประจำ มีแหล่งน้ำที่มีคุณภาพดี สะอาด ไม่มีหินปูนและเกลือแร่มากและมีปริมาณเพียงพอตลอดทั้งปี พื้นที่ปลูกควรเดินทางคมนาคมขนส่งได้สะดวก หากจะปลุกเพื่อการส่งออก ควรอยู่ใกล้สนามบินนานาชาติ

       อุณหภูมิ โดยทั่วไปอุณหภูมิที่เหมาะสมในการปลูกหน้าวัว อุณหภูมิในช่วงกลางวันควรอยู่ระหว่าง 20 - 30 องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลานานและต่อเนื่องจะทำให้ต้นไม้และใบไหม้ สีจานรองดอกซีด และอายุการปักแจกันสั้นลง และอุณหภูมิกลางคืนที่เหมาะสมสมควรอยู่ระหว่าง 21 - 24 องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิต่ำกว่า 14 องศาเซลเซียสเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้ต้น ใบ และดอกหน้าวัวเสียหายได้เช่นกัน (cold damage) และจะทำให้การเจริญเติบโตช้า ใบล่างเหลือง

       ความชื้นสัมพัทธ์ ต้นหน้าวัวจะมีรากอากาศออกจากลำต้น เพื่อดูดซับความชื้นจากอากาศ ถ้าอากาศมีความชื้นสูงเพียงพอ ความชื้นสัมพัทธ์ที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 70 - 80 % หากความชื้นสัมพัทธ์ต่ำกว่า 50 % หน้าวัวจะมีการเจริญเติบโตต่ำ ต้นแคระแกร็น ดอกเล็ก แต่หากความชื้นสัมพัทธ์สูงกว่า 90 % เป็นระยะเวลานาน การคายน้ำของหน้าวัวจะน้อยลงทำให้การเจริญเติบโตลดลง ต้นอ่อนแอและทำให้การแพร่ระบาดของโรคเกิดได้ง่ายขึ้น

       แสง หน้าวัวเป็นพืชที่จำเป็นต้องปลูกภายใต้โรงเรืองพรางแสง หากปลูกกลางแจ้งโดยไม่มีการพรางแสงต้นหน้าวัวจะไหม้ โดยทั่วไปการปลูกหน้าวัวจะเจริญได้ดีที่ระดับความเข้มแสงประมาณ 16,000 - 27,000 ลักซ์ หากความเข้มแสงเกิน 27,000 ลักซ์ แม้ต้นหน้าวัวจะแตกกิ่งข้างได้ดี แต่สีของดอกและใบจะซีดเหลือง ใบไหม้ ขอบใบแห้งและไหม้ได้ ในทางตรงข้ามหากมีการพรางแสงมากเกินไปต้นหน้าวัวจะให้ผลผลิตน้อยลง และต้นอ่อนแอ โดยทั่วไปจะพรางแสงหน้าวัวประมาณ 70 - 80 %

       โรงเรือน ธรรมชาติของหน้าวัวต้องการสภาพที่มีความชื้นสูง มีแสงแดดรำไร และการถ่ายเทอากาศดี ไม่ชอบลมโกรก ดังนั้นโรงเรือนควรมีความสูง 3 - 5 เมตร หลังคามุงด้วยตาข่ายพรางแสงแดด 70 - 80 % รอบโรงเรือนควรปิดด้วยตาข่ายพรางแสง โดยเว้นด้านบนไว้เล็กน้อยในแนวลมเพื่อระบายอากาศ ป้องกันไม่ให้อากาศในโรงเรือนร้อนเกินไป หรืออาจจะขึงตาข่ายรอบโรงเรือนในแนวเฉียง ประมาณ 45 % ก็จะช่วยให้มีการหมุนเวียนอากาศรอบโรงเรือนมากขึ้น ส่วนหลังคาอาจดัดแปลงโดยพรางแสง 2 ชั้น โดยขึงชั้นบนแบบถาวรด้วยตาข่ายพรางแสงแดด 40 - 60 % ส่วนชั้นล่างขึงตาข่ายพรางแสงแดด 60 % แบบเลื่อนเปิดปิดได้ วิธีนี้มามารถปรับให้ต้นหน้าวัวไม่ถูกแสงแดดจัดช่วงกลางวันโดยปิดตาข่ายพรางแสงทั้ง 2 ชั้น ซึ่งจะพรางแสงได้ 76 - 84 % แต่ช่วงเช้าและช่วงเย็น นั้น มีความเข้มแสงน้อย ควรเปิดตาข่ายพรางแสงแดดชั้นล่าง เพื่อให้ต้นหน้าวัวได้รับแสงสามารถสร้างอาหารและเจริญเติบโตได้เต็มที่ การปูหลังคาตาข่ายพรางแสงแดดจะต้องปูในแนวตะวันออก ตะวันตกเสมอ นอกจากนี้โรงเรือนอาจคลุมด้วยพลาสติกใสเพื่อให้กันฝนได้และป้องกันโรคใบไหม้

       การปลูกหน้าวัวในกระถางจำเป็นต้องมีพื้นโรงเรือนที่เก็บความชื้นได้ดี ขณะเดียวกันจะต้องระบายน้ำได้ดีด้วย ดังนั้นจึงควรใช้วัสดุที่เก็บความชื้นได้ดี เช่น ทราย ถ่านแกลบ หรืออิฐมอญ ปูพื้นก็ได้ หรืออาจใช้พื้นคอนกรีตเพื่อความทนทานโดยพื้นคอนกรีตที่สร้างจะต้องลาดเอียงเพื่อป้องกันน้ำขังเป็นหย่อมๆ และมีร่องระบายน้ำซึ่งสามารถขังน้ำไว้ช่วยเพิ่มความชื้นภายในโรงเรือนด้วย แต่การปลูกในแปลงไม่จำเป็นต้องใช้พื้นโรงเรือนสำหรับเก็บความชื้น เนื่องจากเครื่องปลูกในแปลงช่วยชื้นได้มากอยู่แล้วแต่ก็ไม่ควรใช้วัสดุที่อมความร้อน เช่น กรวด หินเกล็ด ปูพื้นโรงเรือน เนื่องจากจะทำให้อุณหภูมิในโรงเรือนสูงขึ้น โดยทั่วไปเกษตรกรควรใช้ทรายปูพื้นโรงเรือน

       วัสดุปลูก ควรมีลักษณะโปร่ง ระบายน้ำได้ดี ไม่ขังแฉะแต่เก็บความชื้นได้ดี สามารถยึดรากและลำต้นได้ไม่ให้ล้มเมื่อต้นโตขึ้น ไม่มีสารที่เป็นพิษต่อพืช ไม่เน่ายุบหรือย่อยสลายง่าย เพราะหน้าวัวสามารถปลูกได้เป็นเวลาอย่างน้อย 6 ปี วัสดุปลูกต้องปราศจากเชื้อโรค หาง่าย และราคาถูก ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ของเครื่องปลูกควรอยู่ระหว่าง 5.5 - 6.5

       อินทรีย์วัตถุ เช่น เปลือกไม้ กากชานอ้อย ถ่าน ซังข้าวโพด กากกาแฟ ถ่านกะลาปาล์ม กะลามะพร้าว กาบมะพร้าวสับที่มีขนาดใหญ่และมีเปลือกติด หรือวัสดุอื่น เช่น กรวดภูเขาไฟ ใยหิน โอเอซิสหัก อิฐทุบ สามารถใช้เป็นวัสดุปลูกสำหรับยึดต้น เพื่อให้ต้นหน้าวัวเจริญเติบโตและสร้างดอกได้ ทั้งนี้การเลือกใช้วัสดุปลูกชนิดใดนั้นแล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละท้องถิ่น ตามข้อแม้ข้างต้น เช่น มลรัฐฮาวายนิยมใช้กรวดภูเขาไฟเป็นวัสดุปลูก โครงการพัฒนาดอยตุงใช้เปลือกสน ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์พืชสวนกรบี่เคยใช้กะลาปาล์มน้ำมันและถ่านทะลายปาล์มได้ผลดี แต่ปัจจุบันเริ่มใช้เฉพาะกะลาปาล์มเผาเพียงอย่างเดียว และเกษตรกรภาคกลางนิยมใช้อิฐทุบ เป็นต้น

       การใช้อิฐมอญทุบ โดยนำมาทุบให้ได้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 - 3.0 ซม. หากปลูกด้วยอิฐมอญทุบในสภาพแห้ง ควรเติมถ่านแกลบหรือกาบมะพร้าวสับเพื่อเก็บความชื้น อย่างไรก็ตามผู้ทดลองปลูกควรทดลองปลูกด้วยอิฐมอญทุบจำนวนน้อยต้นก่อน เนื่องจากคุณภาพของดินที่ใช้ทำอิฐมอญจะแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่นทำให้มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชด้วย วิธีทำอิฐมอญในปัจจุบันจะทำให้อิฐมอญอุ้มน้ำได้น้อยมาก

       การใช้กาบมะพร้าวสับเป็นวัสดุปลูก ควรใช้ในพื้นที่ไม่มีฝนชุกเพราะกาบมะพร้าวอุ้มน้ำมากเกินไปและผุง่ายทำให้ต้องเติมเครื่องวัสดุบ่อยครั้ง

การอนุบาลต้นพันธุ์

       การปลูกหน้าวัวเป็นการค้าในปัจจุบัน นิยมใช้ต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เนื่องจากจะมีความแข้งแรง เติบโตสม่ำเสมอ และปลอดโรคมากกว่าต้นพันธุ์ที่ได้จากการขยายพันธุ์โดยวิธีอื่น ปัจจุบันเกษตรกรนิยมสั่งซื้อหัวพันธุ์ขนาด 8 - 10 ซม. มาปลูก วิธีการที่เหมาะสมเมื่อเกษตรกรได้ต้นพันธุ์มาแล้วควรปลูกต้นพันธุ์ในกระถางขนาด 4 นิ้ว นำไปเลี้ยงในโรงเรือนที่สภาพแวดล้อมเหมาะสม ความเข้มของแสงน้อยกว่าปกติเล็กน้อย ไม่ควรเกิน 10,000 ลักซ์ ความชื้นสัมพัทธ์ 70 - 80 % หากต้นพันธุ์มีใบที่เสียหายให้ตัดเฉพาะส่วนที่เสียหายออกไป ในระยะที่ต้นพันธุ์มีขนาดเล็กจะต้องรักษาใบของหน้าวัวไว้กับต้นให้มากที่สุด เพื่อช่วยให้หน้าวัวเจริญเติบโตได้เร็วขึ้น การวางกระถางปลูกควรวางในระยะที่ปลายพุ่มใบหน้าวัวแต่ละต้นอยู่ชิดกันแต่ต้องไม่ซ้อนกัน และเมื่อต้นหน้าวัวเติบโตขึ้นพุ่มใบหน้าวัวเริ่มซ้อนกันก็ขยับกระถางให้ระยะห่างพุ่มใบชิดกันเช่นเดิม ระยะการวางกระถางก็จะห่างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามขนาดการเติบโตของต้นหน้าวัว เมื่อต้นหน้าวัวโตได้ประมาณ 20 - 25 ซม. หรือมีรากเต็มแน่นในกระถางแล้วก็ย้ายปลูกลงในกระถางใหม่ ขนาดใหญ่ขึ้น หรือย้ายปลูกลงแปลงก็ได้ตามความต้องการของผู้ปลูก การอนุบาลต้นพันธุ์ไม่แนะนำให้ปลูกในแปลง เนื่องจากจะปรับระยะห่างระหว่างต้นไม่ได้ เมื่อชำต้นพันธุ์ขนาดเล็กเพื่ออนุบาลในแปลงเกษตรกรมักจะปลูกให้ห่าง ให้พอดีกับระยะเมื่อต้นหน้าวัวโตพร้อมย้ายปลูก การกระทำดังกล่าวจะทำให้หน้าวัวโตช้าเพราะสภาพแวดล้อมรอบต้นหน้าวัว (micro climate) จะไม่เหมาะสม ระยะอนุบาลต้นพันธุ์จะใช้เวลาประมาณ 4 เดือน

             

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 30 พฤษภาคม 2550