การปลูกต้นไม้ ดอกไม้ สามารถช่วยเสริมศิริมงคล ดวงชะตาเราให้ดีขึ้น อย่างเช่น จะทำให้มีความสุขุม จิตใจอ่อนโยน คนที่ใจร้อนก็จะเยือกเย็นลงได้ และยังช่วยเสริมดวงชะตาคนในบ้านให้เป็นที่ยกย่อง ด้วยความเชื่อต่าง ๆ นี้ เกิดจากคนโบราณ หรือผู้เฒ่าผู้แก่ที่เชื่อว่า ถ้าปลูกไม้มงคลต่าง ๆ จะช่วยเสริมความเป็นศิริมงคลแก่ดวงชะตาของผู้ปลูก จึงให้นึกถึงบิดาแห่งกล้วยไม้ไทย ศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ระพี สาคริก ซึ่งผลงานเรื่องกล้วยไม้ของท่านนั้น เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย "หกสิบปีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศาสตร์แห่งแผ่นดิน"

      กล้วยไม้นั้น เราสามารถเลือกปลูกได้ตามความต้องการของธรรมชาติ โดยการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ ภาชนะปลูก ตลอดจนการปลูก และดูแลรักษากล้วยไม้ กล้วยไม้จะแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท

      ประเภทที่ 1 กล้วยไม้ดิน รากจะเป็นส่วนที่อวบน้ำ หรือที่เรียกกันว่าหัว มีลักษณะของดอกที่มีชุดของเกสรทั้งสองซีดหันปลายลงสู่โคนเส้าเกสร กล้วยไม้ดินที่พบได้ในประเทศไทย ได้แก่ ท้าวคูลู และดอกนางอั้ว เป็นต้น

ท้าวคูลู
แหล่งที่พบ : อุบลราชธานี
ลิ้นมังกร
แหล่งที่พบ : อุบลราชธานี
ดอกนางอั้ว หรือนางอั้วน้อย
แหล่งที่พบ : อุบลราชธานี
ขาวพิศมร
แหล่งที่พบ : อุบลราชธานี

      ประเภทที่ 2 กล้วยไม้กึ่งดิน จะมีระบบรากค่อนข้างละเอียด และขึ้นอยู่ตามผิวดินในพื้นที่มีหินผุ ใบไม้ผุที่ตกทับถมบนผิวดิน ซึ่งรากจะไม่อวบน้ำ มีลำลูกกล้วย ซึ่งอาจอยู่ใต้ดิวดิน หรืออยู่เหนือผิวดินก็ได้ กล้วยไม้กึ่งดินส่วนมากที่พบเห็นได้แก่ กล้วยไม้สกุลยูโลเฟีย

รองเท้านารีคางกบ
แหล่งที่พบ : อุบลราชธานี
(ช่องเม็ก อ.สิรินธร)
รองเท้านารีอินทนนท์ลาว
แหล่งที่พบ : ลาว เวียดนาม อุบลราชธานี (ช่องเม็ก อ.สิรินธร)

      ประเภทที่ 3 กล้วยไม้กึ่งอากาศ ธรรมชาติของกล้วยไม้นี้ จะขึ้นอยู่บนพื้นดิน บนหิน และบนต้นไม้ หากพบบนดินจะอยู่บนพื้นซึ่งมีใบไม้ผุ ตกทับถม กล้วยไม้ประเภทนี้ได้แก่ พวกสกุลเด็นโดรเบียม หรือสกุลหวาย แคทลียา ซิมบีเดียม และออนซีเดียม เป็นต้น

สิงโตสมอหิน
แหล่งที่พบ : อุบลราชธานี
เอื้องดอกมะขาม
แหล่งที่พบ : อุบลราชธานี
สิงโตพัดแดง
แหล่งที่พบ : อุบลราชธานี
กาเรการ่อน เอื้องด้ามขาว
เอื้องปากเป็ด หรือกล้วยหางไหล
แหล่งที่พบ : อุบลราชธานี

      ประเภทที่ 4 กล้วยไม้อากาศ กล้วยไม้จำพวกนี้เราจะพบเห็นอยู่ตามต้นไม้ มีระบบราก และลักษณะราก อยู่ในประเภทรากอากาศ มีระบบรากหยาบ รากมีขนาดใหม่ ถ้าใช้มือหักรากสดจะพบว่า ตัวรากจริง ๆ เป็นแกนเล็กและแข้ง ส่วนผิวที่หนามีคุณสมบัติเก็บความชื้น และอาหารได้ดีเป็นพิเศษ ไม่ชอบที่แฉะ หรือมีน้ำขัง ชอบที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี กล้วยไม้สกุลนี้ ได้แก่ สกุลแวนดา แอริเดส อะแรคนิส เรแนนเธอรา วินคอสไดลิ และฟาแลนนอพซิส เป็นต้น

ช้างสารภี หรือเอื้องเจ็ดปอย
แหล่งที่พบ : อุบลราชธานี
เอื้องกุหลายมาลัยแดง
แหล่งที่พบ : อุบลราชธานี
แดงอุบล
แหล่งที่พบ : อุบลราชธานี
พญาไร้ใบ
แหล่งที่พบ : อุบลราชธานี

      วิธีการขยายพันธุ์กล้วยไม้โดยไม่ผสมเกสรนั้น เราสามารถตัดแยกลำหน้าลำหลังของกล้วยไม้ วิธีนี้จะเหมาะกับกล้วยไม้ประเภทซิมโพเดียล ส่วนการตัดลำแก่ปักชำนั้น ใช้กับกล้วยไม้ประเภทซิมโพเดียลสกุลหวายบางหมู่ การตัดยแก การแยกหน่อ ใช้สำหรับกล้วยไม้ประเภทโมโนโพเดียล การตัดก้าน ช่อดอก ปักชำ จะใช้กับกล้วยไม้ฟาแลนนอพซิสบางชนิด และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จะใช้กับพวกกล้วยไม้ทั่ว ๆ ไป ซึ่งวิธีที่ได้กล่าวมานี้ สามารถเพิ่มจำนวนต้นให้มากขึ้น และช่วยให้ต้นที่ใกล้หมดสภาพ หรือใกล้ตายกลับมาแข็งแรงในสภาพปกติที่เหมือนต้นเดิมได้

      การขยายพันธุ์โดยการเผสมเกสรทำได้โดยการผสมตัวเอง การผสมข้ามต้น การผสมข้ามชนิด การผสมข้ามหมู่ และการผสมข้ามสกุล ซึ่งการผสมพันธุ์เกสรนั้น เป็นการเพิ่มปริมาณกล้วยไม้ได้รวดเร็วกว่าการตัดแยกเป็นอย่างมาก การผสมพันธุ์ยังช่วยพัฒนาคุณลักษณะของกล้วยไม้ได้อีกด้วย เพราะกล้วยไม้ที่นำมาผสมพันธุ์นั้น จะเป็นการผสมตัวเองจากดอกเดียวกัน หรือคนละดอกบนต้นเดียวกัน หรือคนละกระถาง แต่แยกมาจากต้นเดียวกัน

      ศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ระพี สาคริก ได้ให้ข้อมูลวิธีการผสมพันธุ์กล้วยไม้สกุลโมโนโพเดียล หรือสกุลแวนด้าไว้ดังนี้ ให้สังเกตดูว่าจะมีก้านเกสรตัวผู้ที่เหนียว ที่โคนก้านมีเยื่อบาง ๆ หรือลักษณะเป็นจาน สามารถติดสิ่งที่ไปสัมผัสได้ง่าย เมื่อเราจะผสมพันธุ์ก็ใช้ปลายไม้จิ้มฟัน หรือก้านไม้ขีดที่สะอาด สกิดที่จะงอยส่วนล่างของฝาครอบเกสรตัวผู้ ซึ่งอยู่ตรงปลายเส้าเกสรออก จะเห็นว่า จานที่มีลักษณะเป็นเยื่อบาง ๆ จะดูดติดปลายไม้ออกมา พร้อมดึงเอาเกสรตัวผู้ ซึ่งมีอยู่ 1 คู่ติดมาด้วย ให้เราใช้มือที่สะอาดค่อย ๆ ปลดเอาเกสรตัวผู้ออกจากปลายไม้วางลงบนฝ่ามือ หรือแผ่นกระดาษที่สะอาด แล้วใช้ปลายไม้จิ้มฟันเขี่ยน้ำเหนียว ๆ จากยอดเกสรตัวเมียของดอกอื่นมาแตะที่เกสรตัวผู้ในฝ่ามือ หรือแผ่นกระดาษ น้ำเหนียว ๆ ที่เราเห็นตรงปลายไม้ จะทำให้เกสรตัวผู้ติดอยู่ แล้วเราก็นำไม้ที่มีเกสรตัวผู้ติดอยู่ไปวางไว้ในแอ่งที่เป็นยอดของตัวเมีย ซึ่งอยู่ส่วนใต้ของปลายเส้าเกสรของดอก การที่เราปลดเกสรตัวผู้พักไว้ที่ฝ่ามือ หรือกระดาษ ก็เพราะว่าถ้าใช้ปลายไม้แคะเกสรตัวผู้ แล้วนำไปใส่แอ่งเกสรตัวเมียโดยตรง เมื่อชักปลายไม้ออก เกสรตัวผู้จะติดกลับออกมาด้วย

กล้วยไม้สกุลโมโนโพเดียล

      ส่วนการผสมเกสรกล้วยไม้ประเภทซิมโพเดียล ประเภทสกุลหวาย และสกุลคัทลียา จะแตกต่างจากสกุลโมโนโพเดียล เนื่องจากกล้วยไม้สกุลนี้จะมีก้านสั้นมาก และไม่มีเยื่อบางที่ก้าน หากใช้ปลายไม้เปิดฝาครอบเกสรตัวผู้ออก เกสรตัวผู้ และฝาครอบอาจตกลงพื้น ทำให้สกปรก หรือสูญหายไป ดังนั้นก่อนที่เราจะแคะเกสรตัวผู้ของกล้วยไม้ประเภทซิมโพเดียล เราควรล้างมือให้สะอาดก่อน หากเกสรหล่นก็สามารถใช้อุ้งมือรองรับได้ แล้วค่อย ๆ ใช้ปลายไม้แตะน้ำเมือกเหนียว ๆ จากยอดเกสรตัวเมียของดอกอื่นมาแตะเกสรตัวผู้ในอุ้งมือ เพื่อนำไปวางไว้ในแอ่งยอดเกสรตัวเมียในดอกที่เราต้องการต่อไป

กล้วยไม้สกุลซิมโพเดียล

      สำหรับการเพาะเมล็ดกล้วยไม้นั้น เมล็ดกล้วยไม้จะไม่สามารถงอกตัวเองได้ ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากเชื้อราชื่อโมคอไรซ่า ในสกุลไรซอคโทเนีย ที่อาศัยอยู่กับเซลล์ผิวรากกล้วยไม้ ในลักษณะพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เมล็ดกล้วยไม้จะสามารถงอกตามธรรมชาติได้ โดยเชื้อราจะให้น้ำตาล และสารเคมีบางอย่างที่เป็นอาหาร และพลังงานแก่เชื้อที่งอกเป็นต้นอ่อนของกล้วยไม้ต่อไปได้ ซึ่งในสมัยแรก ๆ ของการเพาะเมล็ดกล้วยไม้ ใช้วิธีนำเมล็ดกล้วยไม้โปรยลงบนผิวเครื่องปลูกที่โคนต้นแม่ เพื่ออาศัยเชื้อราที่รากต้นแม่ในการงอกของต้นอ่อน แต่วิธีนี้ไม่ดี เนื่องจากเมื่อรดน้ำที่ต้นแม่ จะทำให้ชะล้างเมล็ดกล้วยไม้ไปด้วย แต่ถ้าไม่รดน้ำ หรือให้น้ำน้อยก็จะทำให้ต้นแม่ขาดน้ำ เหี่ยวเฉาได้

      ขั้นตอนและวิธีการหว่านเมล็ดกล้วยไม

       เริ่มแรกให้ตกแต่งฝักเพื่อเตรียมเพาะเมล็ด โดยใช้มีดคมที่ฆ่าเชื้อแล้ว ตัดแต่งรอยตำหนิอันเกิดจากแมลงรบกวน เพื่อมิให้เชื้อต่าง ๆ ที่รอยแผล หรือชิ้นส่วนแห้ง ๆ ของดอกปะปนไปกับฝัก

       ต่อมานำฝักมาทำความสะอาด พร้อมตกแต่งให้เรียบร้อย แล้วใส่ในขวดที่เตรียมไว้สำหรับฆ่าเชื้อ และทำความสะอาดฝักด้วย โดยใส่น้ำคลอร็อกซ์ 10 เปอร์เซ็นต์ ลงไปจนท่วมฝัก ปิดผนึกฝาขวดให้แน่น เขย่าขวดประมาณ 10 นาที จึงนำเข้าตู้เพาะได้ หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือ หลังจากตกแต่งฝักแล้ว ให้นำฝักใส่ขวดที่นึ่งสะอาดปิดฝา แล้วนำเข้าตู้เพาะ เพื่อฆ่าเชื้อในตู้ โดยใช้ปากคีบเอาฝักออกจากขวด ใช้แอลกอฮอล์ 95 เปอร์เซนต์ ทาบาง ๆ ให้ทั่วฝัก แล้วจุดไฟที่ผนังฝักให้ไฟลุกที่ผนังฝักด้านนอก เมื่อไฟดับให้วางฝักไว้ในจานแก้วที่ฆ่าเชื้อ แต่ถ้าเป็ฯฝักที่อยู่ภายในขวดน้ำยาฆ่าเชื้อ ให้ใช้ปากคีบที่ฆ่าเชื้อแล้ว คีบเอาฝักออกจากขวด วางไว้ในจานแก้วที่ฆ่าเชื้อได้เลย

       สุดท้ายเปิดฝักและหว่านเมล็ด โดยสามารถทำได้ 2 วิธีคือ

          1. นำเมล็ดจากฝักหว่านลงในขวดโดยตรง

          2. นำเมล็ดออกจากฝักใส่ขวดน้ำกลั่นที่นึ่งฆ่าเชื้อแล้วเขย่าแรง ๆ ให้เมล็ดกระจายในน้ำกลั่น แล้วใช้หลอดหยดดูเอาน้ำผสมเมล็ด พ่นเข้าไปในขวดเพาะ

วิธีการหว่านเมล็ด

       ฝักที่มีเมล็ดน้อย ให้ใช้วิธีหว่านลงในขวดเพาะโดยตรง เพราะถ้าใส่ในขวดน้ำกลั่น อาจทำให้เมล็ดติดอยู่ตามข้างขวด หรือหลอดหยด ซึ่งจะทำให้เสียเมล็ดไปได้ ส่วนฝักที่มีเมล็ดสมบูรณ์มาก การหว่านโดยตรง จะทำให้เมล็ดงอกเป็นกระจุก และเมล็ดด้านในจะไม่เติบโต ดังนั้นจึงต้องเขย่าเมล็ดในน้ำกลั่นให้เมล็ดกระจาย แล้วใช้หลอดหยดพ่นเข้าในขวดวุ้นอาหาร เสร็จแล้วใช้จุกยางเจาะรู มีหลอดแก้วอุดสำลีกรองอากาศอุดปากขวด เมื่อเสร็จแล้วให้นำขวดวุ้นอาหารที่มีเมล็ดกล้วยไม้มากรอก หรือเอียงให้น้ำผสมเมล็ดวิ่งไปมาบนผิวหน้าวุ้นให้ทั่วสม่ำเสมอ จะทำให้ได้ปริมาณต้นกล้วยไม้เล็กกระจายดี ต่อจากนั้นให้นำขวดออกจากตู้เพาะ ติดเบอร์ทะเบียน แล้วใช้น้ำยาฆ่าเชื้อเคลือบที่จุกขวด ป้องกันเชื้อจากภายนอกเข้าสู่ในขวดอีกครั้งหนึ่ง

 

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 31 พฤษภาคม 2549