แพทย์ให้การวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ได้อย่างไร ?
     
     แพทย์อาศัยประวัติผู้ป่วยโดยละเอียด การตรวจร่างกาย อาจต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการในบางราย หรือในรายที่ต้องการทราบสาเหตุว่าแพ้อะไร อาจใช้การทดสอบทางผิวหนัง

การทดสอบทางผิวหนังทำอย่างไร ?

      สารก่อภูมิแพ้บางอย่างสังเกตยาก เช่น เกสรพืช เชื้อราในอากาศ ไรฝุ่น แม้แต่ขนสัตว์เลี้ยง ขี้แมลงสาบ หรืออาหาร อาจใช้การทดสอบผิวหนัง ซึ่งแพทย์จะหยดน้ำยา ซึ่งเป็นสารสกัดลงบนหน้าแขนหรือบริเวณหลัง แล้วใช้เข็มสะกิดเบา ๆ เด็กเล็ก ๆ ที่ยินยอมทดสอบ อาจทำได้ตั้งแต่อายุ 3-4 ปี เด็กเล็กกว่านั้นก็สามารถใช้วิธีนี้ได้ แต่เด็กมักร้องไห้มาก ไม่ยินยอม และผู้ปกครองมักไม่อยากให้ทดสอบ หลังจากสกิดแล้วจะอ่านผลใน 15-20 นาที ก็สามารถทราบได้ว่าแพ้สารอะไร
ลักในการรักษาโรคภูมิแพ้มีอย่างไร ?

      หลักในการรักษาโรคภูมิแพ้มี 3 ประการคือ

     1. หลีกเลี่ยงจากสารที่แพ้ ถ้าเราทราบว่าแพ้สารอะไร จากการสังเกต หรือจากการทดสอบผิวหนังก็ต้องพยายามหลีกเลี่ยงต่อสารนั้นให้มากที่สุด เมื่อสารก่อภูมิแพ้ไม่เข้าร่างกายก็จะไม่มีอาการ สารก่อภูมิแพ้บางอย่างหลีกเลี่ยงง่าย เช่น หลีกเลี่ยงการเลี้ยงสัตว์เลี้ยง จะทำให้ผู้ป่วยอาจหายจากโรคนี้ได้ หากสารบางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย เช่น เกสรหญ้า เกสรต้นไม้ เชื้อราในอากาศ ซึ่งมีอยู่ในบรรยากาศที่เราหายใจ มีมากน้อยแล้วแต่สถานที่และฤดูกาล สารบางอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก แต่ทำให้น้อยลงได้ เช่น ไรฝุ่นตามที่นอน หมอน พรม ก็ทำความสะอาดบ่อย ๆ ดูดฝุ่นสม่ำเสมอ ผ้าปูที่นอนปลอกหมอนซักบ่อย ๆ ถ้าซักด้วยเครื่องควรปรับอุณหภูมิให้ร้อนประมาณ 60 องศาเซลเซียส ซักครั้งละครึ่งชั่วโมง และซักทุกสัปดาห์ จะช่วยลดจำนวนไรฝุ่นลงได้ หรืออาจใช้ผ้าปูที่นอนปลอกหมอนกันไรฝุ่น ในที่นอนที่ก่ออาการหวัดเรื้อรัง หรืออาการหอบหืดลงได้พอสมควร ในกรณีที่ผู้ป่วยแพ้จากการสัมผัส เช่น ผื่นคันบริเวณที่ถูกเครื่องประดับ เครื่องสำอางก็งดการใช้ ผื่นก็จะไม่เกิด เป็นต้น

      2. การใช้ยาเฉพาะโรค การใช้ยามักเป็นการควบคุมอาการไม่ให้เกิดขึ้น ในปัจจุบันเมื่อเข้าใจพยาธิสภาพของโรคต่าง ๆ ดีขึ้น ก็สามารถใช้ยาควบคุมอาการลดการอักเสบ นอกเหนือจากการใช้ยาระงับอาการ ทำให้ควบคุมโรคต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น

           - โรคแพ้อากาศ นอกจากใช้ยาแก้แพ้ (แอนดิฮิสตามีน) แล้ว ถ้ามีอาการมากอาจต้องใช้ยาพ่นจมูก ทำให้อาการอักเสบของเยื่อบุจมูกลดลง อาการก็จะควบคุมได้ง่ายขึ้น

           - โรคหืด สมัยก่อนมักใช้เฉพาะยาขยายหลอดลม อาจเป็นยาพ่น หรือยากิน เมื่อเกิดอาการหอบ แต่ยาพ่นจะได้ผลดีกว่า เพราะยาเข้าหลอดลมโดยตรง ออกฤทธิ์เร็ว ใช้ปริมาณยาน้อยกว่ายากิน ดังนั้นอาการข้างเคียงจึงเกือบไม่มี แต่ในปัจจุบันพบว่าโรคหืด จะมีอาการอักเสบของหลอดลมด้วย จึงใช้ยาอีกประเภทที่ช่วยลดการอักเสบของหลอดลม ซึ่งต้องพ่นประจำ ทำให้อาการลดน้อยลง เมื่อมีอาการจึงพ่นยาขยายหลอดลมเพิ่มเป็นครั้งคราว แต่ควรให้แพทย์แนะนำ เพราะการใช้เกินขอบเขตอาจมีผลเสียได้

            - ลมพิษ เกิดจากสาเหตุมากมาย อาจเป็นยา อาหาร พยาธิในลำไส้ โรคทางกายบางอย่าง ฯลฯ จึงต้องรักษาต้นเหตุ แต่ยาแก้แพ้อาจใช้ระงับอาการเป็นครั้งคราวเมื่อเกิดอาการ

      3. การฉีดเสริมภูมิคุ้มกัน โรคภูมิแพ้ระบบการหายใจ เช่น โรคแพ้อากาศ โรคหืด ที่มีสาเหตุจากการแพ้บางอย่าง ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เช่น เกสรพืช เชื้อรา หรือไรฝุ่น และถ้าผู้ป่วยมีอาการมาก ใช้ยาแล้วไม่ดีขึ้น อาจต้องเสริมภูมิด้วยการฉีดยาเสริมภูมิคุ้มกัน วิธีการก็คือ ฉีดสารสกัดที่ผู้ป่วยแพ้เข้าร่างกายครั้งละน้อย ๆ ค่อย ๆ เพิ่มจำนวน แต่ต้องใช้ระยะเวลานาน ระยะแรก ๆ อาจต้องฉีดทุกสัปดาห์ นานประมาณ 6 เดือน ต่อไปอาจจะทุก 2 สัปดาห์ ทุก 3 สัปดาห์ และ 4 สัปดาห์ตามลำดับ การรักษาแบบนี้กินเวลานาน อาจใช้เวลา 3-5 ปี ทำให้อาการต่าง ๆ ลดน้อยลง

การป้องกันไม่ให้เกิดโรคภูมิแพ้ทำได้อย่างไร ?

       ดังได้กล่าวแล้วว่า ถ้าสามารถหลีกเลี่ยงสารที่ผู้ป่วยแพ้ได้ อาการก็จะไม่เกิดขึ้น จึงต้องอาศัยการสังเกตของผู้ป่วยโดยละเอียดว่าอาการที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กับการที่ได้ไปพบอะไร นอกจากนั้น การทดสอบทางผิวหนังจะช่วยเป็นแนวทางได้ในระดับหนึ่ง สำหรับพ่อแม่ที่เป็นโรคภูมิแพ้ เช่น เป็นหืด หรือโรคแพ้อากาศ มีโอกาสถ่ายทอดให้ทารกที่เกิดใหม่มีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ได้เช่นกัน ดังนั้นจึงมีการวิจัยมากมายในการที่จะช่วยให้ทารกที่เกิดใหม่ มีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้น้อยลง เช่น

       1. ระยะการตั้งครรภ์ มีบางรายงานกล่าวว่า มารดาที่ตั้งครภ์ภายหลัง 6 เดือนแล้ว ควรงดอาการที่แพ้ง่าย ๆ เช่น ไข่ นม เพราะสารดังกล่าวอาจไปกระตุ้นทารกในครรภ์ได้ ผลการวิจัยนี้ ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ชัดเจนว่า การงดอาหารดังกล่าวจะทำให้ทารกเกิดโรคภูมิแพ้น้อยลง นอกจากนี้ยังอาจเป็นผลเสียต่อมารดาและทารกจากการขาดสารอาหารที่จำเป็นได้

       2. ระยะแรกเกิด เป็นช่วงสำคัญ ควรหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ให้มากที่สุด เพราะระบบภูมิคุ้มกันในทารกยังไม่เจริญพอ สารก่อภูมิแพ้จะเข้าร่างกายและกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิแพ้ได้ง่าย จึงควรปฏิบัติตามข้อแนะนำนี้

              - อาหาร ควรดื่มนมมารดาอย่างน้อย 6 เดือน และมารดาควรงดรับประทานอาหารที่ก่อให้เกิดการแพ้ง่าย ๆ เช่น ไข่ นม ถั่วลิสง ถั่วเหลือง โดยมารดาควรได้รับแคลเซี่ยมทดแทนประมาณวันละ 1.5 กรัม ทารกควรเริ่มทานอาหารเสริมหลังอายุ 6 เดือน (หรืออย่างน้อย 4 เดือน) อาหารเสริมที่ให้ควรเป็นสารที่ก่อภูมิแพ้น้อย เช่น กล้วยน้ำว้า ข้าวบด ฟักทอง น้ำต้มหมู และผักใบเขียว เมื่ออายุ 1 ปีแล้ว จึงเริ่มให้ไข่ ปลา ถั่วลิสง การงดอาหารดังกล่าวจะแนะนำให้ใช้ในพ่อแม่ที่เป็นโรคภูมิแพ้เท่านั้น สำหรับพ่อแม่ปกติก็สามารถให้อาหารทารกตามเกณฑ์ที่กุมารแพทย์แนะนำ

              - ทางการหายใจ ควรหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ในบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห้องนอนทารก ควรเป็นห้องโปร่ง สะอาด มีของเท่าที่จำเป็น ที่นอน หมอน ควรใช้ฟองน้ำ หรือใยสังเคราะห์ หลีกเลี่ยงนุ่น ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ควรซักบ่อย ๆ ถ้าเป็นไปได้ควรซักในน้ำร้อน ไม่ควรมีตุ๊กตาที่มีขน ไม่ควรมีพรม ม่าน หรือหนังสือในห้องนอน ห้องควรดูดฝุ่นทำความสะอาดประจำ ควรเปิดให้อากาศถ่ายเทและแสงแดดเข้าได้ ในบ้านไม่ควรเลี้ยงสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข แมว นก ฯลฯ ไม่ควรมีผู้สูบบุหรี่ในบ้าน ให้หลีกเลี่ยงควัน สิ่งระคายเคืองทางระบบการหายใจให้มากที่สุด

       นอกจากนั้นพยายามหลีกเลี่ยงการติดเชื้อระบบการหายใจ เพราะเชื้อไวรัสบางอย่างอาจมีผลทำให้เด็กมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้นหรือมีอาการมากขึ้น

 

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 11 กุมภาพันธ์ 2548