รองศาสตาจารย์ ดรงวรวิทย์ สิริพลวัฒน์

ไก่แจ้จัดเป็นไก่ที่คนไทยคุ้นเคยมากชนิดหนึ่ง เพราะจะเห็นได้จากการใช้คำพังเพยที่ได้จากไก่ เช่น เจ้าชู้ไก่แจ้ ของคนในอดีต ที่ใช้สำหรับเปรียบเทียบความเจ้าชู้ของบุรุษเพศที่เหมือนกับพฤติกรรม ของพ่อไก่แจ้ที่วิ่งปร๋อเข้าหา ตัวเมียทุกคราที่พบเห็น คำพังเพยนี้ย่อมเป็นสิ่งบ่งบอกให้ทราบว่า ไก่แจ้อยู่คู่กับประเทศไทยมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน และบ่อยครั้งที่เรายังสามารถพบเห็นไก่แจ้อยู่ตามลานวัด หรือตามลานห้องแถวบางแห่ง ส่วนไก่แจ้ที่เกษตรกรเพาะไว้ เพื่อจำหน่ายนั้น จะมีการดูแลเอาใจใส่และคัดเลือก ปรับปรุงพันธุ์อย่างดี คนที่พบเห็นส่วนมากจะชมชอบท่วงท่าและ รูปทรงที่น่ารักของมัน ทำให้หลายคนอดใจไม่ได้ที่ต้องตระเวนหาไก่แจ้มาเลี้ยง โดยการขอจากพรรคพวกเพื่อนฝูงที่ คุ้นเคย หรือาจยอมควักสตางค์ในกระเป๋าออกมาซื้อ การซื้อขายไก่แจ้นั้น ผู้ขายเป็นผู้กำหนดราคา โดยราคาซื้อขาย ตัวละเป็นพันเป็นหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับความสวยของลักษณะรูปทรงและสีขนของไก่ แม้กระทั่งลูกไก่แจ้ที่เพิ่งพ้นจากระยะ การอนุบาล ยังมีการซื้อขายกันตัวละหลายร้อยบาท จะเห็นได้ว่าการซื้อขายไก่แจ้ดังกล่าวย่อมแพงกว่าการซื้อขายไก่เนื้อ และไก่ไข่ที่เลี้ยงไว้สำหรับการบริโภคหลายสิบเท่าตัว โดยไก่เนื้อที่เลี้ยงน้ำหนัก 1.9-2.0 กิโลกรัม สามารถจำหน่ายใน สภาพมีชีวิตได้เพียงตัวละ 60-70 บาท ในขณะที่ไก่ไข่ที่จำหน่ายเป็นไก่สาวที่พร้อมจะไข่ ที่มีน้ำหนักตัวอยู่ระหว่าง 1.5-1.6 กิโลกรัม สามารถจำหน่ายได้เพียงตัวละ 100-120 บาท เมื่อเทียบกับราคาที่จำหน่ายไก่แจ้ที่มีน้ำหนักเฉลี่ย ระหว่าง 0.6-0.9 กิโลกรัม สามารถจำหน่ายได้ตัวละเป็นพันบาท จึงเห็นได้ว่าไก่แจ้ถึงแม้เป็นไก่ตัวเล็ก แข้งขาสั้น แต่มี สัดส่วนและองค์ประกอบของร่างกายที่สมดุล มีความสง่างามและท่าทางที่น่ารักในตัวของมันเอง ลักษณะเหล่านี้เป็นผล มาจากการควบคุมทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนที่ทำให้เกิดเป็นมูลค่าเพิ่มของตัวไก่แจ้ หรืออาจกล่าวได้ว่าไก่แจ้ม ีรูปเป็นทรัพย์ก็ย่อมไม่ผิด เฉกเช่นเดียวกับสัตว์โลกชนิดอื่น ๆ ซึ่งย่อม รวมถึงมนุษย์ด้วย ถ้ามีความงามมักจะได้ทรัพย์

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับไก่แจ้

ไก่แจ้มีวิวัฒนาการและปรับตัวมาจากไก่ป่าขนสีแดง (red jungle fowl) เช่นเดียวกับไก่ชนิดอื่น ๆ เกือบทั่วโลก ไก่แจ้มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกับไก่เลี้ยงทั่วไปคือ Gallus domesticus จัดอยู่ใน Tribe Phasianini, Subfamily Phasianinae, Family Phasianidae, Suborder Galli, Order Galliforms และ Class Aves ไก่แจ้มีแข้งสั้น มองแทบไม่เห็นขา ลักษณะแข้งสั้นดังกล่าวถูกควบคุม ด้วยยีน Cp สามารถพบเห็นไก่แข้งสั้นได้ในหลายพื้นที่ของโลก การเรียกขานไก่แข้งสั้นชนิดนี้ในแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกันไป เช่น ประเทศไทยเรียก ไก่แจ้ ประเทศญี่ปุ่นเรียก Chabo และ Jitokko ประเทศฝรั่งเศสเรียก Courtes Pattes ประเทศอังกฤษเรียก Scots Dumpy ส่วนอเมริกาเรียก Creeper และ Japanese bantams ซึ่งเป็นพันธุ์ไก่แข้งสั้นที่นำมาจากประเทศญี่ปุ่น ไก่ขาสั้นจะมีเอกลักษณื เฉพาะตัวคือแข้งสั้นแตกต่าง จากไก่ Bantams ทั่วไปที่หมายถึงไก่ที่มีขนาดเล็ก น้ำหนักไม่มาก แต่ความยาวขาปกติ ยีนแข้งสั้น (Cp) มีผลกระทบต่อ กระดูกชิ้นต่าง ๆ ทำให้กระดูกเหล่านั้นสั้นกว่าปกติประมาณ 13-24% ในเพศเมียและ 18-31% ในเพศผู้ ซึ่งจะมีผลอย่าง รุนแรงเฉพาะส่วนของกระดูกแข้ง (tarsometatarsus) ที่ทำให้แข้งมีขนาดสั้นมาก จนแทบมองไม่เห็นขาในขณะที่ไก่ยืน การผลิตปกติของส่วนกระดูกของร่างกายนี้เป็นการผิดปกติที่เรียกว่า achondrophasia หรือ chondrodystrophy

การผสมพันธุ์ไก่แจ้

ไก่แจ้จัดเป็นไก่ขาสั้นชนิดเดียว ที่ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง จากอดีตมาถึงปัจจุบัน ขาที่สั้นของไก่แจ้ เป็นผลมาจากอิทธิพลของยีน creeper (Cp) ที่เป็นยีนมรณะ (lethal gene) เมื่อยีนดังกล่าวเข้าคู่กันอยู่ในรูป homozygous (CpCp) จะมีผลทำให้ตัวอ่อนตายในระยะ 3 วันแรกของการฟักไข่ หรืออาจชะลอมาตายในช่วงสุดท้ายก่อนการเจาะออก เป็นตัว ด้วยเหตุนี้พันธูกรรมของไก่แจ้ทุกตัว-ต้องมียีน Cp อยู่ในรูป heterozygous (Cpcp) จึงจะมีชีวิตรอด เมื่อทำการ ผสมไก่แจ้ดังแผนผสมต่อไปนี้

ลูกไก่ที่เกิดจะเป็นไก่แข้งสั้น (Cpcp) 50% เป็นไก่แข้งยาว (cpcp) 25% เป็นตัวอ่อน (CpCp) ที่ตายในระหว่าง การฟัก ดังนั้นการผสมระหว่างไก่แจ้จึงไม่สามารถให้ลูกไก่ทุกตัวเป็นไก่แจ้หมด บ่อยครั้งที่นักผสมพันธุ์ไก่แจ้ ต้องการ หลีกเลี่ยงปัญหาการตายของตัวอ่อนที่เกิดจากยีโนไทป์ CpCp จึงได้ใช้ไก่แข้งยาว (cpcp) ที่มีลักษณะ สีขน รูปทรง หงอน ที่ดีมาผสมกับไก่แจ้ การผสมเช่นนี้จะทำให้ลูกไก่ที่ได้ 50% เป็นไก่แจ้และอีก 50% เป็นไก่แข้งยาว

การคัดเพศลูกไก่

การคัดเพศลูกไก่แจ้สามารถใช้หลักการเดียวกับการคัดเพศลูกไก่ลูกไก่ทั่ว ๆ ไป ซึ่งแบ่งได้เป็น 4 วิธีหลัก ๆ ดังนี้

- ใช้วิธีการปลิ้นทวารลูกไก่วิธีนี้สามารถใช้ได้กับลูกไก่ทุกชนิดทุกสายพันธุ์ รวมถึงลูกไก่แจ้ เพียงแต่การทำในลูกไก่แจ้ควรต้องระมัดระวังมากกว่า เพราะลูกไก่แจ้มีขนาดเล็ก การจับปลิ้นทวารจึงต้องพิถีพิถัน เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกไก่บอบช้ำและเครียดมากเกินไป ไก่จะต่างจากเป็ดและห่าน ที่ไม่มี penis ยื่นออกนอกลำตัว จะพบ เพียงดิ่งนูนเล็ก ๆ ที่บริเวณฐานของทวารเมื่อเปิดออก ซึ่งต้องใช้ความสังเกต ดังนั้นเมื่อจับลูกไก่ปลิ้นทวารและพบติ่ง นูนที่เด่นชัดในบริเวณดังกล่าวย่อมแสดงว่าเป็นลูกไก่เพศผู้ แต่ถ้าไม่พบหรือพบแต่เป็นติ่งเล็กไม่ชัดเจน แสดงว่าเป็น ลูกไก่เพศเมีย ซึ่งต่างจากเป็ดที่สามารถคัดเพศได้โดยการบีบสัมผัสที่ทวาร ถ้าเป็นลูกเป็ดเพศผู้จะรู้สึกเป็นไตแข็งของ penis ที่เก็บซ่อนอยู่ภายใน แต่ถ้าไม่รู้สึกเป็นไตแข็งย่อมเป็นเพศเมีย ดังนั้นเวลาที่จะไปซื้อลูกเป็ดมาเลี้ยงเพื่อกินไข่ จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการซื้อลูกเป็ดจากตลาดนัดทั่ว ๆ ไป เพราะลูกเป็ดที่ซื้อนั้นพ่อค้าแม่ขายมักจะ รับรองเสียงแข็งว่า ตัวเมยีหมด ผู้ซื้อก็หลงดีใจว่าคราวนี้คงจะได้กินไข่เป็ดจากแม่เป็ดที่เลี้ยงมากับมือ แต่พอเวลาผ่านไป 3-4 เดือน เป็นที่ซื้อมาเลี้ยงเริ่มโต ขนหางที่ปรากฏเริ่มม้วนงอ และเวลาเป็ดร้องจะเป็นเสียงแหบแห้ง ซึ่งเป็นลักษณะของ เป็ดเพศผู้ ถึงตอนนี้ผู้ซื้อคงต้องฉุกคิดแล้วว่าที่พ่อค้าแม่ขายบอกรับรองว่า ตัวเมียหมด นั้นเป็นจริงตามที่เขารับรอง แต่ ตัวเองที่เข้าใจผิดคิดว่าเป็นลูกเป็ดตัวเมียทั้งหมด ไม่รู้จะไปโทษใคร ก็ได้แต่ต้องปลง และเพิ่มความระมัดระวังในการซื้อ คราวต่อไป

- Autosexing เป็นวิธีการดูสีขนปุยลูกไก่แรกเกิดเพื่อใช้ในการคัดเพศ ซึ่งสามารถใช้ได้กับลูกไก่บาง พันธุ์เท่านั้น เช่น พันธุ์บาร์พลีมัทร๊อค พันธุ์โร็ดแดง โดยมีเปอร์เซ็นต์ความถูกต้องประมาณ 85-95% ในไก่แจ้มีไก่ ขนสีบาร์ ดังนั้นจึงสามารถนำหลักการที่ใช้กับไก่พันธุ์บาร์พลีมัทร๊อคมาปรับใช้กับไก่แจ้ขนบาร์ได้ดังนี้ แต่มีข้อกำหนด คือขนบาร์ของไก่แจ้ดังกล่าวถูกต้องควบคุมด้วยยีน B ที่มีตำแหน่งอยู่บนโครโมโซมเพศและต้องมีพื้นฐานของยีน ในตำแหน่ง E เป็น allele ชนิด extended black (E) โดยลูกไก่ขนบาร์แรกเกิดจะมีขนปุยเป็นสีดำทั้งตัว ยกเว้นบริเวณ ส่วนหัวที่เป็นขนปุยสีขาวให้สังเกตขนปุยสีขาวถ้ามีรูปทรงเป็นวงกลม แสดงว่าเป็นลูกไก่เพศเมีย แต่ถ้าขนปุยสีขาว ดังกล่าวกระจัดกระจายไม่มีรูปทรงใด ๆ แสดงว่าเป็นลูกไก่เพศผู้

- ใช้กล้องส่องดูลูกอัณฑะ วิธีนี้จำเป็นต้องอาศัยกล้องที่มีราคาค่อนข้างแพง โดยการสอดปลายหลอด แก้วของกล้องเข้าทางทวารไปตามเส้นทางเดินอาหาร และต้องวางตำแหน่งปลายหลอดแก้วตรงกับตำแหน่งของลูก อัณฑะ ทำการส่องดู ถ้าพบคล้ายเม็ดถั่วเหลืองแสดงว่าเป็นลูกไก่เพศผู้ ถ้าไม่พบแสดงว่าเป็นลูกไก่เพศเมีย การใช้วิธีนี้ จำเป็นต้องอาศัยความชำนาญและต้องฝึกฝนเป็นอย่างมาก จึงสามารถทำได้ มิเช่นนั้นจะเกิดการสูญเสียและผิดพลาดมาก

- อาศัย sex-linked gene เช่นตำแหน่งของยีน silver (s) กับ gold (s) ซึ่งเป็นยีนที่ควบคุมลักษณะ สีขนและมีตำแหน่งอยู่บนโครโมโซมเพศ โครโมโซมเพศของไก่เพศผู้จะเป็นแบบ homogemetic sex (ZZ) ในขณะที่ เพศเมียจะเป็นแบบ heterogametic sex (ZW) ซึ่งแตกต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เพศผู้จะมีโครโมโซมเพศเป็นแบบ heterogametic sex (XY) ส่วนเพศเมียจะเป็นแบบ homogametic sex (XX) ในลูกไก่ไข่สายพันธุ์ทางการค้าแทบทุก สายพันธุ์ จะสามารถคัดเพศลูกไก่ได้ก็ต้องอาศัยยีนตำแหน่งนี้ที่ทำให้ลูกไก่แรกเกิดมีสีขนปุยที่แตกต่างกัน โดยจะใช้ สายพ่อพันธุ์ขนส่งน้ำตาลแดง (gold) ที่ถูกควบคุมด้วยยีน s (ZsZs) ผสมกับสายแม่พันธุ์ขนสีขาว (silver) ที่ถูกควบคุม ด้วยยีน S (Z2W) ดังนี้

ลูกไก่ที่ได้เพศผู้ทุกตัวจะมีขนปุยเป็นสีขาว ส่วนเพศเมียทุกตัวจะมีขนปุยเป็นสีน้ำตาลแดง เป็นผลทำให้การคัดเพศ ลูกไก่สามารถทำได้อย่างง่าย โดยไม่สร้างความเครียดและความบอบช้ำแก่ลูกไก่ ลูกไก่เพศผู้ส่วนหนึ่งจะมีพ่อค้าหัวใส นำไปย้อมเป็นสีต่าง ๆ เช่น เขียว ม่วง แสด ชมพู ฯลฯ จำหน่ายแก่เกษตรกรทำกำไรได้ตัวละหลายบาท เพราะความ สวยงามของสีขนลูกไก่ที่ผ่านการย้อม แต่เมื่อไก่เหล่านี้โตขึ้น ขนจริงเริ่มงอก จะมีสีขนเป็นสีขาวโดยมีขนสีแดงแซมที่ บริเวณขนหลังและขนปีกจากหลักการนี้ เราสามารถใช้วิธีดังกล่าวมาปรับใช้กับการคัดเพศในลูกไก่แจ้ได้เช่นกัน ถ้าหากนำ พ่อไก่แจ้สีขาวหางดำ ผสมกับแม่ไก่แจ้ขนสีทอง

ลักษณะไก่แจ้ที่ใช้สำหรับการตัดสินประกวด

การปรับปรุงพัฒนาพันธุ์ไก่แจ้จะสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัย การประกวดความงามของไก่แจ้ ไก่ที่ชนะการประกวดจะได้รับความสนใจจากผู้ชมและหลายคนอยากเป็นเจ้าของ ทำให้เกิดเป็นมูลค่าเพิ่มในตัวไก่ และยังเป็นขวัญกำลังใจให้กับเจ้าของที่จะได้ใช้ความรู้ความสามารถในการคัดเลือก ปรับปรุงพันธุ์ต่อไป ดังนั้นในการประกวดไก่แจ้จำเป็นต้องมีมาตรฐานในการให้คะแนน เพื่อทำให้เกิดความยุติธรรมกับ ตัวไก่และเจ้าของไก่ที่ส่งเข้าประกวดทุกท่าน ซึ่งมาตรฐานการให้คะแนนของสมาคมไก่แจ้ต่าง ๆ เช่น สมาคมไก่แจ้ไทย สมาคมไก่แจ้ไทยอินเตอร์ สมาคมผู้เลี้ยงไก่แจ้ไทย สมาคมส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย สมาคมอนุรักษ์ไก่แจ้ไทย จะ ใกล้เคียงกัน มีแตกต่างกันบ้างในเฉพาะข้อปลีกย่อยเท่านั้น ลักษณะมาตรฐานที่ใช้สำหรับให้คะแนนตัดสินการประกวด ประกอบด้วยลักษณะดังนี้

- หัวและใบหน้า - หงอนและเหนียง - ปาก
- ตา - ติ่งหู - คอ
- หลัง - อก - ท้อง
- ปีก - หาง - แข้งและนิ้ว
- น้ำหนักตัว - ความสมดุล - ความพร้อม
- สีประจำพันธุ์

พันธุกรรมของสีขน

สารสี melanin จัดเป็นสารสีหลักที่มีอิทธิพลต่อการแสดงออกของสีขน ถึงแม้จะมีสาร carotenoid เกี่ยวข้อง อยู่บ้างแต่ไม่มาก เพราะสาร carotenoid มักจะสะสมอยู่ในบริเวณส่วนของหนังและแข้งไก่ สารสี melanin แบ่งได้ เป็น 2 ชนิดคือ eumelanin ที่ทำให้เกิดเป็นสีดำหรือดำอมเขียว และ pheomelanin ที่ทำให้เกิดเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือ สีน้ำตาลอมแดง การสร้างสารสี eumelanin สะสมในขนไก่มักจะเกิดขึ้นก่อนการสร้างสารสี pheomelanin โดยสังเกต ได้ในสีไก่ไทยบางชนิด ที่ระยะลูกไก่เป็นขนปุยสีดำและมีขนปุยสีขาวอมเหลืองแทรกอยู่ในตำแหน่งส่วนท้อง ปลายปีก หัวไหล่ เหนือขอบตานั้น พอโตขึ้นระยะหนึ่งขนจริงเริ่มปรากฎเป็นขนสีดำ แต่พอโตไปอีกระยะหนึ่งขนสร้อยคอกับขน สร้อยหลังในเพศผู้จะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง ซึ่งเป็นผลจากการสะสมของสารสี pheomelanin ที่เกิดขึ้นภายหลัง ในขณะที่สีขนในเพศเมียจะยังคงเป็นขนสีดำที่อาจมีปลายขนเป็นสีขาวแซมอยู่มากบ้างน้อยบ้าง ดังนั้นการสะสมสารสี melanin มักต้องเกี่ยวข้องกับ อายุ และเพศของไก่ด้วย

การถ่ายทอดพันธุกรรมที่ควบคุมลักษณะสีขนค่อนข้างจะซับซ้อน เพราะยีนในแต่ละตำแหน่ง (locus) นอกจาก จะทำปฏิกิริยาภายในตำแหน่งเดียวกัน (intra-allelic interaction) ยังเกิดการทำปฏิกิริยาระหว่างยีนที่อยู่ต่างตำแหน่ง (inter-allelic interaction) เช่นไก่ที่มียีนเกี่ยวข้อง 2 ตำแหน่งคือ E กับ ml เป็นแบบ EEmlml จะแสดงสีขนเป็นสีดำ แต่ถ้าไก่ตัวใดมีพันธุกรรมดังกล่าวเป็นแบบ Eemlml สีขนจะไม่ดำหมด ในขณะที่ไก่ตัวใดมีพันธุกรรมเป็นแบบ Eemlml สีขนไก่จะดำหมดได้เช่นกัน หรือในอีกกรณีหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับยีน 2 ตำแหน่งคือ E กับ I ถ้าไก่ตัวใดมีพันธุกรรมเป็นแบบ EEII สีขนของไก่จะเป็นสีขาว แต่ถ้าหากไก่ตัวใดมีพันธุกรรมแบบ EEIi สีขนของไก่จะเป็นสีขาวที่มีจุดสีดำหรือสีเทา แทรกอยู่ ยีนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมสีขนมีมากเป็นหลายสิบตำแหน่ง แต่ละตำแหน่งมีผลต่อการสะสมสารสี eumelanin ที่แตกต่างกัน บางยีนมีผลต่อการสะสมสารสีดังกล่าวในแถบขน (feather tracts) หลัก ๆ รูปแบบของการสะสมเช่นนี้ เรียกว่า Primary pattern ส่วนอีกบางยีนมีผลต่อการสะสมสารสีภายในขนแต่ละเส้น การสะสมเช่นนี้เรียกว่า secondary pattern เช่น ขนบาร์ที่ภายในขนหนึ่งเส้นจะมีทั้งสีดำและสีขาวเทาสลับ บางยีนอาจมีผลต่อทั้งลักษณะ primary และ secondary patterns ในขณะที่บางยีนจะมีผลในรูปของการลดความเข้มของสารสี eumelanin ซึ่งจัดเป็นยีนที่อยู่ใน กลุ่มของ dilution factors ตัวอย่างบางยีนที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบของการสะสมสารสีเหล่านี้คือ

- ยีน E ยีนในตำแหน่งนี้จะเป็นแบบ multiple alleles ที่ประกอบด้วย alleles E ER eWh e+ eb ebc ey allele E จะมีผลทำให้ไก่ขนดำดังได้กล่าวมาข้างต้น ในขณะที่ allele e+ มีผลทำให้เกิดเป็นสีขนแบบไก่ป่า

- ยีน MI เป็นยีนที่ช่วยให้ขนมีสีดำเพิ่มขึ้น ดังได้กล่าวมาข้างต้น ถ้าไก่มีพันธุกรรมแบบ Eemlml สีขนจะไม่ดำหมด แต่ถ้ามีพันธุกรรมเป็นแบบ EeMlml สีขนไก่จะดำหมด เพราะยีน MI ไปเพิ่มขยายความดำของสีขน

- ยีน Mh เป็นยีนที่ไปลดการสะสมของสารสี eumelanin ในส่วนของขนหลังและขนปีก นอกจากนั้นยังมีผลทำให้ บริเวณที่สะสม pheomelanin มีสีที่เข้มขึ้น

- ยีน I เป็นยีนที่จะไปยับยั้งการเกิดสี ทำให้ขนมีสีขาว แสดงอิทธิพลเป็นแบบข่มไม่สมบูรณ์ ดังได้กล่าวมาข้างต้น

- ยีน mo เป็นยีนที่ทำให้เกิดสีสามสีในขนเส้นเดียวกัน ซึ่งไก่แจ้ประเภทแฟนซี หรือไก่แจ้ลายสามสี จะต้องมียีน ชนิดนี้อยู่

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 1 มีนาคม 2545