ขวัญชัย สมบัติศิริ

สารฆ่าแมลงสังเคราะห์ที่วางขายในท้องตลาดทั่วไปนั้น มีทั้งชนิดที่มีอันตรายสูงและบางชนิดก็มีอันตรายต่ำต่อ มนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของสารเคมีและวิธีการใช้เป็นสำคัญ ผู้ใช้จึงจำเป็นจะต้องมี ความรู้ในการเลือกชนิดของสารฆ่าแมลงและใช้อย่างถูกต้อง จึงจะให้ประโยชน์มากกว่าโทษ อย่างไรก็ตามปัญหาที่ สำคัญอีกประการหนึ่งของเกษตรกรไทยก็คือ "ราคา" เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่มักจะเลือกสารฆ่าแมลงที่ใช้ได้ผล และมีราคาถูกกว่า โดยไม่ค่อยคำนึงถึงผลของการใช้ว่าจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคหรือสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการให้ความรู้ ที่ถูกต้องและให้เกษตรกรมีจิตสำนึกที่ดีต่อส่วนรวมคือ เกษตรกรควรผลิตพืชหรือสัตว์ที่ไม่มีสารพิษตกค้างเกินค่า กำหนดที่จะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เช่น ไม่ใช่ฉีดสารฆ่าแมลงตอนเช้า ตกบ่ายพ่อค้ามาซื้อสินค้าก็ตัดพืชจำหน่าย ทันที

จากประสบการณ์ในการทดลองในประเทศและจากเอกสารของต่างประเทศ ทำให้ทราบดีว่าสารสกัดสะเดาสามารถ ใช้ป้องกันกำจัดแมลงได้ผลดีและมีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมาก หรือไม่มีเลย ปัญหาของเกษตรกรในการป้องกัน กำจัดแมลงที่ว่ายากก็จะเปลี่ยนเป็นง่าย เพราะการใช้สารสกัดสะเดาจะทำให้สมดุลธรรมชาติกลับคืนมา คือ ศัตรู ธรรมชาติจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเพราะสารสกัดสะเดาจะมีอันตรายน้อยต่อศัตรูธรรมชาติ การระบาดของแมลงก็จะไม่เกิดขึ้น โดยมีศัตรูธรรมชาติควบคุม และอีกประการหนึ่งสารออกฤทธิ์ (zazdirachtin) จะมีผลทำให้แมลงผลิตไข่น้อยและไข่บางส่วน ไม่ฟัก ทำให้ปริมาณศัตรูพืชลดลงเป็นลำดับ เมื่อมีการใช้สารสกัดไปในระยะเวลาหนึ่ง ช่วงระยะเวลาในการฉีดแต่ละครั้ง จะห่างขึ้น ซึ่งตรงข้ามกับการใช้สารฆ่าแมลง ช่วงระยะเวลาการฉีดจะถี่ขึ้น

สะเดาเป็นไม้ยืนต้นที่เจริญเติบโตได้ดีในประเทศไทย มีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิด คือ สะเดาอินเดีย สะเดาไทย และ สะเดาช้าง (ไม้เทียม) ในต่างประเทศเมื่อพูดถึงสะเดาจะหมายถึงสะเดาอินเดีย แต่ในบ้านเราจะหมายถึงสะเดาไทย ส่วนสะเดาที่นำไปใช้เป็นสารฆ่าแมลงได้ดีคือ เมล็ดหรือผล เพราะมีสาร azadirachtin สูง ส่วนในส่วนอื่น เช่น ใบ หรือเปลือก ก็มีการนำไปใช้ป้องกันกำจัดแมลงเหมือนกันแต่ให้ผลไม่ค่อยดี

การนำสารสกัดสะเดาไปใช้ป้องกันกำจัดแมลงนั้น บางคนก็บอกว่าได้ผล บางคนก็บอกว่าไม่ได้ผล ทั้งนี้เนื่องจาก สาเหตุหลายประการด้วยกัน แต่ปัจจัยสำคัญที่จะใช้สารสกัดสะเดาในการป้องกันกำจัดแมลงให้ได้ผลนั้นจะต้องใช้อย่าง ถูกวิธีดังนี้

ผงสะเดา (neem powder) หมายถึง สะเดาที่บดเป็นผงซึ่งได้จากการบดเมล็ดหรือผลสะเดาแห้ง โดยการหว่านรอบ ต้นพืช เช่น ในนาข้าว นาแห้ว เพื่อป้องกันหนอนเจาะลำต้น เจาะผล หรือแมลงปากดูด เป็นต้น อาจผสมกับดิน เพื่อป้องกันกำจัด หนอนของด้วงหมัดกระโดด ไส้เดือนฝอย และแมลงบางชนิดที่อาศัยในดิน หรืออาจใช้ผสมกับทรายโรยตามยอดต้นพืช เพื่อ ป้องกันกำจัดหนอนเจาะยอด เป็นต้น

น้ำมันสะเดา (neem oil) หมายถึง น้ำมันที่ได้จากการอัด หรือหีบ หรือใช้สารเคมีสกัด (เฮกเซน เบนซิน อีเธอร์) เมล็ดใน (seed kernel) เวลาใช้จำเป็นต้องผสมสาร emulsifier เพื่อให้น้ำมันรวมกับน้ำได้ หรือใช้เครื่องฉีดชนิด ULV และเท่าที่มีรายงานน้ำมันสะเดาสามารถใช้ได้ผลดีกับแมลงบางชนิดเท่านั้น เช่น ตั๊กแตน ไรแดง ด้วงทำลายเมล็ด ธัญพืชในโรงเก็บ เป็นต้น

สารสกัดสะเดา (neem extracts) หมายถึง การนำผงสะเดาหรืออาจใช้ส่วนที่เหลือจากการสกัดน้ำมันออกแล้วก็ได้ โดยการนำมาสกัดด้วยแอลกอฮอล์หรือน้ำ จากนั้นกรองเอาน้ำยาออก ซึ่งเรียกน้ำยานี้ว่า "สารสกัดสะเดา" เวลาจะใช้ก็เติม น้ำยาจับใบลงไปด้วยเพื่อให้คงทนอยู่ได้นานขึ้น

กากสะเดา (neem cake) เป็นส่วนที่เหลือตกค้างในผ้ากรอง นำกากสะเดาไปตากแดดหรือผสมกับกากน้ำลายเพื่อ ให้จับตัวกัน แล้วอัดให้เป็นเม็ดหรือเป็นแท่ง สามารถนำไปขายต่อไป กากสะเดายังคงมีสารฆ่าศัตรูพืชได้อีก และใช้ เป็นปุ๋ยหรือเป็นสารอาหารสัตว์ได้

จะเห็นได้ว่า ผลิตภัณฑ์สะเดาที่ใช้มีอย่างน้อย 4 ชนิดดังกล่าว ในที่นี้จะพูดถึงเฉพาะสารสกัดสะเดาเท่านั้น ซึ่งมีการใช้กันมากและมีแนวโน้มในการป้องกันกำจัดแมลงให้ผลดีกว่าชนิดอื่น สำหรับประเด็นหลักที่ทำให้การใช้ สารสกัดสะเดาได้ผลหรือไม่คือ

1. ชนิดของแมลงศัตรูพืช จากประสบการณ์ในการทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดสะเดาในสภาพธรรมชาติ ปรากฎ ว่า สารสกัดสะเดาให้ผลดีในการป้องกันกำจัดแมลงแต่ละชนิดแตกต่างกันไป เพื่อให้ง่ายต่อการปฏิบัติจึงแบ่งแมลงเป็น 3 กลุ่ม คือ

1.1 ใช้สารสกัดสะเดาได้ผลดี แมลงหลายชนิดที่อ่อนแอต่อสารสะกัดสะเดา เช่น หนอนกระทู้ชนิดต่าง ๆ หนอนหนังเหนียว หนอนใยผัก หนอนชอนใบ หนอนม้วนใบ หนอนบุ้ง หนอนแก้ว หนอนหัวกะโหลก เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไก่แจ้ เป็นต้น ดังนั้นในการป้องกัน กำจัดแมลงดังกล่าวสามารถใช้สารสกัดสะเดาเพียงอย่างเดียว โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารฆ่าแมลงสังเคราะห์ฉีดสลับในช่วงที่ แมลงระบาด

1.2 ใช้สารสกัดสะเดา สารสกัดสะเดาให้ผลปานกลางในการป้องกันกำจัดแมลงหลายชนิด เช่น หนอนเจาะ สมอฝ้าย หนอนเจาะต้นกล้าถั่ว หนอนเจาะดอกกล้วยไม้ หนอนเจาะผลมะเขือ หนอนเจาะยอดคะน้า แมลงวันทอง เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยไฟ และไรแดง เป็นต้น ในกรณีที่แมลงเหล่านี้ระบาดมาก การใช้ สารสกัดสะเดาจะไม่ได้ผล จำเป็น ต้องใช้สารฆ่าแมลงสังเคราะห์ฉีดในระยะที่แมลงระบาดสัก 1-2 ครั้ง จากนั้นจึงใช้สารสกัดสะเดาต่อไป

1.3 ใช้ สารสกัดสะเดาไม่ได้ผลหรือได้ผลค่อนข้างต่ำ แมลงต่อไปนี้อยู่ในกลุ่มที่ใช้สารสกัดสะเดาไม่ได้ผลหรือ ได้ผลน้อย คือ ด้วงปีกแข็งกัดกินใบพืช หมัดกระโดด มวนแดง มวนเขียว เป็นต้น ดังนั้นการใช้สารสกัดสะเดาจึงไม่แนะนำ กับแมลงดังกล่าว

2. คุณภาพของ สารสกัดสะเดา หมายถึง ปริมาณของสาร azadirachtin ที่มีอยู่ในสารสกัด จากผลการทดลองพบว่าในขณะ ที่ผลิต สารสกัดสะเดาไม่ว่าจะผลิตใช้เองหรือผลิตเป็นการค้า สารสกัดสะเดาจะต้องมีสารออกฤทธิ์ (azadirachtin) ในปริมาณมาก พอสมควร โดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 0.1% (หรืออาจต่ำกว่าได้ในกรณีที่ผลิตใช้เอง) ถ้าผลิตใช้เองโดยใช้น้ำเป็นตัวสกัด ควรรีบใช้ให้หมด ภายใน 2-3 วัน แต่ถ้าผลิตเป็นการค้า สารสกัดสะเดาสามารถใช้ป้องกันกำจัดแมลงได้นานถึง 1 ปี ในช่วงที่ทิ้งสารสกัดนี้ไว้ สาร azadirachtin จะค่อย ๆ สลายตัว แต่ประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดแมลงยังคงใช้ได้ผลดีอยู่

3. วิธีการใช้ การใช้ สารสกัดสะเดาแตกต่างจากการใช้สารฆ่าแมลงสังเคราะห์ คือ จำเป็นต้องฉีดต่อเนื่องเป็น ระยะเวลาประมาณ 3 ครั้ง โดยเว้นระยะการฉีด 5-7 วัน หรือถ้าใช้ สารสกัดไปนาน ๆ ประมาณ 1 ปี อาจเว้นระยะเวลาการฉีด แต่ละครั้ง 1-2 เดือน และสิ่งที่ควรคำนึงถึงคือพยายามฉีด สารสกัดสะเดาก่อนที่แมลงจะระบาดมาก

ผลของสารสกัดสะเดาในการป้องกันกำจัดแมลงคือ

  • ยับยั้งการกินอาหาร

  • เป็นสารไล่แมลง

  • ยับยั้งการเจริญเติบโต

  • ทำให้ผลผลิตไข่ได้น้อยและยับยั้งการวางไข่

  • ไม่เป็นอันตรายแก่เกษตรกร

  • ไม่มีสารพิษตกค้าง

  • ศัตรูธรรมชาติไม่ตาย

  • ไม่เป็นอันตรายต่อปลา


    จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 4 มิถุนายน 2547