การให้น้ำ

      หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชชอบน้ำ ต้องปลูกในที่มีน้ำชลประทานตลอดปี มีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ อย่าให้แห้ง หรือแฉะเกินไป การให้น้ำต้องคำนึงถึงลักษณะของดิน และสภาพพื้นที่เป็นสำคัญ อย่างน้อยควรให้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง (ให้น้ำระบบร่อง) ถ้าหน่อไม้ฝรั่งขาดน้ำ จะทำให้ต้นมีเส้นใยมาก เหนียว หน่อกระด้าง และมีคุณภาพต่ำ การให้น้ำไม่สม่ำเสมอคือ แห้งหรือแฉะเกินไป อาจทำให้ลำต้นแตกเป็นแผล และอาจจะทำให้โรคเข้าทำลายได้ (วิธีการให้น้ำหน่อไม้ฝรั่งมีหลายวิธี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่เป็นสำคัญ เช่น การให้น้ำแบบเรือฉีดพ่น การให้น้ำแบบร่อง การให้น้ำแบบสปริงเกอร์ ทั้งนี้เกษตรกรจะต้องคำนึงถึงข้อดีและข้อเสียด้วยว่า จะเลือกให้น้ำวิธีใดจึงจะเหมาะสม)

การให้ปุ๋ยหน่อไม้ฝรั่ง

          การให้ปุ๋ยหน่อไม้ฝรั่ง จำเป็นต้องให้ปุ๋ยเคมีควบคู่ไปกับปุ๋ยอินทรีย์ จึงจะทำให้การเจริญเติบโตของหน่อไม้ฝรั่งที่ปลูกในเขตร้อนชื้น ที่ไม่มีการพักตัวเป็นไปได้อย่างดี และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้สูง ประกอบกับหน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชที่มีอายุยาวนาน 3-6 ปี จึงรื้อแปลงแล้วปลูกพืชอื่นหมุนเวียน ดังนั้นเกษตรกรจึงต้องศึกษาเรื่องการให้ปุ๋ย แล้วนำมาปรับใช้ให้เหมาะสม การเตรียมแปลงปลูกควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 1-2 ตันต่อไร่ เกษตรกรบางรายไม่ต้องการลงทุนใส่ปุ๋ยอินทรีย์ จึงใส่แต่ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว หน่อไม้ฝรั่งที่ไม่ได้รับปุ๋ยอินทรีย์เลยในช่วงปีที่ 2-3-4 ดินจะแน่นมาก ผลผลิตจะต่ำ การใส่ปุ๋ยอินทรีย์แบบประหยัดนั้น ทำได้โดยใส่ปุ๋ยลงในหลุมปลูก อัตรา 1 ตันต่อไร่ ถ้าปลูก 2,500 ตันต่อไร่ คือ ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 400 กรัมต่อต้น ดังนั้นเกษตรกรจึงจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยอินทรีย์ทุก ๆ ปี จะช่วยให้การเจริญเติบโตของหน่อไม้ฝรั่ง ไม่มีปัญหาเมื่อมีอายุปลูกมากขึ้น

          ดินปลูกหน่อไม้ฝรั่งในภาคกลาง เช่น จังหวัดนครปฐม ในที่ดอนเป็นดินร่วนปนทราย ซึ่งมีอินทรีย์วัตถุ และแร่ธาตุอาหารต่ำ (จากการวิเคราะห์ดินในเขตรอบ ๆ วิทยาเขตกำแพงแสน) ดังนั้นการใส่ปุ๋ยเคมีจึงมีความสำคัญ และมีความจำเป็นที่จะต้องใส่ลงในดิน การใส่ปุ๋ยเคมีจำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับการเจริญเติบโตของหน่อไม้ฝรั่ง ในที่นี้จะแบ่งการเจริญเติบโตออกเป็น 3 ส่วน คือ

 

          1. การเจริญเติบโตทางด้านลำต้น กิ่ง ใบ หน่อ ราก ลำต้นใต้ดิน ในปีที่ 1 หลังจากย้ายปลูก

          2. การเจริญเติบโตระยะทำการเก็บเกี่ยว

          3. การเจริญเติบโตระยะพักต้น

 

          การให้ปุ๋ยเคมีกับหน่อไม้ฝรั่งในปีที่ 1 (จำนวนต้นปลูก 2,500 ต้นต่อไร่)

           ปุ๋ยรองก้นหลุม ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 400 กรัมต่อหลุม และปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 20 กรัมต่อต้น (50 กิโลกรัมต่อไร่)

           ปุ๋ยแต่งหน้า ครั้งที่ 1 หลังย้ายปลูก 15 วัน สูตร 21-0-0 อัตรา 12 กรัมต่อต้น (30 กิโลกรัมต่อไร่)

           ปุ๋ยแต่งหน้า ครั้งที่ 2 หลังย้ายปลูก 30 วัน สูตร 21-0-0 อัตรา 12 กรัมต่อต้น (30 กิโลกรัมต่อไร่) ่

           ปุ๋ยแต่งหน้า ครั้งที่ 3 หลังย้ายปลูก 45 วัน สูตร 15-15-15 อัตรา 12 กรัมต่อต้น (30 กิโลกรัมต่อไร่)

           ปุ๋ยแต่งหน้า ครั้งที่ 4 หลังย้ายปลูก 60 วัน สูตร 15-15-15 อัตรา 12 กรัมต่อต้น (30 กิโลกรัมต่อไร่)

           ปุ๋ยแต่งหน้า ครั้งที่ 5 หลังย้ายปลูก 90 วัน สูตร 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัม ผสมปุ๋ยสูตร 0-0-15 จำนวน 10 กิโลกรัม คลุกให้เข้ากัน ใส่ต้นละ 16 กรัม (40 กิโลกรัมต่อไร่)

           ปุ๋ยแต่งหน้า ครั้งที่ 6 หลังย้ายปลูก 120 วัน สูตร 15-15-15 จำนวน 30 กิโลกรัม ผสมปุ๋ยสูตร 0-0-15 จำนวน 10 กิโลกรัม คลุกให้เข้ากัน ใส่ต้นละ 16 กรัม (40 กิโลกรัมต่อไร่)

          เมื่อใส่ปุ๋ยครบ 6 ครั้ง หน่อไม้ฝรั่งมีอายุ 4 เดือนหลังย้ายปลูก ถ้าใช้ต้นกล้าอายุ 6 เดือน จะได้ต้นแม่ที่มีลำต้นเหนือดินแข็งแรง และมีลำต้นใต้ดินที่เรียกว่าเหง้าแข็งแรง พร้อมที่จะเริ่มทำการเก็บเกี่ยวได้ ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากพืชได้รับปุ๋ยโปแตสเซียมสูงในการให้ปุ๋ยครั้งที่ 5 และ 6

          เราจะทราบได้อย่างไรว่า ต้นแม่พร้อมที่จะทำการเก็บเกี่ยว ให้พิจารณาจาก

           อายุต้นกล้า 4 เดือน หรือ 6 เดือน

           ต้นแม่ให้หน่อที่เก็บเกี่ยวได้มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.8-1 เซนติเมตร มีปริมาณ 30% ของจำนวนต้นปลูก (2,500 ต้น)

           ถ้าต้นแม่ได้รับปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไปใบจะมีสีเขียวเข้มมาก จะทำให้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้มาก หน่อมีขนาดใหญ่ แต่หน่อที่เก็บเกี่ยวได้ไม่ทนต่อการขนส่งในระยะทางไกล เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตผ่านไประยะหนึ่ง ผลผลิตจะลดลงมาก ลำต้นใต้ดินไม่แข็งแรง ทำให้ต้นแม่ไม่มีกำลังผลิตหน่อที่มีคุณภาพได้นาน ต้องรีบแก้ไขโดยลดการใส่ไนโตรเจนให้ต่ำลง ให้สังเกตสีของใบเมื่อไนโตรเจนมีจำนวนที่พอดีต่อการเจริญเติบโตในหน่อไม้ฝรั่งจะมีสีเขียวตองอ่อน

การให้ปุ๋ยเคมีในช่วงระยะเวลาเก็บเกี่ยว

           โดยทั่วไปหลังจากย้ายปลูกแล้ว 4-6 เดือน ก็เริ่มทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทุกวัน ติดต่อกันนาน 2-3 เดือน แล้วแต่ความแข็งแรงของต้นแม่ ช่วงเก็บเกี่ยวนี้ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ต่อเดือน ก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าต้นโทรมมากก็ให้พิจารณาให้ดีว่าจะเติมไนโตรเจน หรือโปแตสเซียมลงในปุ๋ยสูตร 15-15-15 เกษตรกรจะต้องศึกษาด้วยตนเอง ถ้าต้องการความแน่นอนว่าเหง้าเจริญเติบโตดีหรือไม่ ให้สุ่มขุดต้นขึ้นมาดูเหง้าว่าแข็งแรงไหม หน่อไม้ฝรั่งที่ปลูกในดินเหนียวหนักสีดำ เช่น ที่อำเภอดำเนินสะดวก ดินชนิดนี้จะมีแร่ธาตุโปแตสเซียมสูง ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยสูตร 0-0-50 ขอให้ระวังในเรื่องนี้ด้วย

การให้ปุ๋ยเคมีในช่วงระยะพักต้น

           เมื่อทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตติดต่อกันนาน 2-3 เดือน จะพบว่าผลผลิตค่อย ๆ ลดลง โดยเฉพาพเกรด A และเกรด B ลดลงมาก ถ้าไม่หยุดการเก็บเกี่ยว ผลผลิตที่ได้จะมีแต่เพียงเกรด C และต่ำกว่ามาตรฐาน แสดงว่าลำต้นใต้ดินหมดแรงผลิตแล้ว ต้องเริ่มเติมโปแตสเซียม โดยใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 30-50 กิโลกรัมต่อครั้งต่อเดือน ในระยะนี้ถ้าใบเหลืองซีด แสดงว่าไนโตรเจนไม่พอ ก็เห็นสมควรเติมปุ๋ยสูตร 21-0-0 จำนวน 10 กิโลกรัม ผสมลงในปุ๋ยสูตร 15-15-15 จำนวน 30 กิโลกรัม ผสมให้เข้ากัน แล้วใส่ลงในแปลงปลูก เมื่อพักต้นนาน 1-3 เดือน (ทั้งนี้แล้วแต่สภาพของต้น) ในช่วงฤดูฝนอาจจะต้องพักต้นนานกว่าฤดูหนาว เมื่อสังเกตเห็นต้นแม่แข็งแรงดี สามารถให้หน่อเกรด A, B, C ก็เริ่มทำการเก็บเกี่ยวได้

           หมายเหตุ อัตราปุ๋ยที่แนะนำนี้เหมาะสมกับดินร่วนปนทรายที่มีอินทรีย์วัตถุ และแร่ธาตุอาหารต่ำ ถ้าดินดีมีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ ให้ลดอัตราปุ๋ยลงเหลือ 8-10 กรัม ต่อต้นต่อครั้ง ช่วงการใส่ปุ๋ยอาจจะใส่ทุก ๆ 1.5 เดือน เกษตรกรแต่ละท้องที่ต้องทราบว่า ดินของท่านมีสภาพเป็นอย่างไร แล้วนำสูตรที่แนะนำไว้นี้ไปปรับใช้ให้เหมาะสมต่อสภาพดินของท่าน

การไว้ต้นแม่ต่อกอ

           หลังจากย้ายกล้าประมาณ 1 สัปดาห์ ต้นจะงอกโผล่พ้นดิน เมื่อต้นหน่อไม้ฝรั่งมีอายุมากขึ้น จำนวนต้นจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ต้นที่งอกช่วงแรกก็จะเริ่มแก่ ถ้าไม่มีการตัดต้นออกบ้างบริเวณกอจะแน่น มีผลทำให้เป็นแหล่งสะสมโรคและแมลง อีกทั้งการให้หน่อใหม่ จะเล็กลงด้วย ดังนั้นในช่วงเดือนที่ 3 หลังจากย้ายปลูกควรมีการตัดแต่งต้นออกบ้าง และตัดแต่งอีกครั้งในช่วงก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 15 วัน โดยให้เหลือแต่ต้นแม่เพียง 4-6 ต้นต่อกอ

การพรวนดินและการเติมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก

           การพรวนดินจะทำให้บริเวณหน้าดินไม่แน่น หน่ออ่อนจะโผล่พ้นดินได้สะดวกไม่โค้ง หรือคดงอ แต่การพรวนดินต้องทำอย่างระมัดระวัง อย่าให้กระทบกระเทือนถึงระบบราก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต เพราะจะทำให้หน่อไม้ฝรั่งชะงักการออกหน่อได้

           ต้นหน่อไม้ฝรั่งในช่วงอายุ 3-4 เดือนแรก หลังจากการย้ายปลูก ควรทำการพรวนดินและพูนโคน พร้อมทั้งเติมปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอก เพื่อช่วยปรับปรุงโครงสร้างของต้นให้ดีและร่วนขึ้น การพรวนดินและการเติมปุ๋ยคอกนี้ จะกระทำทุก ๆ 3-4 เดือนต่อครั้ง ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและสภาพความอุดมสมบูรณ์ของหน่อไม้ฝรั่งด้วย

การทำค้าง

           ในพื้นที่ที่มีลมแรงและไม่มีแนวบังลม การทำค้างเพื่อช่วยพยุงลำต้น นับเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ประโยชน์ของการทำค้างก็เพื่อที่จะรักษาลำต้นเหนือดินให้อยู่ได้นานที่สุด ในช่วงก่อนการเก็บเกี่ยวและในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยปกติจะทำค้างเมื่อต้นหน่อไม้ฝรั่งมีอายุ 2 เดือนหลังจากย้ายกล้าปลูก ไม้ที่ใช้ทำค้างอาจเป็นไม้รวก หรือไม้อื่น ๆ ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-2 นิ้ว ความสูงของค้างแล้วแต่ความเหมาะสม การปักค้างจะปักเป็นจุด ๆ ละ 2 หลัก แล้วใช้เชือกไนล่อนขนาดพอเหมาะ ขึงตามความยาวของแปลง ระยะห่างของไม้แต่ละจุดประมาณ 2 เมตร หรือแล้วแต่ความเหมาะสม ซึ่งการทำค้างนี้จะทำไปตลอดอายุของการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง หากไม้ค้างผุ ควรทำการเปลี่ยนไม้ค้างอยู่เสมอ

การเก็บเกี่ยว

    ควรเก็บเกี่ยวหลังจากย้ายปลูกประมาณ 4-5 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้นหน่อไม้ฝรั่งเป็นสำคัญ เมื่อเริ่มเก็บเกี่ยวจะต้องเก็บเกี่ยวทุกวันในช่วงเช้า เวลา 06.00-09.00 น. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำหน่อขาวต้องเก็บในช่วงตอนเช้ามืด เวลา 06.00 น. เพราะถ้าหน่อเจริญพ้นดินที่กลบไว้ จะทำให้ส่วนปลายของหน่อมีสีเขียว ส่วนโคนมีสีขาวไม่เป็นที่ต้องการของโรงงานผลิตหน่อไม้ฝรั่งกระป๋อง แต่ปัจจุบันโรงงานบางแห่งยอมรับหน่อไม้ฝรั่งที่ส่วนปลายมีสีเขียวยาวไม่เกิน 2 นิ้ว ซึ่งเรียกว่าพวกกรีนทิป

           การเก็บเกี่ยวหน่อไม้ฝรั่งทำได้ง่าย ในกรณีที่เป็นหน่อสีเขียว จะเก็บเกี่ยวเมื่อหน่อโผล่พ้นผิวดินประมาณ 25 เซนติเมตร โดยใช้มือถอน ส่วนพวกหน่อสีขาวต้องใช้พลั่วขนาดเล็กคุ้ยดิน แล้วจึงใช้มือถอน เมื่อถอนแล้วต้องกลบดินให้เรียบร้อย โดยทั่วไปถ้าใช้แรงงานไร่ละ 1 คน จะใช้เวลาเก็บเกี่ยวประมาณ 2 ชั่วโมง และตัดแต่งอีกประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อเริ่มเก็บเกี่ยวแล้ว การเก็บเกี่ยวจะต้องทำต่อเนื่องกันทุกวัน แต่หยุดพักการเก็บเกี่ยวเมื่อสภาพต้นทรุดโทรมมาก (ให้เกรดเอเพียง 20-30 เปอร์เซ็นต์) ของผลผลิตทั้งหมด

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวหน่อไม้ฝรั่ง

           1. ภายหลังการเก็บเกี่ยว ต้องนำหน่อไม้ฝรั่งเข้าร่มทันที และการดำเนินการขั้นตอนต่าง ๆ ควรจะกระทำในที่ร่มทั้งหมด เช่น การนำไปล้างน้ำสะอาด เพื่อชำระเอาดินและสิ่งสกปรกออก หรือตัดให้ได้ความยาวตามมาตรฐานการรับซื้อ

           2. นำหน่อไม้ฝรั่งไปตัดแต่งโคน ให้ได้ความยาวตามที่พ่อค้ารับซื้อต้องการ ปกติจะตัดให้มีความยาว 25 เซนติเมตร คัดเกรดหน่อไม้ฝรั่งออกตามลักษณะที่ต้องการ เช่น เกรดเอตูม เกรดเอบาน เกรดบีตูม เกรดบีบาน เกรดซี และตกเกรด ส่วนขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลางที่โคนหน่อนั้น ผู้รับซื้อแต่ละแหล่งจะกำหนดไว้ไม่เท่ากัน ดังนั้นถ้าเกษตรกรจะปลูกก็ควรทำความตกลงเรื่องเกรดกับผู้ซื้อให้เรียบร้อยก่อน

           3. นำหน่อไม้ฝรั่งที่คัดเกรดเรียบร้อยแล้วมามัดรวมกันเป็นมัด ๆ หนักมัดละประมาณ 1-5 กิโลกรัม เพื่อสะดวกในการบรรจุ และถ่ายออกจากภาชนะบรรจุ

           4. ต้องทำการขนส่งออกสู่ตลาด หรือผู้รับซื้อให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และในการขนส่งถ้าเป็นระยะทางไกล ควรมีการลดความร้อนให้หน่อไม้ฝรั่งโดยการใช้น้ำแข็งป่นโรยสลับกับหน่อไม้ฝรั่งเป็นชั้น ๆ ในภาชนะบรรจุ

มาตรฐานคุณภาพของหน่อไม้ฝรั่ง

           1. ลักษณะโดยทั่วไป

              1.1 ลักษณะของยอดหน่อต้องแน่นและไม่บาน (ต้องไม่มีช่อใบโผล่ตรงกาบหุ้มใบ) หน่อมีความสะอาด ปราศจากโรคและแมลง

              1.2 ลักษณะของหน่อต้องตรงไม่คดงอ หรือแคระแกร็น หน่อที่จะรับซื้อต้องมีความยาวไม่ต่ำกว่า 25 เซนติเมตร โดยส่วนที่เป็นสีเขยว จะต้องมีความยาวมากกว่า 19 เซนติเมตรขึ้นไป ซึ่งผู้ขายจะเป็นผู้ตัดให้ได้ขนาดดังกล่าวก่อนส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อ

              1.3 หน่อไม้ฝรั่งที่มีส่วนโคนเป็นสีเขียว จะต้องพิจารณามาตรฐานน้ำหนักต่อหน่อของหน่อไม้ฝรั่งในแต่ละเกรดด้วย ซึ่งจะพิจารณาโดยอาศัยการเปรียบเทียบขนาดเฉพาะส่วนที่เป็นสีเขียวเท่านั้น

           2. หน่อไม้ฝรั่งแบ่งออกเป็น 3 ขนาด ด้วยกันคือ

              2.1 เกรดเอคือ หน่อไม้ฝรั่งที่มีความยาวหน่อ 25 เซนติเมตร มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่โคนหน่อมากกว่า 1.0 เซนติเมตร

              2.2 เกรดบีคือ หน่อไม้ฝรั่งที่มีความยาวหน่อ 25 เซนติเมตร มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่โคนหน่อมากกว่า 0.8-1.0 เซนติเมตร

              2.3 เกรดซีคือ หน่อไม้ฝรั่งที่มีความยาวหน่อ 25 เซนติเมตร มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่โคนหน่อน้อยกว่า 0.8 เซนติเมตร

การพักต้น

           โดยปกติหน่อไม้ฝรั่งจะมีระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวประมาณ 2.5-3 เดือน แต่อาจจะทำการพักต้นก่อนที่จะครบช่วงของการเก็บเกี่ยวก็ได้ หากพบว่าสภาพต้นหน่อไม้ฝรั่งทรุดโทรม โดยสังเกตได้จากปริมาณการให้ผลผลิต (ให้เกรดเอเพียง 20-30 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตทั้งหมด) ในช่วงของการพักต้นนี้ ควรทำการตัดแต่งลำต้นแม่เดิมทิ้ง ปล่อยให้หน่อใหม่เจริญขึ้นมาแทนที่ ในขณะเดียวกันก็ควรที่จะทำการพรวนดินใส่ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยคอก พร้อมทั้งให้น้ำและฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างสม่ำเสมอ เมื่อหน่อที่แตกขึ้นมาใหม่มีความสมบูรณ์ และพร้อมที่จะให้หน่อชุดใหม่ได้ ควรตัดแต่งให้เหลือต้นแม่เหนือดินที่สมบูรณ์ประมาณ 4-6 ต้นต่อกอ แล้วจึงทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อไป

            แหล่งที่มาของภาพประกอบ : http://www.doae.go.th

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 31 กรกฎาคม 2549