กระบวนการหมักและจุลินทรีย์ที่เกี่ยวข้อง

        ดังได้กล่าวข้างต้นแล้วว่า ในขั้นตอนของการหมักปุ๋ยน้ำนั้น มีจุลินทรีย์เข้าเกี่ยวข้องอยู่ด้วย จุลินทรีย์จะทำหน้าที่ย่อยสลายสารอินทรีย์พวกโปรตีน (จากเศษปลา หอย) และสารคาร์โบไฮเดรท (จากเศษพืช) ประกอบด้วยแป้งและน้ำตาล เกิดเป็นสารอินทรีย์ต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งปลดปล่อยธาตุอาหารพืชออกมาด้วย เนื่องจากวัสดุที่ใช้ในการหมัก ตลอดจนวิธีการหมักแตกต่างกันไปมาก กระบวนการหมักและจุลินทรีย์ที่เกี่ยวข้องจึงอาจแตกต่างกันไปด้วย โดยหลักการกว้าง ๆ แล้ว กระบวนการหมักโดยกิจกรรมของจุลินทรีย์จะคล้าย ๆ กันดังนี้

        1. กระบวนการย่อยสลายโปรตีน (protein decomposition) ในวัตถุดิบอินทรีย์จำพวกเศษปลา และหอยเชอรี่ จะมีโปรตีนเป็นองค์ประกอบอยู่ค่อนข้างมาก การย่อยสลายสารอินทรีย์พวกนี้ จึงเกิดขึ้นโดยจุลินทรีย์ที่มีเอ็นไซม์โปรตีนเนส (proteinase) จุลินทรีย์ส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรียที่มีอยู่ในอากาศ ในดิน และที่ติดมากับเศษวัสดุ เช่น Bacillus และ Pseudomonas ซึ่งเป็น facultative anaerobic bacteria นอกจากนี้ยังมีแบคทีเรียที่สามารถผลิตกรดแลคติกจากสารอินทรีย์ เช่น Lactobacillus ซึ่งทำหน้าที่สำคัญในการผลิตกรดให้แก่กระบวนการย่อยสลายได้

        2. กระบวนการย่อยสลายเซลลูโลส (cellulose decomposition) วัตถุดิบจำพวกเศษพืชสด นอกจากน้ำในเซลล์แล้ว จะมีเซลลูโลสเป็นองค์ประกอบหลักอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจจะมีตั้งแต่ 30-50 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับชนิดและอายุของพืช การย่อยสลายเศษพืชเหล่านี้ จะเกิดจากจุลินทรีย์ในกลุ่มที่สามารถผลิตเอ็นไซม์เซลลูเลสได้ ในกระบวนการหมักในที่นี้ ส่วนใหญ่เกิดจาก facultative anaerobic cellulolytic bacteria กล่าวคือ เป็นแบคทีเรียที่ย่อยสลายเซลลูโลสได้ทั้งในสภาพที่มีอากาศถ่ายเทดี (aerobic condition) และในสภาพที่อากาศถ่ายเทยาก (anaerobic condition) แบคทีเรียพวก Bacillus และ Pseudomonas รับบทบาทเด่นในกระบวนการย่อยสลายนี้ ผลิตผลที่ได้จากการย่อยสลายประกอบด้วย ธาตุอาหาร พืชในรูปอนินทรีย์ และสารอินทรีย์ต่าง ๆ มากมายรวมทั้งกรดอินทรีย์ด้วย

        อนึ่งในการย่อยสลายวัตถุดิบจำพวกที่มีน้ำตาลอยู่มาก เช่น ผลไม้ จะมีจุลินทรีย์จำพวกยีสต์ที่ติดมากับผลไม้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ผลผลิตที่ได้ก็จะมีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ด้วยจำนวนหนึ่ง แต่ก็ไม่มากนัก

วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตปุ่ยน้ำหมัก

        หากจะกล่าวถึงวัตถุดิบทั้งหมดของการผลิตปุ่ยน้ำหมักที่ใช้กันในปัจจุบันแล้ว คงจะเป็นการยากที่จะกล่าวได้อย่างครบถ้วน เนื่องจากเป็นการผลิตที่อิสระ ถ้าทราบหลักการโดยทั่วไปแล้ว ก็สามารถใช้วัตถุดิบต่าง ๆ ที่มีอยู่ในท้องถิ่นเพื่อการผลิตปุ๋ยน้ำหมักได้ตามความต้องการ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการผลิตปุ่ยน้ำหมักในประเทศไทย สามารถแยกวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตได้ดังนี้

        1. เศษพืช เศษผักที่เหลือจากการคัดเลือก และตัดแต่งผัก ซึ่งประกอบไปด้วยใบและกาบใบ กิ่งก้านที่อวบน้ำ หลายชนิดสามารถนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยน้ำหมักได้ เช่น ผักกาด ผักโขม กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง เป็นต้น นอกจากผักแล้ว พืชไร่อื่น ๆ ที่มีการถอนแยก ถอดยอด หรือเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วแต่ยังสดอยู่ ก็สามารถนำมาทำปุ๋ยน้ำหมักได้ทั้งสิ้น เช่น ข้าวโพด และถั่วต่าง ๆ เป็นต้น

        2. ผลไม้ ผลไม้ที่คัดทิ้งทั้งดิบและสุก และเฟอร์เม็นต์บางส่วนแล้ว เช่น เงาะ ลำไย มะละกอ กล้วย เป็นต้น สามารถนำมาเป็นส่วนผสมของการหมัก แต่ควรระวังเปลือกผลไม้บางชนิด เช่น ส้ม ซึ่งย่อยสลายยาก อาจมีผลกระทบต่อการหมักได้

        3. เศษสัตว์ เช่น เศษปลา เศษเนื้อ จากบ้านเรือน แมลง หนอน กิ้งกือ ไส้เดือน ฯลฯ สามารถนำมารวมกันแล้วใช้เป็นส่วนผสมของการหมักปุ๋ยน้ำหมักได้อย่างดี

        4. หอยเชอรี่และไข่หอยเชอรี่ การรวบรวมตัวหอยและไข่หอยเชอรี่ นำมาบดแล้วหมัก โดยกรรมวิธีที่ถูกต้อง ก็จะได้ปุ๋ยน้ำหมักที่มีประสิทธิภาพชนิดหนึ่ง

        5. เศษอาหารจากบ้านเรือน วัสดุเหล่านี้หากรวบรวมแล้วหมักไว้ ก็จะลดปัญหาเรื่องกลิ่น และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในแง่ปุ๋ยน้ำหมักได้ แต่ต้องระมัดระวังเรื่องเชื้อโรคที่อาจแพร่ระบาดไปได้ หากกระบวนการหมักไม่สมบูรณ์

วิธีการผลิตปุ๋ยน้ำหมัก

        แม้ว่าจะมีการผลิตปุ๋ยน้ำหมักด้วยวิธีการ และส่วนผสมที่แตกต่างกัน แต่โดยหลักการแล้ว จะเป็นการผลิตแบบกึ่งให้อากาศเสียเป็นส่วนใหญ่ (semi-aerobic condition) โดยจะมีการคน หรือกวน บางกรณีอาจให้อากาศด้วยเครื่องพ่นอากาศ ก็ถือว่าเป็นการผลิตแบบให้อากาศ (aerobic condition) ซึ่งเกิดการย่อยสลายได้เร็วกว่า และเกิดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์น้อยกว่าด้วย จึงอยากจะแนะนำให้ใช้วิธีการผลิตแบบให้อากาศจะเหมาะสมกว่า และได้ปุ๋ยน้ำหมักที่สามารถใช้ได้กับพืชอย่างปลอดภัยกว่า สิ่งจำเป็นสำหรับการผลิตปุ่ยน้ำหมักที่ต้องพิจารณาและเตรียมให้พร้อมมีดังนี้

        1. อุปกรณ์และวัสดุ

            ถังพลาสติก ขนาดของถังขึ้นอยู่กับปริมาณการผลิต โดยทั่วไปสำหรับการปลุกต้นไม้ในบ้านขนาดตั้งแต่ 20-50 ลิตร การปลูกพืชสวนไร่นาขนาดตั้งแต่ 200 ลิตรขึ้นไป แต่ควรเป็นถังปากกว้างมีฝาปิด ซึ่งสามารถเจาะรูผ่า แล้วทำท่อระบายอากาศ หรือก๊าซที่เกิดขึ้นได้

            ไม้กวน หรือไม้สำหรับคน (plunger) เพื่อเป็นการระบายอากาศแก่กระบวนการหมัก หรือในกรณีของไม้กวนนี้ อาจดัดแปลงได้ตามความเหมาะสม ลักษณะนี้เป็นการให้อากาศแบบเป็นครั้งคราว

            เครื่องให้อากาศ อาจเป็นเครื่องพ่นอากาศแก่ตู้ปลาก็ได้ สำหรับการผลิตปริมาณมาก ๆ หรือเพื่อความสะดวก โดยไม่ต้องใช้ไม้กวน และเป็นการให้อากาศได้อย่างต่อเนื่อง

            ท่อระบายอากาศ ติดตั้งท่อระบายอากาศ โดยการใช้ท่อพลาสติก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 เซนติเมตร ศุง 1.50-2.00 เมตร เพื่อระบายอากาศ และแก๊สที่เกิดขึ้นจากกระบวนการหมัก ซึ่งอาจมีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ในระยะแรกของการหมักได้

            เชื้อเร่งกระบวนการย่อยสลาย เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่ผลิตขึ้นมา เพื่อเร่งการย่อยสลาย และปลดปล่อยสารอนินทรีย์และอินทรีย์ ที่เป็นประโยชน์ต่อดินและพืช โดยทั่วไปแล้วสามารถใช้เชื้อเร่งปุ๋ยหมักชนิดต่าง ๆ ที่ผลิตและจำหน่ายทั่วไปตามท้องตลาด หรือเชื้อเร่งปุ๋ยหมักจากกรมพัฒนาที่ดิน และเชื้อเร่งจากกรมวิชาการเกษตรแทนก็ได้

            ปุ๋ยไนโตรเจน เพื่อเร่งการย่อยสลายเศษพืชที่มีไนโตรเจนน้อยให้เกิดได้เร็วขึ้นได้

            น้ำ ควรเป็นน้ำที่สะอาด ที่ไม่ควรมีเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคพืชเป็นปริมาณมากจนก่อให้เกิดโรคกับพืชได้

            กากน้ำตาล (molasses) ในกรณีที่ไม่มี อาจใช้กากส่าเหล้า หรือน้ำตาลทรายแดงแทนได้

        2. วัตถุดิบ และวิธีการผลิตปุ๋ยน้ำหมัก มีความแตกต่างกันไป และมีสูตรไม่ตายตัว สามารถดัดแปลงได้ ในที่นี้จะขอกล่าวถึงการผลิตปุ๋ยน้ำหมักโดยทั่วไป 3 แบบ ซึ่งมีทั้งขบวนการพลาสโมไลซีส และกระบวนการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ที่มีการให้อากาศด้วย

           ก. การผลิตปุ๋ยน้ำหมักเศษปลา วัตถุดิบที่ใช้ประกอบไปด้วยเศษปลา กากน้ำตาล และเชื้อเร่งปุ๋ยหมัก

               วิธีการผลิต

                ผสมเศษปลาจำนวน 30 กิโลกรัม กากน้ำตาล 20 กิโลกรัม หินฟอสเฟตบด 1 กิโลกรัม และยูเรีย 500 กรัม คลุกเคล้าให้เข้ากันในถังพลาสติก หมักไว้ 1 วัน

                เติมน้ำสะอาดให้ได้ปริมาณ 100 ลิตร เติมผงเชื้อเร่งปุ๋ยหมัก หากไม่มีเชื้อเร่งปุ๋ยหมัก อาจใช้ปุ๋ยหมักที่กำลังย่อยสลาย จำนวน 1 กิโลกรัมแทนได้

                ติดตั้งแท่งกวน หรือชุดให้อากาศ (เครื่องปั๊มอากาศ) พร้อมการปิดฝาที่เจาะรู พร้อมท่อระบายอากาศ

                ตั้งไว้ในร่ม ปล่อยให้ย่อยสลายด้วยกิจกรรมจุลินทรีย์ ในกรณีที่ไม่ได้ติดตั้งชุดให้อากาศ ให้กวนทุกวัน วันละ 2 ครั้ง ในเวลาเช้า และเย็น

                ในระหว่างการย่อยสลาย หากน้ำแห้ง หรือระเหยไป เติมน้ำสะอาดให้อยู่ในระดับเดิมทุก ๆ สัปดาห์

                ปล่อยให้การย่อยสลายดำเนินไปประมาณ 1-2 เดือน หรือเมื่อชิ้นส่วนถูกย่อยสลายหมด

                เมื่อการย่อยสลายได้ที่แล้ว จะได้ของเหลวสีน้ำตาลเข้ม กลิ่นหอม มีกลิ่นของกรดอินทรีย์ และแอลกอฮอล์อยู่เล็กน้อย กรองของเหลวที่ได้ด้วยตะแกรง หรือผ้าขาวบางที่สะอาด นำของเหลวที่กรองได้บรรจุในขวดที่สะอาด ปิดฝาขวดให้แน่น เก็บไว้ในร่มและเย็น พร้อมที่จะนำไปใช้ได้

               วิธีการใช้ ใช้ผสมกับน้ำอัตราส่วน ปุ๋ยน้ำหมักเศษปลา : น้ำสะอาด = 1 : 100 - 200 ราดโคนต้นปีละ 4-5 ครั้ง และฉีดพ่นทางใบ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ใช้ได้กับพืชทุกชนิด ได้แก่ ไม้ผล ผัก ไม้ดอกไม้ประดับ และพืชไร่ สามารถใช้ร่วมกับปุ๋ยชนิดอื่น เพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้แก่พืชได้ตามความเหมาะสม

           ข. การผลิตปุ๋ยน้ำหมักหอยเชอรี่ วัตถุดิบที่ใช้ผลิตประกอบด้วยหอยเชอรี่ทั้งเปลือก ไข่หอยเชอรี่ กากน้ำตาล และเชื้อเร่งปุ๋ยหมัก

                วิธีการผลิต

                บดหอยเชอรี่ และไข่หอยเชอรี่ด้วยเครื่องบด หรือเครื่องอัดอาหารกุ้ง หากไม่มีเครื่องมือดังกล่าว ก็สามารถใช้วิธีสับหรือตำ เพื่อให้เนื้อและเปลือกหอยมีขนาดเล็กลง จะย่อยสลายได้รวดเร็วขึ้น

                ผสมหอยและไข่หอยที่บดแล้ว จำนวน 30 กิดลกรัม กากน้ำตาล 20 กิโลกรัม หินฟอสเฟต 1 กิโลกรัม และยูเรีย 500 กรัม ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันหมักไว้ 1 วันในถังพลาสติก

                เติมน้ำสะอาดให้ได้ปริมาณ 100 ลิตร เติมผงเชื้อเร่งปุ๋ยหมัก หรืออาจใช้ปุ๋ยหมักที่กำลังสลายตัว 1 กิโลกรัมแทน ในกรณีที่ไม่มีเชื้อเร่งปุ๋ยหมัก

                ติดตั้งแท่งกวน หรือเครื่องปั๊มอากาศ ปิดฝาถัง พร้อมติดตั้งท่อระบายอากาศ

                ตั้งไว้ในร่ม เพื่อให้เกิดกิจกรรมการย่อยสลายจากบทบาทของจุลินทรีย์ ในสภาพที่ให้อากาศจากเครื่องปั๊มอากาศ หรือจากการกวนด้วยแท่งกวน โดยให้กวนทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น

                ตรวจดูปริมาณน้ำที่อาจระเหยไปในระหว่างการให้อากาศ เติมน้ำให้อยู่ในระดับเดิมทุก ๆ สัปดาห์

                ปล่อยให้การย่อยสลายดำเนินต่อไปประมาณ 1-2 เดือน หรือเมื่อชิ้นส่วนของหอยยุ่ยและย่อยสลายหมด

                กรองของเหลวด้วยตะแกรง หรือผ้ากรองที่สะอาด บรรจุของเหลวที่กรองได้ในขวดแก้ว หรือขวดพลาสติกที่สะอาด ปิดฝาขวดให้แน่น เก็บไว้ในที่ร่มและเย็น พร้อมที่จะนำไปใช้ได้

               วิธีการใช้ ผสมกับน้ำสะอาดในสัดส่วน ปุ๋ยน้ำหมักหอยเชอรี่ : น้ำ = 1 : 100 - 200 ราดโคนต้นปีละ 4-5 ครั้ง และฉีดพ่นทางใบ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ใช้กับพืชได้ทุกชนิด ได้แก่ ไม้ผล ผัก ไม้ดอกไม้ประดับ และพืชไร่ทั่วไป สามารถใช้ร่วมกับปุ๋ยชนิดอื่นเพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้แก่พืชได้ตามความเหมาะสม

           ค. การผลิตปุ๋ยน้ำหมักเศษผักผสมเศษปลาและหอยเชอรี่ การผลิตแบบนี้ประกอบไปด้วยเศษผัก หรืออาจมีผลไม้ เช่น มะละกอผสมด้วยก็ได้ ผสมเข้ากับเศษปลา และหอยเชอรี่เข้าอีก มีกากน้ำตาล และเชื้อเร่งปุ๋ยหมักเป็นส่วนประกอบของการผลิตด้วย

                วิธีการผลิต มีวิธีการผลิตคล้ายกับ 2 วิธีที่ได้กล่าวมาแล้ว เพียงแต่ว่า อาจขาดแคลนเศษปลา หรือหอยเชอรี่ หรือมีเพียงเล็กน้อย แต่มีเศษพืชจำนวนมาก จึงใช้เศษปลา หรือหอยเชอรี่ตามสภาพที่มี

                สับเศษพืช บดเศษปลา และหอยเชอรี่ ซึ่งเป็นส่วนผสมให้มีชิ้นส่วนเล็กลง

                ผสมเศษพืช 50 กิโลกรัม เข้ากับเศษปลา หรือหอยเชอรี่ 1-2 กิโลกรัม กากน้ำตาล 20 กิโลกรัม ปุ๋ยยูเรีย 1 กิโลกรัม หินฟอสเฟต 1 กิโลกรัม คลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักไว้ในถังพลาสติก 1 วัน

                เติมน้ำสะอาดให้ได้ปริมาณ 100 ลิตร เติมผงเชื้อเร่งปุ๋ยหมัก หรืออาจใช้ปุ๋ยหมักที่กำลังสลายตัว 1 กิโลกรัมแทน ในกรณีที่ไม่มีเชื้อเร่งปุ๋ยหมัก

                ติดตั้งแท่งกวน หรือเครื่องปั๊มอากาศ ปิดฝาถัง พร้อมติดตั้งท่อระบายอากาศ

                ตั้งไว้ในร่ม เพื่อให้เกิดกิจกรรมการย่อยสลายจากบทบาทของจุลินทรีย์ ในสภาพที่ให้อากาศจากเครื่องปั๊มอากาศ หรือจากการกวนด้วยแท่งกวน โดยให้กวนทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น

                ตรวจดูปริมาณน้ำที่อาจระเหยไปในระหว่างการให้อากาศ เติมน้ำให้อยู่ในระดับเดิมทุก ๆ สัปดาห์

                ปล่อยให้การย่อยสลายดำเนินต่อไปประมาณ 1-2 เดือน หรือเมื่อชิ้นส่วนของหอยยุ่ยและย่อยสลายหมด

                กรองของเหลวด้วยตะแกรง หรือผ้ากรองที่สะอาด บรรจุของเหลวที่กรองได้ในขวดแก้ว หรือขวดพลาสติกที่สะอาด ปิดฝาขวดให้แน่น เก็บไว้ในที่ร่มและเย็น พร้อมที่จะนำไปใช้ได้

               วิธีการใช้ ผสมกับน้ำสะอาดในสัดส่วน ปุ๋ยน้ำหมักเศษผักผสมเศษปลาและหอยเชอรี่ : น้ำ = 1 : 100 - 200 ราดโคนต้นปีละ 4-5 ครั้ง และฉีดพ่นทางใบ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ใช้กับพืชได้ทุกชนิด ได้แก่ ไม้ผล ผัก ไม้ดอกไม้ประดับ และพืชไร่ทั่วไป สามารถใช้ร่วมกับปุ๋ยชนิดอื่นเพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้แก่พืชได้ตามความเหมาะสม

คุณภาพของปุ๋ยน้ำหมัก

         เนื่องจากวิธีการผลิต วัตถุดิบที่ใช้เป็นส่วนผสม และระยเวลาการหมัก มีความแตกต่างกัน คุณภาพของปุ๋ยน้ำหมักจึงแตกต่างกันมาก สิ่งที่ต้องนำไปพิจารณาในการตรวจสอบ หรือบ่งบอกถึงคุณภาพของปุ๋ยน้ำหมักมีดังนี้

         1. ระยะเวลาในการหมัก หากใช้เวลาสั้นเกินไป อาจเกิดผลเสียได้ กล่าวคือ การย่อยสลายยังเกิดขึ้นไม่สมบูรณ์ อาจมีผลตกค้างต่าง ๆ ที่มีผลเสียต่อการเติบโตของพืชได้ ปกติแล้วจะใช้เวลาในการหมักประมาณ 1-2 เดือน

         2. เชื้อสาเหตุโรคพืช ถ้าใช้เวลาในการหมักเพียงพอแล้ว เชื้อจุลินทรีย์สาเหตุโรคพืชจะตายไป หรือมีอยู่ในปริมาณที่น้อยมาก จนไม่สามารถก่อให้เกิดโรคแก่พืชได้

         3. เชื้อโรคติดต่อทางระบบทางเดินอาหาร ปกติแล้วหากหมักไว้ระยะหนึ่งแล้ว เชื้อโรคติดต่อทางระบบอาหารของคนและสัตว์จะตายไป เมื่อฉีดพ่นแก่พืชแล้ว จะไม่เป็นการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้

         4. ปริมาณธาตุอาหารและฮอร์โมนพืชในปุ๋ยน้ำหมัก โดยปกติแล้ว ในปุ๋ยน้ำหมักจะมีธาตุอาหารพืช ทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริมในปริมาณน้อย แต่พืชสามารถดูดกินได้โดยง่าย ส่วนผสมที่มีโปรตีนสูง เช่น เศษปลา และหอยเชอรี่ รวมทั้งการผสมยูเรียลงไปเล็กน้อย เพื่อเร่งการย่อยสลาย ก็จะทำให้มีปิรมาณไนโตรเจนสูงขึ้น การเติมหอนฟอสเฟตลงไป ก็สามารถเพิ่มฟอสเฟตที่ละลายได้แก่พืชได้มากขึ้นเช่นกัน

         การใช้ปุ๋ยน้ำหมักเป็นเกษตรทางเลือกแบบหนึ่งที่น่าสนใจ ทั้งในแง่ของการกำจัดเศษเหลืออินทรีย์ การเกษตรแบบยั่งยืน และยังเป็นการลดต้นทุนการผลิตลงบางส่วนได้ เกษตรกรหรือผู้สนใจสามารถผลิตใช้ได้เอง ร่วมกับการใช้ปุ๋ยอนินทรีย์ในปริมาณที่ลดลง ข้อจำกัดประการสำคัญของปุ๋ยน้ำหมักทั่วไปคือ มีปริมาณธาตุอาหารพืชจำนวนน้อย จึงมีความจำเป็นต้องเพิ่มธาตุอาหารพืชในรูปปุ่ยชนิดต่าง ๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ และปุ๋ยเคมี บางส่วนเท่าที่จำเป็น

         มิฉะนั้นธาตุอาหารจากพืชในดินก็จะถูกพืชดูดกินไปเรื่อย ๆ ทำให้ปริมาณสึกหรอลง จนไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช ทำให้พืชแสดงอาการขาดธาตุอาหาร และเจริญเติบโตไม่ดีเท่าที่ควรได้ และขอให้ตระหนักไว้ประการหนึ่งว่า ปุ๋ยน้ำหมักนี้ ไม่ใช่สิ่งที่จะแก้ปัญหาได้ทุกกรณีไป เป็นเฉพาะทางเลือกทางหนึ่งเท่านั้น ก็เป็นที่หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การใช้ปุ๋ยน้ำหมัก จะเป็นทางเลือกที่ดีเหมาะสมแก่เกษตรกร ในการที่จะพัฒนาการเกษตรของตนเองและส่วนรวมต่อไป

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 31 มกราคม 2549