น้อยหน่าลูกผสม "อะติมัวย่า"

     "อะติมัวย่า" (Atemoya) เป็นลูกผสมระหว่าง "เซริมัวย่ากับสวีทชอพ" ผลมีลักษณะคล้ายเซริมัวย่า แต่ทนต่อความแห้งแล้งได้ดีกว่าเซริมัวย่า ทนเกือบเท่าน้อยหน่า สามารถปลูกได้ดีในบริเวณที่ปลูกน้อยหน่า แต่บางพันธุ์ต้องปลูกในบริเวณที่มีอากาศหนาวเย็นกว่าและสูงจากระดับน้ำทะเลมาก ๆ จึงจะออกดอกติดผล เนื่องจากเป็นลูกผสม การขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ด จึงมีโอกาสกลายพันธุ์เป็นอย่างมาก การรักษาพันธุ์สามารถทำได้โดยการติดตาหรือต่อกิ่ง โดยใช้น้อยหน่าเป็นต้นตอ นิยมปลูกกันแพร่หลายในอเมริกา อิสราเอล และออสเตรเลีย ในประเทศไทยนำเข้ามาจากออสเตรเลีย ปลูกที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมาเป็นแห่งแรก จึงเรียกกันติดปากว่า "น้อยหน่าออสเตรเลีย"

     ตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นมา สถานีวิจัยปากช่อง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เริ่มโครงการวิจัยการปรับปรุงพันธุ์ไม้ผลสกุลน้อยหน่า (Annona breeding) เพื่อที่จะสร้างสายพันธุ์น้อยหน่าลูกผสม "อะติมัวย่า" ขึ้นมาใหม่ให้มีคุณภาพของผลที่ดีกว่าพันธุ์เดิม ให้ได้ผลขนาด 250-400 กรัม มีเนื้อมาก เมล็ดน้อย ผลไม่แตกเมื่อแก่หรือสุก ความหวานไม่น้อยกว่า 15 บริกซ์ และมีอายุหลังการเก็บเกี่ยวยาวนาน ปัจจุบันสามารถคัดเลือกพันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะดีเด่นกว่าพันธุ์พ่อและพันธุ์แม่ ตรงตามวัตถุประสงค์ จำนวน 15 สายพันธุ์ และพันธุ์ที่มีลักษณะเด่นพร้อมแนะนำให้เกษตรกรปลูกเป็นการค้าต่อไป

เพชรปากช่อง

      น้อยหน่าลูกผสมพันธุ์ใหม่เพชรปากช่อง เกิดจากการผสมระหว่าง (Cherimoya x หนังครั่ง) x หนังเขียว #102 เป็นพันธุ์ที่มีลักษณะใบขนาดกลางรูปหอก กว้าง 7.4 เซนติเมตร ยาว 14.9 เซนติเมตร สีเขียวเข้ม เส้นใบเด่นเห็นชัด ทรงพุ่มโปร่งปานกลาง ดอกใหญ่สั้น กว้าง 0.9 เซนติเมตร ยาว 2.8 เซนติเมตร ผลใหญ่รูปหัวใจ เฉลี่ยกว้าง 9.0 เซนติเมตร ยาว 9.7 เซนติเมตร น้ำหนักผลเฉลี่ย 438.8 กรัม/ผล ผิวผลเรียบ มีร่องตาตื้นคล้ายน้อยหน่าหนัง ผลอ่อนสีเขียวเข้ม เมื่อแก่จัดสีเขียวอ่อน-ขาวนวล เปลือกบางลอกเปลือกได้ ผลไม่แตกเมื่อแก่หรือสุก เนื้อเหนียวแน่นคล้ายน้อยหน่าหนังสีเขียว ปริมาณเนื้อ 73 เปอร์เซ็นต์ เมล็ดสีน้ำตาลอ่อนเฉลี่ย 36 เมล็ด/ผล รสหวานหอม ความหวาน 20 บริกซ์ อายุหลังการเก็บเกี่ยวยาวนานเฉลี่ย 4.9 วัน

     ต้นอายุ 2 ปี หลังปลูกเมื่อตัดแต่งสามารถออกดอกติดผลได้ตลอดปี การติดผลดกกระจายทั่วต้น ขนาดผลสม่ำเสมอ ผลผลิตโดยเฉลี่ย 2.2 กิโลกรัม/ต้น/ปี อายุ 3 ปี เฉลี่ย 4.4 กิโลกรัม/ต้น/ปี และอายุ 4 ปี เฉลี่ย 37.9 กิโลกรัม/ต้น/ปี

เนื้อทอง

      น้อยหน่าลูกผสมพันธุ์ใหมเนื้อทอง เกิดจากการผสมระหว่าง (Cherimoya x หนังเขียว) x หนังเขียว #31 เป็นพันธุ์ที่มีลักษณะใบขนาดใหญ่รูปหอก กว้าง 9.8 เซนติเมตร ยาว 18.3 เซนติเมตร ใบสีเขียวออกเหลือง เส้นใบเด่นเห็นชัด ทรงพุ่มโปร่ง ดอกใหญ่สั้น กว้าง 0.8 เซนติเมตร ยาว 2.9 เซนติเมตร ผลใหญ่รูปหัวใจ เฉลี่ยกว้าง 8.8 เซนติเมตร ยาว 9.9 เซนติเมตร น้ำหนักผลเฉลี่ย 504.4 กรัม/ผล ผิวผลเรียบ ไม่มีร่องตา ผลอ่อนสีเขียวอ่อน เมื่อแก่จัดสีขาวนวล-เหลืองอ่อน เปลือกหนา มีส่วนของเม็ดทรายอยู่ระหว่างเปลือกด้านในติดกับเนื้อ เนื้อสามารถแยกออกเป็นพูได้ ไม่ติดกัน ปริมาณเนื้อ 64 เปอร์เซ็นต์ ผลไม่แตกเมื่อแก่หรือสุก เมล็ดสีดำเฉลี่ย 42 เมล็ด/ผล รสหวานหอม ความหวาน 20 บริกซ์ อายุหลังการเก็บเกี่ยวยาวนานเฉลี่ย 4.5 วัน

     ต้นอายุ 2 ปี หลังปลูกเมื่อตัดแต่งสามารถออกดอกติดผลได้ตลอดปี การติดผลดกกระจายทั่วต้น ขนาดผลสม่ำเสมอ ผลผลิตโดยเฉลี่ย 1.8 กิโลกรัม/ต้น/ปี อายุ 3 ปี เฉลี่ย 2.14 กิโลกรัม/ต้น/ปี และอายุ 4 ปี เฉลี่ย 13.62 กิโลกรัม/ต้น/ปี    

ดินฟ้าอากาศที่เหมาะสม

     น้อยหน่าสามารถขึ้นได้ในดินเกือบทุกชนิด ตั้งแต่ดินเหนียวจัดจนถึงดินทรายจัดหรือดินลูกรัง แต่ที่ชอบที่สุดคือดินร่วนปนทราย มีการระบายน้ำดี pH 5.5-7.4 และน้อยหน่าชอบอากาศร้อนแห้ง แต่ไม่ค่อยชอบอากาศหนาวจัดหรือฝนตกชุกมากเกินไป เนื่องจากน้อยหน่าต้องการความแห้งแล้งพอสมควรเพื่อการสะสมอาหารและทิ้งใบ เมื่อทิ้งใบแล้วจะแตกกิ่งใหม่พร้อมกับมีดอกออกมาด้วย โดยธรรมชาติใบจะเริ่มร่วงตั้งแต่เดือนธันวาคม-มกราคม แล้วจะแตกกิ่งใหม่พร้อมดอกในเดือนกุมภาพันธุ์ เก็บผลได้ปลายเดือนมิถุนายน-กันยายน ของทุกปี

ารปลูกและดูแลรักษา

      ระยะปลูกและวิธีการปลูก ใช้ระยะระหว่างต้นและระหว่างแถว 4x4 เมตร 3x3 เมตร 2x4 เมตร หรือ 2x2 เมตร โดยขุดหลุมกว้าง 40 เซนติเมตร ยาว 40 เซนติเมตร ลึก 40 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอกเก่าที่สลายตัวแล้วลงไปประมาณครึ่งบุ้งกี๋ เอาหน้าดินลงคลุกเคล้ากับปุ๋ยในหลุม แล้วปลูกต้นกล้าลงไปให้ต้นตั้งตรง กลบดินให้แน่น ใช้เศษหญ้าแห้ง ฟางแห้ง หรือแกลบ คลุมหน้าดินรอบ ๆ โคนต้น ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝนเพื่อให้ต้นกล้าตั้งตั้วได้เร็ว

น้ำและวิธีการให้น้ำ


      ช่วงหลังปลูกถึง 1 ปี ในหน้าแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ควรให้น้ำช่วย พอพ้น 1 ปีไปได้ น้อยหน่าสามารถช่วยตัวได้และเริ่มติดผลในปีที่ 2 วิธีการให้น้ำอาจใช้วิธีการให้แบบร่อง ใช้สายยางปล่อยรดบริเวณโคนต้น ให้แบบฝนเทียม หรือแบบน้ำหยดก็ได้

ปุ๋ยและวิธีการให้ปุ๋ย

      ช่วงก่อนให้ผลคือตั้งแต่ปลูกจนถึงอายุ 2 ปี ควรใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 อัตรา 100-200 กรัม/ต้น/ปี อาจใส่ครั้งเดียวหรือ 2 ครั้งก็ได้ หากต้นโตก็เพิ่มอัตราปุ๋ยขึ้นเรื่อย ๆ โดยใส่ร่วมกับปุ๋ยคอกจนกระทั่งให้ผล

      ช่วงหลังให้ผลผลิตแล้วใส่ปุ๋ยคอกหลังตัดแต่งกิ่งทุกปี อัตราต้นละ 1 ปี๊บ โดยขุดรางเป็นวงกลมรอบรัศมีทรงพุ่ม รางกว้าง 1 หน้าจอบ ลึก 1 หน้าจอบ แล้วโรยปุ๋ยคอกลงไป จากนั้นพรวนดินกลบ อาจใส่ปุ๋ยคอกร่วมกับปุ๋ยวิทยาศาสตร์ สูตร 15-15-15 หรือ 3-10-10 หรือ 8-10-5 ก็ได้ หรืออาจฉีดพ่นปุ๋ยเกล็ดทางใบเสริมธาตุอาหารก็สามารถให้พร้อมกับยาอ้ปงอกันกำจัดโรคและแมลงได้

โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

      1. โรคกิ่งแห้ง เกิดจากเชื้อราแอนแทรคโนส มักเกิดกับใบอ่อนแล้วลามไปยังบริเวณปลายกิ่ง ทำให้กิ่งแห้งตาย การป้องกันโดยการฉีดยากันรา ระยะฝนตกชุกอย่างสม่ำเสมอ
      2. โรคเกิดจากเชื้อสาหร่าย พบที่ใบในหน้าฝนตกชุก ทำให้การสังเคราะห์อาหารลดลง
      3. โรคมัมมี่ ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด พบในฤดูฝนตกชุก ทำให้ผลแห้งคาต้น

แมลงที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

      1. ด้วงทำลายดอก กัดกินเกสรตัวผู้ ยอดเกสรตัวเมียส่วนของกลีบดอกด้านใน ทำให้ดอกแห้งและร่วง ควรฉีดยาฆ่าแมลงในระยะก่อนดอกบาน 3-4 วัน

      2. หนอนผีเสื้อเจาะผล ผีเสื้อจะวางไข่ที่ผิวผล เมื่อไข่ฟักตัวเป็นตัวหนอน จะเจาะเข้าทำลายผลแล้วถ่ายมูลออกมาเป็นขุยให้เห็น ถ้าผลเล็กจะแห้งดำแล้วร่วง


      3. แมลงวันผลไม้หรือแมลงวันทอง โดยตัวเมียจะวางไข่ที่ผิวผลแล้วฟักเป็นหนอนทำลายช่วงผลสุก อาจจะใช้ยาฆ่าแมลง หรือกับดักช่วย

      4. เพลี้ยต่าง ๆ เช่น เพลี้ยแป้ง เพลี้ยไฟ เพลี้ยหอย และเพลี้ยอ่อน จะดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอดกิ่ง ขั้วผลและผิวผล ทำให้ยอดไหม้ ผลมีตำหนิ ขายไม่ได้ราคา

วัชพืชและการป้องกันกำจัด

      อาจใช้แรงงานคน เครื่องจักรกล หรือสารเคมีฉีดพ่นก็ได้

การตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ออกดอกติดผล

      น้อยหน่าหรือน้อยหน่าลูกผสมในระยะปลูกใหม่ ๆ ควรตัดยอดกิ่งนำออกแล้วปล่อยให้แตกกิ่งแขนง เลือกกิ่งแขนงไว้ 3-4 กิ่ง ปล่อยให้เจริญเติบโตไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งอายุ 1-2 ปี จึงทำการตัดแต่งเพื่อให้ออกดอกติดผล ปกติจะตัดแต่งกลางเดือนมกราคมของทุกปี โดยตัดแต่งกระโดง กิ่งเป็นโรค กิ่งฉีกหักเสียหาย และกิ่งแขนงย่อยออกให้เหลือเฉพาะกิ่งที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5 เซนติเมตรขึ้นไปไว้ แล้วทำการตัดกิ่ง วัดความยาวของกิ่งจากง่ามกิ่งถึงรอยตัด 20 เซนติเมตร ปลิดใบทิ้งให้หมดแล้วจะแตกยอดพร้อมดอกออกมาใหม่


จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 11 กุมภาพันธ์ 2548