" มะเดื่อฝรั่ง " หรือ " ฟิก " จัดอยู่ในสิบอันดับแรกของผลไม้สุขภาพที่มีในโลก เป็นพืชที่อุดมด้วยวิตามินและเกลือแร่ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามิน เอ , บี ( บี1 , บี2 ) , ซี และ มีธาตุแคลเซียล โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็กสูงมาก แต่ไม่มีธาตุโซเดียม ไขมัน หรือ คลอเรสเตอรอล ในกรดอินทรีย์ของมะเดื่อฝรั่งมีคุณสมบัติช่วยสร้างสมดุลระหว่างความเป็นกรด-ด่าง ในร่างกายมีโปรตีน Fictin ที่สามารถย่อยเนื้อได้ดี และมีปริมาณน้ำตาลธรมชาติมากถึง 83 % ได้แก่ น้ำตาลกลูโครส ฟรุกโตส และซูโครส ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานความร้อนสูงอีกทั้งยังเป็นแหล่งอาหารประเภทให้เส้นใยสูง ช่วยในการกำจัดของเสียของร่างกายทำให้ขับถ่ายดีขึ้น ป้องกันนิ่ว กระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคปอด ฟอกตับ ม้าม และที่สำคัญมีสารยับยั้งและป้องกันเซลล์มะเร็ง เป็นยารักษาโรค ช่วยระงับการเจริญเติบโตของมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย

       มะเดื่อฝรั่งเป็นพืชกึ่งร้อน ตระกูลเดียวกับหม่อน ชอบแสงแดดจัด ผิวจะมีสีเหลืองทอง เมื่อสุกกรอบเนื้อในสีเหลืองอำพัน ส่วนเมล็ดจะเล็กลีบกรุบกรอบทานได้ทั้งผลสด มักนิยมปลูกกันมากทางตะวันตกของทวีปเอเชีย ถ้าปลูกเป็นการค้าจะอยู่แถบลุ่มแม่น้ำเมดิเตอร์เรเนียน

       สำหรับประเทศไทยนั้น มีการนำมะเดื่อฝรั่งมาทดสอบปลูกเมื่อประมาณ 25 ปี ที่แล้ว โดยความร่วมมือของ 2 หน่วยงาน คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมูลนิธิโครงการหลวง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งเน้นการปลูกพืชที่สร้างรายได้ให้กับชาวไทยภูเขา แทนการปลูกฝิ่นพืชผิดกฎหมาย ในปี พ.ศ.2547 มีการนำพันธุ์มะเดื่อฝรั่งเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น 5 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์คาโดต้า ลิซ่า ชูก้า ดรอฟินส์ และบราว เทอร์กี้ โดยนำมาปลูกเพื่อขยายพันธุ์ไว้ที่สถานีเกษตรหลวงปางดะ จ.เชียงใหม่ ในปี พ.ศ.2548 ได้ทำการศึกษาวิจัยทดสอบการปลูกมะเดื่อฝรั่ง ในโรงเรือนและนอกโรงเรือน เพื่อศึกษาความเจริญเติบโต ที่แปลงวิจัยสถานีเกษตรหลวงปางดะ ภายใต้การดูแลของ ดร.ณรงค์ชัย พิพัฒน์ธนวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบนิเวศเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

       คุณรุ่งทิวา ปาปะขำ นักวิชาการเกษตร สถานีเกษตรหลวงปางดะ ทีมงานวิจัยมะเดื่อฝรั่งได้อธิบายว่า การปลูกวิจัยในโรงเรือนเป็นการปลูกแบบโรงเรือนปิด พบว่า 4 สายพันธุ์ที่เหมาะสมต่อการบริโภคสด ได้แก่ พันธุ์บราวเทอร์กี้ อินทนนท์24 ต้น , พันธุ์บราว เทอร์กี้ เจแปน 6 ต้น , พันธุ์ดรอฟินส์ 2 ต้น , พันธุ์ชูก้า 6 ต้น ส่วนอีก 3 สายพันธุ์ ปลูกเพื่อการแปรรูปในโรงงานอุตสาหกรรมได้แก่ พันธุ์คาโดต้า 6 ต้น , พันธุ์เซเลสเต้ 6 ต้น , พันธุ์วิซ่า 6 ต้น โดยเทคนิคการโน้มจัดกิ่ง ใช้เศษผ้าเป็นตัวโน้ม ไว้กิ่งหลัก 2 กิ่ง ไปตามแนวไม้ไผ่ และไว้กิ่งย่อย 3 - 4 กิ่ง ป้องกันหนอนเจาะลำต้นและเชื้อราเข้าทำลายโคนต้นโดยใช้สารคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ ผสมกาวลาเท็กซ์ อัตรา 1 ต่อ 1 และผสมสารจับใบกับคลอร์ไพริฟอส เล็กน้อย ส่วนการปลูกทดสอบแบบนอกโรงเรือน ในพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกทั้วหมด 201ต้น มี 3 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์บราว เทอร์กี้ อินทนนท์ 178 ต้น พันธุ์โฮไร 14 ต้น และพันธุ์ดรอฟินส์ 9 ต้น ใช้เทคนิคโน้มกิ่งเช่นเดียวกับแบบในโรงเรือน ให้ปุ๋ยสูตร 15 - 15 - 15    อัตรา 150 กรัมต่อต้น ป้องกันหนอนเจาะลำต้นโดยใช้สีขาวผสมคอปเปอร์ออกชีคลอไรต์ คลอร์-ไพริฟอส อัตรา 3 : 1 : 1 และให้น้ำโดยใช้มินิสปริงเกลอร์หัวร่ม

       ดร.ณรงค์ชัย พิพัฒน์ธนวงศ์ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการวิจัยพบว่าการปลูกมะเดื่อฝรั่งในโรงเรือนให้ผลผลิตได้ดีกว่าการปลูกนอกโรงเรือน เพราะการปลูกนอกโรงเรือนพืชต้องเจอสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและเสี่ยงต่อโรคและแมลงรบกวน ส่วนการปลูกทดสอบนอกโรงเรือนยังต้องศึกษาการพัฒนาของผล การติดผล ถึงเก็บเกี่ยว และการขยายพันธุ์ต่อไป ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบนิเวศเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทรศัพท์ 0-2579-8781      

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 29 ธันวาคม 2549