ลักษณะดินและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

     สภาพพื้นที่ควรเป็นที่ดินหรือที่ลุ่มไม่มีน้ำท่วมขัง ลักษณะดินเป็นดินร่วน ดินร่วนเหนียว หรือดินร่วนปนทราย มีการระบายน้ำและอากาศดี มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ในช่วง 5.5-7.0 ค่าความเค็มไม่เกิน 4.0 เดซิซิเมนต่อเมตร อุณหภูมิ 30-35 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝน 1,000-1,500 มิลลิเมตรต่อปี และมีความต้องการปริมาณธาตุอาหารไนโตรเจน 14 กิโลกรัมต่อไร่ ฟอสฟอรัส 10 กิโลกรัมต่อไร่ และโพแทสเซียม 30 กิโลกรัมต่อไร่

พันธุ์อ้อย

      ควรคัดเลือกพันธุ์อ้อยที่มีความสมบูรณ์จากแปลงที่ไม่มีการระบาดของโรคใบขาว เหี่ยวเน่าแดง แส้ดำ กอตะไคร้ และหนอนกอลายจุด และมีอายุเก็บเกี่ยว 10-14 เดือน

การเตรียมดิน

      ก่อนปลูกทำการไถกลบด้วยผานสาม 1-2 ครั้ง ลึก 30-50 เซนติเมตร ตากดิน 7-10 วัน ถ้าเป็นต้นฤดูฝนให้พรวน 1 ครั้ง ถ้าปลายฤดูฝนต้องพรวนเพิ่มอีก 2-3 ครั้ง จนดินร่วนซุย เพื่อกลบเศษซากพืชจากฤดูก่อนและทำลายวัชพืชต่าง ๆ ให้ลดจำนวนลง ถ้ามีชั้นดินดาน หรือหลังการรื้อตอเพื่อเตรียมดินปลูกใหม่ทุกครั้งต้องไถระเบิดดินดานให้ลึก 50-75 เซนติเมตร และทำการปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดินและตัดวงจรการระบาดของโรค พืชปุ๋ยสดที่นิยมปลูกในไร่อ้อย ได้แก่ ถั่วมะแฮะ อัตรา 6 กิโลกรัมต่อไร่ หรืออาจใช้ปอเทือง อัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ หรือถั่วพร้า อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านหรือโรยเป็นแถวก่อนปลูกอ้อย แล้วทำการไถกลบเมื่อพืชปุ๋ยสดออกดอก หรือเมื่ออายุ 50 วัน แล้วปล่อยให้ย่อยสลาย 15 วัน จึงเตรียมแปลงปลูกอ้อย ในขณะเตรียมดินก่อนปลูกอ้อยให้ฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่ผลิตจากสารเร่ง พด.2 อัตรา 5 ลิตรต่อไร่ นำมาเจือจาง 1:500 และก่อนการปลูกอ้อยให้ใส่เชื้อจุลินทรีย์ควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืชที่ผลิตจากสารเร่ง พด.3 ระหว่างแถวที่จะปลูกอ้อย อัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อป้องกันโรคเน่าคอดิน และลำต้นเน่าของอ้อย ทำการปลูก้อยในพื้นที่ที่เตรียมไว้ โดยทำการยกร่องปลูกให้มีระยะระหว่างร่อง 1.0-1.5 เมตร อ้อยที่มีการแตกกอมาก หรือปานกลางให้ปลูกเป็นแถวเดียว ส่วนอ้อยที่มีการแตกกอน้อยให้ปลูกเป็นแถวคู่ ระยะในแถวคู่ 30-50 เซนติเมตร

      การปลูกต้นฤดูฝนกลบตออ้อยด้วยดินให้สม่ำเสมอ หนา 3-5 เซนติเมตร ส่วนการปลูกปลายฤดูฝนกลบตออ้อยด้วยดินให้แน่นหนาประมาณ 20 เซนติเมตร ในพื้นที่ที่มีความลาดชัน ควรปลูกแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยปลูกในช่วงต้นฤดูฝนเป็นแถวตามแนวระดับขวางความลาดเทของพื้นที่ภายหลังจากที่ไถเตรียมดินแล้ว โดยการขุดหลุมในร่องที่ไถไว้สำหรับเป็นแนวระดับยาวตามพื้นที่ให้แต่ละต้นห่างกัน 5 เซนติเมตร แฝกแนวต่อไปก็จะปลูกขนานกับแนวแรก โดยมีระยะห่างขึ้นกับสภาพความลาดชันของพื้นที่ เช่น ถ้าระยะตามแนวดิ่งคือ 2 เมตร แนวรั้วแฝก ณ ความลาดเอียง 5% 10% และ 15% จะอยู่ห่างกัน 40 เมตร 15 เมตร และ 10 เมตร ตามลำดับ ควรระมัดระวังในการไถเตรียมดินโดยให้รักษาแนวแฝกไว้ นอกจากนี้ ควรตัดใบแฝกให้อยู่ระดับ 30-50 เซนติเมตร และปลูกแฝกซ่อมแซมให้หนาแน่น แนวรั้วแฝกที่หนาแน่นมีประสิทธิภาพในการช่วยชะลอและกระจายน้ำไหลบ่า เพิ่มการแทรกซึมน้ำลงสู่ผิวดิน รักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน

การปลูกพืชแซม

      ในพื้นที่ที่ไม่มีความลาดชันหลังจากปลูกอ้อยได้ 15 วัน ให้ทำการปลูกพืชปุ๋ยสด เช่น ถั่วพุ่มหรือถั่วพร้า โรยเป็นแถวแทรกระหว่างแถวอ้อย เพื่อป้องกันวัชพืช เมื่อพืชปุ๋ยสดมีอายุ 50 วัน ให้ทำการตัดแล้วนำมาคลุมดินเพื่อรักษาความชื้นในดินและเพิ่มอินทรียวัตถุกับดิน การปลูกพืชแซมสามารถปลูกได้ในอ้อยตอที่ปลูกปีแรก

ถั่วพุ่ม
ถั่วพร้า

การดูแลรักษา

      การให้น้ำสำหรับแหล่งปลูกอ้อยที่มีน้ำชลประทาน ควรให้น้ำทันทีหลังปลูก ต้องไม่ให้อ้อยขาดน้ำติดต่อกันนานกว่า 20 วัน และทำการฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำให้กับพืชปุ๋ยสดทุก 7 วัน อัตรา 2 ลิตรต่อไร่ นำมาเจือจาง 1:1,000 เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของพืชปุ๋ยสด และหลังปลูกอ้อยแล้ว 15 วัน ให้ฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำทางใบ และลำต้นหรือรดลงดินให้กับอ้อยทุก ๆ 1 เดือน จนถึงระยะเก็บเกี่ยว กรณีที่ปลูกพืชแซมในขณะที่ให้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำกับอ้อย ควรฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำให้กับพืชตระกูลถั่วที่ปลูกแซมแทรกระหว่างแถวอ้อย

การป้องกันกำจัดโรคและแมลง

   โรคใบขาว โรคแส้ดำ โรคกอตะไคร้ หนอนกอจุดใหญ่ หนอนเจาะลำต้น เพลี้ยจั๊กจั่นสีน้ำตาล และแมลงศัตรูธรรมชาติ โดยใช้สารสกัดธรรมชาติหรือสารป้องกันกำจัดศัตรูอ้อย

 

การจัดการดินหลังเก็บเกี่ยว

       หลังจากตัดอ้อยส่งโรงงานแล้ว สามารถเก็บตอไว้ได้ 2 ปี ให้นำเศษเหลือจากการเก็บเกี่ยว เช่น ใบอ้อย และยอดอ้อยคลุมดิน เป็นการรักษาความชื้นและเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน และดำเนินการปรับปรุงบำรุงดิน โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ การปลูกพืชปุ๋ยสดแซมระหว่างแถวอ้อย และใช้เชื้อจุลินทรีย์ควบคุมเชื้อ สาเหตุโรคพืชในอ้อยตอ ปีที่ 1 และอ้อยตอ ปีที่ 2 การจัดการดินเพื่อปลูกอ้อย โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ดังกล่าวนี้ จะสามารถลดอัตราการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ประมาณ 50% หรือสามารถเพิ่มผลผลิตอ้อยเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับวิธีการปฏิบัติเดิมของเกษตรกรได้ประมาณ 20%      


จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 25 เมษายน 2548