การลำเลียงพันธุ์ปลา

       ก่อนการลำเลียงพันธุ์ปลาที่ต้องขนส่งระยะไกล มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอดอาหารปลาที่ถูกลำเลียง 12 - 24 ชั่วโมง เพื่อให้อาหารที่อยู่ในระบบทางเดินอาหารได้ถูกขับถ่ายหรือใช้ไห้หมดก่อน ช่วยลดของเสียที่เกิดขึ้นระหว่างการลำเลียง สำหรับการลำเลียงพันธุ์ปลามีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือ การลำเลียงแบบภาชนะปิด และแบบภาชนะเปิด

       การลำเลียงแบบภาชนะปิด เป็นภาชนะที่มีแพร่หลายในปัจจุบัน ภาชนะปิดจำเป็นต้องอัดออกซิเจนหรืออากาศใส่ลงใปในภาชนะก่อนปิด เพื่อเป็นการเพิ่มออกซิเจนในภาชนะลำเลียง ในปัจจุบันนิยมใช้ถุงพบาสติกเป็นภาชนะลำเลียง เนื่องจากราคาถูกและสะดวก ยกเว้นการลำเลียงพันธุ์ปลาขนาดใหญ่ จำเป็นต้องใช้ภาชนะโลหะหรือถังชนิดอื่นๆ ที่มีฝาปิด

       การลำเลียงแบบภาชนะเปิด ภาชนะที่ใช้ในการลำเลียงมีรูปร่างลักษณะแตกต่างกันตามท้องถิ่น ภาชนะลำเลียงอาจเปิดหรือปิดฝาแต่มีรูถ่ายอากาศ เข้า - ออก ในภาชนะลำเลียงได้ ภาชนะดังกล่าวอาจทำด้วยโลหะพลาสติกเป็นตะกร้าไม้ไผ่สานและทาด้วยชัน ถังไม้ ฯลฯ การลำเลียงพันธุ์ปลาที่ต้องขนส่งจำนวนมากในระยะไกลๆ จำเป็นต้องมีเครื่องให้อากาศหรือออกซิเจนท่อโดยตรงไปยังถังลำเลียง วิธีการดังกล่าวนี้เหมาะสมสำหรับการนำพันธุ์ปลาขนาดใหญ่เพื่อไปจำหน่ายในตลาดในลักษณะยังมีชีวิตอยู่ หรือเป็นพันธุ์ปลาที่ผู้ซื้อนิยมซื้อปลาซึ่งจะทำให้ราคาสูงขึ้นและผู้ซื้อมีความนิยม

       เทคนิคที่ช่วยให้การลำเลียงพันธุ์ปลามีประสิทธิภาพ

       1. อุณหภูมิ การควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำและคงที่จะช่วยให้อัตรารอดตายของปลาสูงขึ้น เนื่องจากจะช่วยลดอัตราการเผาผลาญพลังงานของปลาขณะลำเลียง ดังนั้นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการลำเลียงพันธุ์ปลา คือ ตอนเย็น กลางคืน หรือตอนเช้า หากมีความจำเป็นต้องลำเลียงในเวลาอื่น หรือขณะอุณหภูมิสูง ต้องหาทางลดอุณหภูมิ เช่น ลำเลียงในรถยนต์ที่มีเครื่องปรับอากาศ หรือใช้น้ำแข็งใส่ในภาชนะลำเลียงเพื่อลดอุณหภูมิให้ต่ำลง

       2. เกลือแกง การเติมเกลือแกงในน้ำที่ใช้ลำเลียงจะช่วยให้ปลาปรับตัวคืนสู่สภาพปกติได้ไม่ยาก นอกจากนี้เกลือยังทำให้ค่าความเป็นด่าง(alkalinity) และค่าความกระด้าง(hardness) สูงขึ้น การเปลี่ยนค่าความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) จึงทำให้อัตราการรอดตายสูงขึ้น

       3. ยาสลบ เป็นสารเคมีชนิดหนึ่งที่ช่วยในการลดอัตราการเผาผลาญพลังงานระหว่างการลำเลียง ซึ่งนิยมใช้ในปลาที่มีขนาดใหญ่หรือมีราคาแพง

       4. ยาเหลือง เป็นสารเคมีที่สามารถนำมาใส่ในน้ำที่ใช้ในการลำเลียงพันธุ์ปลา ช่วยในการป้องกันการติดเชื้อรา และแบคทีเรีย ในระหว่างการขนส่ง

       5. น้ำที่ใช้บรรจุในการลำเลียง เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการลำเลียงพันธุ์ ควรเป็นน้ำกรองและสะอาด หากเป็นไปได้ควรเป็นน้ำที่มาจากแหล่งเดียวกับที่ใช้ขังปลาก่อนลำเลียง

       โรคปลานิล

       เนื่องจากปัจจุบันผลผลิตปลานิลยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ดังนั้นเกษตรกรส่วนใหญ่จึงเร่งเพิ่มกำลังการผลิตต่อหน่วยพื้นที่ โดยการปล่อยปลาในอัตราที่หนาแน่นมาก ในกรณีนี้ หากฟาร์มใดขาดการจัดการที่ดีจะเป็นผลให้สิ่งแวดล้อมในบ่อไม่เหมาะสม ทำให้เกิดความเครียดเป็นสาเหตุให้เกิดโรคได้ง่าย ซึ่งพอจะแบ่งโรคของปลานิลออกตามสาเหตุได้ดังนี้

       โรคที่มีสาเหตุมาจากปรสิตภายนอก

       ปรสิตภายนอกที่ทำอันตรายต่อปลานิลมีหลายชนิด โดยปรสิตจะเข้าเกาะในบริเวณเหงือก ผิวหนังและครีบ ทำให้ปลาเกิดความระคายเคือง เกิดบาดแผล ส่วนพวกที่เกาะบริเวณเหงือกจะทำให้มีผลต่อระบบการแลกเปลี่ยนก๊าซทำให้ปลาเกิดปัญหาขาดออกซิเจนได้

       ชนิดของปรสิตภายนอก ได้แก่

       1. โปรโตซัว   พยาธิในกลุ่มนี้จะทำลายต่อลูกปลามากกว่าปลาขนาดใหญ่ ชนิดของโปรโตซัวที่พบบ่อย ได้แก่ เห็บระฆัง Trichodina sp., Chilodonella sp., Ichthyophthirius multifilis, Epistylis sp., Scyphidia sp., Apiosoma sp., และ Ichthyobodo sp.

       การรักษา : ใช้ฟอร์มาลิน(formalin) อัตราเข้มข้น 5 - 50 ppm.

       2. ปลิงใส ได้แก่ Gyrodactylus sp. และ Dactylogyrus sp. พวกนี้จะเข้าเกาะบริเวณเหงือกทำให้เหงือกมีผิวหนาขึ้น หรือเกิดอาการบวม ทำให้ปลาหายใจไม่สะดวก

       การรักษา :   เช่นเดียวกับโปรโตซัว

       3. ครัสเตเซียน ได้แก่ Arhulus sp., Ergasilus sp., Lernaea sp. และ Lamproglena sp. ปรสิตในกลุ่มนี้ ส่วนของอวัยวะที่มีปลายแหลมฝังเข้าไปในเนื้อปลาเพื่อช่วยในการยึดเกาะและ / หรือกินเซลล์ หรือเลือดของปลาเป็นอาหาร ซึ่งทำอันตรายต่อปลาอย่างรุนแรง ทำให้ปลาเกิดแผลขนาดใหญ่ และสูญเสียเลือด ถ้าพบเป็นปริมาณมากจะทำให้ปลาตายอย่างรวดเร็ว ปรสิตกลุ่มนี้มักพบในปลานิลที่เลี้ยงในกระชังเป็นส่วนใหญ่

       การรักษา : ใช้ดิพเทอร์เรกซ์(Dipterex) ในอัตราความเข้มข้น 0.25 - 0.5 ppm. แช่ตลอด

       โรคที่มีสาเหตุมาจากปรสิตภายใน

       ปรสิตกลุ่มนี้มักพบอยู่ในทางเดินอาหาร และไม่ทำอันตรายต่อปลามากนัก

       1. โปรโตซัว ชนิดที่พบในลำไส้ใหญ่ ได้แก่ Eimeria sp. ถ้ามีเป็นปริมาณมากจะทำให้ปลาผอมได้ ส่วนอีกชนิดพบในระบบหมุนเวียนโลหิต ได้แก่ Trypanosoma sp. ปรสิตชนิดนี้แม้จะตรวจพบในระบบเลือดของปลานิลแต่ยังไม่มีรายงานแน่ชัดว่าทำให้ปลานิลป่วยหรือตายได้

       2. เมตาซัว ได้แก่ digenetic, trematodes, cestodes, mematodes และ acanthocephalan

        โรคที่มีสาเหตุมาจากแบคทีเรีย

       1. โรคตัวด่าง เกิดจาก Flexibacter columnaris พบในปลานิลที่เลี้ยงน้ำจืด ส่วนปลานิลที่เลี้ยงน้ำกร่อยจะเป็นชนิด F. maritimus โรคนี้มักพบในช่วงที่อากาศมีการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ในช่วงอากาศเย็น ในช่วงฝนตกหนัก และหลังจากการขนย้ายปลา ปลาที่พบว่ามีอาการตัวด่างมักตายในเวลาอันรวดเร็ว ถ้าไม่รีบรักษาทันทีปลาจะตายหมดบ่อภายใน 24 - 48 ชั่วโมง

       การรักษา : ใช้ยาเหลือง Aeriflavin แช่ในอัตราความเข้มข้น 1 - 3 ppm. ถ้าลูกปลาที่อนุบาลในบ่อปูน หรือถังไฟเบอร์ อาจใช้ด่างทับทิมในอัตราความเข้มข้น 2 - 4 ppm. แช่ตลอด

       2. โรคติดเชื้อ Aeromonas ปลาจะมีอาการตกเลือดตามตัว ท้องบวม มีเลือดปนน้ำเหลืองในช่องท้องหรือมีแผลหลุม

       การรักษา : ใช้ยาปฏิชีวนะผสมอาหารในอัตรา 3 - 5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ให้ปลากินนาน 5 - 7 วัน

       3. โรคติดเชื้อ Streptococcus ปลามีอาการตาขุ่น ตาบอด หรือตกเลือดภายในลูกตา บางครั้งพบว่าใต้คางหรือช่องขับถ่ายมีอาการบวมแดงมีน้ำเลือดภายในช่องท้อง โรคนี้จะเป็นลักษณะของโรคที่เรื้อรังคือ ปลาจะแสดงอาการของโรคช้าและเป็นระยะเวลานานกว่าปลาจะตาย

       การรักษา : ใช้ยาปฏิชีวนะผสมอาหารในอัตรา 3 - 5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม นาน 5 - 7 วัน

       โรคที่เกิดจากเชื้อรา

       ราเป็นสาเหตุของโรค ได้แก่ Achlya sp. และ Aphanomyces sp. ทำให้ปลาเกิดแผลและบริเวณแผลจะมีเส้นสีขาวคล้ายขนขึ้นฟูเป็นกระจุกปลาป่วยจะกินอาหารน้อยลง

       การรักษา : ใช้ trifluralin แช่ในอัตราความเข้มข้น 0.05 - 0.1 ppm.

       โรคที่มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส

       ในประเทศไทยยังไม่มีรายงาน

       การป้องกันการเกิดโรค

       1. ระวังไม่ให้ปลาเกิดความเครียด โดยการดูแลสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ไม่ปล่อยปลาหนาแน่นจนเกินไป มีการถ่ายเทน้ำให้อาหารที่มีคุณภาพและปริมาณที่เหมาะสม

       2. เมื่อนำปลาใหม่เข้ามาในฟาร์ม ควรจะแช่ฟอร์มาลินในอัตราความเข้มข้น 25 - 30 ppm. (ส่วนในล้าน) เพื่อจำกัดปรสิตที่อาจติดมากับตัวปลา

       3. เมื่อมีการขนส่งปลา ควรแช่เกลือในอัตรา 0.1 - 0.5 % เพื่อลดความเครียดให้กับปลา

       4. ซื้อพันธุ์ลูกปลาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ว่าไม่เคยมีการระบาดของโรคปลา

       5. ถ้ามีการนำผักตบหรือผักบุ้งใส่ลงในบ่อ ควรจะทำความสะอาดรากและใบของผักก่อน โดยการแช่ด่างทับทิมเข้มข้น 5 ppm. นาน 10 นาที จึงล้างน้ำสะอาดก่อนใส่ลงในบ่อ เพื่อลดสปอร์ของเชื้อราและปรสิตที่อาจติดมา

   

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 30 เมษายน 2550