กล้วย(banana)   เป็นพืชที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะคนไทยได้นำกล้วยมาใช้ประโยชน์ในหลายๆ ด้าน ทั้งในด้านการทำเป็นอาหารและใช้สอยด้านต่างๆ ซึ่งส่วนต่างๆ ของกล้วยล้วนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นราก และลำต้นแท้ ที่สามารถนำมาทำสมุนไพร ใช้ในการรักษาโรคตามแผนโบราณ เช่น แก้ร้อนใน โลหิตจาง แก้ปวดฟัน ปวดหัว แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก (ลำต้นแท้ของกล้วยมีลักษณะเป็นหัวอยู่ใต้ดิน เรียกว่า ไรโซม หรือเหง้า ลำต้นที่เราเห็นกันบนพื้นดินนั้นแท้จริงแล้วเป็นลำต้นเทียม หรือที่เรียกว่า หยวกกล้วย เป็นส่วนของกาบใบที่อัดกันแน่น) ลำต้นเทียม หรือกาบใบสามารถนำมาทำเชือก เส้นใย หรือใช้ทอผ้า และใช้เป็นอาหารให้กับคนและสัตว์ ประโยชน์ของใบกล้วย หรือที่เรียกว่าใบตองนั้น ส่วนใหญ่ก็มักจะนำมาห่อของ ทำกระทงหรือทำงานประดิษฐ์ต่างๆ ส่วนของเส้นกลางใบนำมาใช้มัดของ หรือทำของเล่นให้เด็ก ที่เรียกว่าม้าก้านกล้วย(เด็กสมัยใหม่อาจจะไม่รู้จัก ลองถามคุณปู่ คุณย่า ดูนะคะ) ยางกล้วยใช้รักษาแผลสดและทาแก้แมลงสัตว์กัดต่อย ส่วนดอกและผลนำมาบริโภคเป็นอาหาร ซึ่งดอกกล้วยยังมีสรรพคุณช่วยรักษาประจำเดือนขัด แก้ปวดประจำเดือน โรคเบาหวานและโรคหัวใจ ได้ด้วย และอีกส่วนหนึ่งของกล้วยที่หลายคนอาจคิดว่าไม่มีประโยชน์ ก็คือ ส่วนของเปลือกกล้วย จริงๆ แล้วเปลือกกล้วยที่เหลือจากการนำผลสดไปรับประทานแล้ว ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อีก

       ดร.พิลาณี ไวถนอมสัตย์ จากหน่วยเทคโนโลยีเอนไซม์และการจัดการของเสีย สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ได้ศึกษาวิธีการสกัดสารเพคติน(pectin) จากเปลือกกล้วยหอมสุก เพคตินเป็นส่วนประกอบของเนื้อเยื่อพืชซึ่งเป็นสารประกอบคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลใหญ่และซับซ้อน พบได้ในผลไม้ทุกชนิด และยังมีคุณสมบัติเป็นใยอาหาร(dietary fiber) เนื่องจากไม่สามารถย่อยในระบบทางเดินอาหารได้ จากคุณสมบัติของการเป็นใยอาหารนี้เอง ทำให้เพคตินสามารถช่วยให้เกิดการขับถ่ายได้ดี ลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำใส้ใหญ่ และยังช่วยทำหน้าที่ขัดขวางการดูดซึมของไขมันไม่ให้เข้ากระแสเลือด จึงป้องกันไม่ไห้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดในสมองตีบ ดังนั้นทางด้านเภสัชกรรมจึงได้มีการนำเพคตินมาใช้เพื่อช่วยเพิ่มหารทำงานของยา ช่วยลดคลอเลสเตอรอลและระดับน้ำตาลในเลือด ใช้เป็นเส้นใยอาหารป้องกันโรคระบบทางเดินอาหาร และเนื่องจากเพคตินสามารถช่วยลดการระคายเคืองจึงมีการนำมาผลิตเป็นอาหารเด็ก นอกจากนี้เพคตินยังมีคุณสมบัติพิเศษ คือ เมื่อละลายน้ำจะพองตัวเป็นเจล ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มจึงนิยมใช้เพคตินเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร โดยใช้เป็นตัวทำให้เกิดความยืดหยุ่น(gelling agent) ในผลิตภัณฑ์แยม เยลลี และขนมหวาน หรือช่วยทำให้เกิดความหนืด (viscosity) ในซอสเครื่องปรุง น้ำเชื่อมเข้มข้น น้ำสลัด เครื่องดื่ม และใช้เป็นตัวรักษาสภาพ(stabilizer) ในผลิตภัณฑ์นมและโยเกิร์ต เป็นต้น เพคตินนับได้ว่าเป็นสารที่มีการนำมาใช้ประโยชน์ในด้านอุตสาหกรรมอาหารและยาหลากหลาย ที่ผ่านมาประเทศไทยต้องนำเข้าเพคตินจากต่างประเทศ ไม่ต่ำกว่าปีละ 200 ล้านบาท

       จากการศึกษา ดร.พิลาณี ไวถนอมสัตย์ พบวิธีในการสกัดสารเพคตินจากเปลือกกล้วยว่าสามารถทำได้โดยการใช้เอนไซม์ โพรโตเพคติเนส(protopectinase) แทนวิธีการสกัดดั้งเดิมที่นิยมใช้กรด เช่น กรดซัลฟิวริก(sulfuric acid) กรดฟอสฟอริก(phosphoric acid) กรดไนตริก(nitric acid) หรือ กรดไฮโดรคลอริก(hydrochoric acid) ไอระเหยจากกรดเหล่านี้มักก่อให้เกิดการระคายต่อเยื่อบุผนังจมูกและตา ซึ่งเป็นอัตราอย่างยิ่งต่อผู้ที่ได้รับสัมผัส วิธีสกัดสารเพคตินจากเปลือกกล้วยโดยใช้เอนไซม์ในครั้งนี้นับว่าเป็นการช่วยลดปริมาณการใช้ตัวทำละลายที่อันตราย ลดปริมาณการนำเข้าเพคตินจากต่างประเทศและที่สำคัญยังเป็นวิธีการช่วยลดปริมาณขยะและเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุที่เหลือใช้ได้เป็นอย่างดี

       

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 30 เมษายน 2550